ReadyPlanet.com
dot dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




การสร้างความรำรวยแบบยั่งยืน article

                                      การสร้างความร่ำรวยแบบยั่งยืน

                                                                                                                                    พนพ   เกษามา

                                                                                        นิสิตปริญญาเอก สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

                                                                 บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

                                .........................................................................................................

     ๑.บทนำ

          ในการดำรงชีวิตในทางโลกของมนุษย์ปุถุชนธรรมดานั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการมีหรือการเป็นเจ้าของและครอบครองทรัพย์สินเงินทองเป็นจำนวนมากหรือเรียกว่า “ความร่ำรวย”นั้น เป็นสี่งที่ทุกคนปรารถนาและต้องการ อันเนื่องมาจากว่าทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นจะสามารถบันดาลความสุขในทางโลกหรือเรียกว่า “โลกียสุข”[1]ได้  ซึ่งก็คือ ความสุขอย่างโลกีย์,ความสุขที่เป็นวิสัยของโลก,ความสุขที่ประกอบด้วยอาสวะ เช่น กามสุข มนุษยสุข ทิพยสุข ตลอดจนถึงฌานสุขและวิปัสสนาสุข จึงทำให้มนุษย์ทั้งหลายได้มีความพยายามแสวงหาทรัพย์ ใช้จ่ายทรัพย์และรักษาซึ่งทรัพย์เหล่านั้นด้วยแนวทางและวิธีการต่างๆ ที่คิดว่าเป็นแนวทางและวิธีการที่ดี มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด แต่จากประสบการณ์ของมนุษย์ในอดีตและจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยที่ผ่านมา พบว่าแนวทางและวิธีการแสวงหา  การใช้จ่าย และการรักษาซึ่งทรัพย์นั้น มีความแตกต่างกันและมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลไม่เท่ากัน แต่มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่าบุคคลหรือองค์กรที่มีหลักการหรือแนวทางและวิธีการที่ดีก็จะทำให้กลายเป็น “คนร่ำรวย”หรือเป็น “เศรษฐี”หรือ “คหบดี”ได้ ส่วนผู้ที่หรือองค์กรที่มีหลักการหรือแนวทางและวิธีการที่ไม่ดี ก็จะมีทรัพย์สินเงินทองไม่มากหรือจัดว่าเป็น “คนยากจน” หรือ “คนอนาถา”ก็มีอยู่มาก ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันพบว่าผู้ดำรงชีวิตนทางโลก(โลกียะ)จะใช้แนวทางในการสร้างความร่ำรวยหรือการดำเนินธุรกิจโดยนิยมใช้และให้การศึกษาหรือสั่งสอนตลอดจนเรียนรู้ในเรื่องของ “เศรษฐกิจทุนนิยม”หรือ “บริโภคนิยม” หรือ “บริโภควิบัติ”หรือ “วัตถุนิยม” เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น การสอนและการแต่งหนังสือของกูรูด้านการสร้างความร่ำรวยที่มีแม่แบบแผนและคำสอนเป็นที่ยอมรับแพร่หลายกันทั่วโลกคือ เรื่อง “เงินสี่ด้าน”[2] หรือ “Cashflow Quadrant” ซึ่งแต่งหนังสือออกมาชื่อว่า “พ่อรวยสอนลูก”หรือ “Rich Dad Poor Dad” โดย โรเบิร์ต  ที. คิโยชากิ และชารอน แอล. แลชเตอร์ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังและหนังสือเล่มนี้ขายดีมากทั่วโลกและแปลเป็นหลายภาษาอีกด้วย โดย “เงินสี่ด้าน”นี้ก็คือ “ลูกจ้าง” “คนทำธุริจส่วนตัว” “เจ้าของกิจการ” และ “นักลงทุน” แต่ก็พบว่าในระยะยาวของชีวิตของผู้ที่ใช้หลักคิดและวิธีการตามที่สอนนี้ ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของตัวเองและชีวิตของธุรกิจหรือองค์กรธุรกิจที่ใช้แนวทางและวิธีการตามที่สอนนี้ ว่าพบกับ “ความร่ำรวยแบบยั่งยืน” และในชีวิตส่วนตัวหรือชีวิตองค์กรธุรกิจก็ไม่ได้ร่ำรวยและยั่งยืนยาวนานอย่างที่ควรจะเป็นไป แต่จากการศึกษาคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระศาสดาของพระพุทธศาสนา โดยศึกษาจากประวัติศาสตร์ของคนร่ำรวยหรือมหาเศรษฐีหรือคหบดีในสมัยพุทธกาล พบว่ามีคำสอนเกี่ยวกับหลักการหรือแนวทางและวิธีการในการแสวงหาทรัพย์ การใช้จ่ายทรัพย์และการรักษาซึ่งทรัพย์ให้ดีมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุดมีอยู่ ซึ่งเรียกว่า “ทิฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม๔”[3] ซึ่งพระอริยสงฆ์ของประเทศไทยหลายรูปด้วยกัน ยังได้สอนลูกศิษย์ด้วยว่าเป็น “พระคาถาหัวใจเศรษฐี”อีกด้วย โดยพระธรรมคำสั่งสอนของ“ทิฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม๔”นี้ประกอบไปด้วยหลักธรรม๔ ประการ คือ “อุฏฐานสัมปทา”หรือการถือหมั่น “อารักขสัมปทา”หรือการถึงพร้อมด้วยการรักษา “กัลยาณมิตตตา”หรือการคบคนดีเป็นมิตร “สมชีวิตา”หรือการมีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม โดยสามารถย่อเป็นประโยคสั้นให้จำได้ง่ายๆ คือ “อุ อา กะ สะ” หรือเป็นคำกลอนสอนใจที่ว่า “ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร เลี้ยงชีวิตโดยชอบธรรม” หรือ “ขยัน หมั่นรักษา คบหาคนดี มีชีวิตพอเพียง”ดังจะแสดงรายละเอียดของความหมายและแนวทางสร้างความร่ำรวยของทั้ง๒ แนวทาง เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติสู่ความร่ำรวยอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ดังต่อไปนี้

 

      ๒. “เงินสี่ด้าน”ตามแนวทางของ “พ่อรวยสอนลูก”

     โดยโรเบิร์ต ที.คิโยซากิ และ ซารอน แอล. แลชเตอร์ ได้นำเสนอการสร้างความร่ำรวยอย่างรวดเร็วในหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก”[4]หรือ“Rich Dad Poor Dad” โดยนำเสนอเป็นคำสอนระหว่างแนวคิดระหว่าง “พ่อจน”หรือ “Poor Dad”  กับ “พ่อรวย”หรือ “Rich Dad” ซึ่งแนวความคิดและคำสอนของพ่อรวยจะทำให้สร้างความร่ำรวยได้มากและรวดเร็วกว่าพ่อจน  อีกทั้งยังได้สั่งสอนอีกว่า “เงินสี่ด้าน”หรือ “Cashflow Quadrant” คือ ด้านที่๑ การเป็น “ลูกจ้าง”หรือ “พนักงาน” หรือ “Employee” หรือE ด้านที่๒ คือ การเป็น “คนทำธุรกิจส่วนตัว”หรือ “Self-Employed”หรือS ด้านที่๓ คือ การเป็น “เจ้าของกิจการ”หรือ “Business Owner”หรือB และด้านที่๔ คือ การเป็น “นักลงทุน”หรือ “Investor”หรือI กล่าวโดยสรุปก็คือการที่จะร่ำรวยอย่างรวดเร็วและ “เป็นอิสระทางการเงิน”จะต้องเปลี่ยนจากด้านที่๑ คือ การเป็นลูกจ้าง(E)และ๒  คือ การเป็นคนทำธุรกิจส่วนตัว(S) ไปอยู่ในด้านที่๓ คือ การเป็นเจ้าของกิจการ(B)และ๔ คือ การเป็นนักลงทุน(I) จึงจะสามารถสร้างความร่ำรวยได้อย่างรวดเร็วและสามารถเป็นอิสระทางการเงินได้มากกว่า แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะร่ำรวยอย่างยั่งยืนและมีความสุขอย่างแท้จริง เพราะจากอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันก็ยังพบว่าคนรวยที่เป็นเจ้าของกิจการ(B)และนักลงทุน(I) ก็ล้มเหลวในด้านการเงินและครอบครัวตลอดจนประเทศชาติทีมุ่งเน้นและปลูกฝังคำสอนกันแบบนี้ก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและล้มเหลวตลอดจนได้สร้างความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไปทั่วทั้งโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน เป็นต้น

     โดยรูปแบบของ “เงินสี่ด้าน”หรือ “Cashflow Quadrant” สามารถแสดงให้เห็นดังรูปที่๑ ดังต่อไปนี้

 

                       ด้านที่๑

ลูกจ้าง(Employee;E)

-มีรายได้เป็นเงินเดือนที่นายจ้างให้

-ทำงานตามคำสั่งของนายจ้าง

-ขาดอิสรภาพต้องอยู่ในกฎของนายจ้าง

-ไม่รับประกันการว่างงานหรือตกงาน

-รายได้กับรายจ่ายมีมากพอกัน

-ฯลฯ

                       ด้านที่๓

เจ้าของกิจการ(Business Owner;B)

-มีทุน

-หาคนเก่งๆมาทำงานให้ได้

-ไม่ต้องทำงานแต่มีรายได้

-มีหลายประเภท เช่น บริษัท แฟรนไซน์ เป็นต้น

-มีเวลาไปทำงานอย่างอื่นได้มาก

-ฯลฯ

                       ด้านที่๒

คนทำธุรกิจส่วนตัว(Self-Employed;S)

-ขายเวลาให้ตัวเองทำงาน

-มีรายได้ไม่มาก

-สู้คู่แข่งที่ทุนและทรัพยากรมากกว่าไม่ได้

-ทนทำเพราะตัวเองชอบ

-มีอิสรในงานแต่ไม่มีอิสรภาพทางการเงิน

 -ฯลฯ

                       ด้านที่๔

นักลงทุน(Investor;I)

-ไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน

-ใช้เงินทำงานให้ตัวเอง

-มีรายได้จากผลตอบแทนและดอกเบี้ย

-มีอิสระและอิสรภาพทางการเงิน

-มีเวลาไปทำงานอย่างอื่นได้มาก

-ฯลฯ

ภาพที่๑ เงินสี่ด้าน หรือ Cashflow Quadrant

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     ๓.ทิฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม๔

     องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีพระธรรมคำสั่งสอน เรื่อง ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม๔ คือ ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน หรือหลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นต้น ธรรมหมวดนี้เรียกสั้นๆว่า “ทิฏฐธัมมิกัตถะ” หรือเรียกติดปากอย่างไทยๆว่า “ทิฏฐธัมิกัตถประโยชน์”  มี๔ ข้อ คือ

     ๓.๑ อุฏฐานสัมปทา หรือ อุ หมายถึง การถึงพร้อมด้วยความหมั่น คือ ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่การงานประกอบอาชีพอันสุจริต มีความชำนาญ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาอุบายวิธีให้สามารถจัดดำเนินการให้ได้ผลดี ตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกี่ยวกับการทำให้พ่อค้ารวย หรือเหตุทำให้พ่อค้ารวยหรือ “หลักพ่อค้า”หรือ “องค์คุณของพ่อค้า”หรือเรียกอีกย่างหนึ่งว่า “ปาปณิกธรรม”[5] หรือ “ปาปณิกังคะ”ซึ่งมีหลักธรรม๓ ข้อคือ ๑.จักขุมา ๒.วิธูโร ๓.นิสสยสัมปันโน โดยการที่จะขยันหมั่นเพียรหาทรัพย์สินเงินทองนั้นจำเป็นจะต้องใช้หลักธรรม “จักขุมา” คือ การมีตาดี รู้จักสินค้า ดูของเป็น สามารถคำนวณราคา กะทุนเก็งกำไรได้อย่างแม่นยำซึ่งก็คือการที่จะต้องมีสายตายาวไกลมองเห็นภาพในอนาคตที่ดีและถูกต้องเหมาะสมกับกาลและเวลาว่าจะทำธุรกิจหรือค้าขายอะไรหรืออย่างไรดีในกาลเวลาหรือสภาวะแบบนั้น ซึ่งภาษาทางโลก(โลกียะ)หรือในทางการบริหารธุรกิจนั้นเรียกกันว่า “วิสัยทัศน์”หรือ “Vision”นั้นเอง ส่วน “วิธูโร”หรือความจัดเจนในธุรกิจ เช่น รู้แหล่งซื้อแหล่งขาย รู้ความเคลื่อนไหวความต้องการของตลาด มีความสามารถในการจัดซื้อและจัดจำหน่าย สามารถรู้ใจและรู้จักเอาใจใส่ลูกค้าได้เป็นอย่างดีมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ซึ่งในทางโลก(โลกียะ)หรือทางบริหารธุรกิจนั้น ก็คือ การมีการบริหารหรือการจัดการที่ดีที่มีคุณภาพหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า การบริหารคุณภาพ(Quality Management)นั้นเอง

     หลักธรรมคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่ง คือ “กามโภคี๑๐”[6] หมายถึง การที่ผู้บริโภคกามหรือผู้ครองเรือนหรือคฤหัสถ์)ประพฤติปฏิบัติกัน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยี่งที่จะต้องนำไปพิจารณาเป็นแนวทางในการเลือกไปประพฤติและปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความร่ำรวยและยั่งยืนได้อย่างแท้จริง มี๑๐ พวกหรือ๑๐ วิธี ดังนี้

     กลุ่มที่๑ การแสวงหาทรัพย์ไม่ชอบธรรม มี ๓พวก ดังนี้

๑.พวกที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยไม่ชอบธรรมโดยการทารุณข่มขี่, ได้มาแล้วไม่เลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข,ทั้งไม่แจกจ่ายแบ่งปันและไม่ใช้ทำกรรมดี

๒.พวกที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยไม่ชอบธรรมโดยการทารุณข่มขี่, ได้มาแล้วเลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข,แต่ไม่แจกจ่ายแบ่งปันและไม่ใช้ทำกรรมดี

๓.พวกที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยไม่ชอบธรรมโดยการทารุณข่มขี่, ได้มาแล้วเลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข,ทั้งแจกจ่ายแบ่งปันและใช้ทำกรรมดี

กลุ่มที่๒ แสวงหาชอบธรรมบ้างและไม่ชอบธรรมบ้าง มี๓ พวก ดังนี้

๔.พวกที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรมบ้างไม่ชอบธรรมบ้าง ทารุณข่มขี่บ้างไม่ทารุนข่มขี่บ้าง, ได้มาแล้วไม่เลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข,ทั้งไม่แจกจ่ายแบ่งปันและไม่ใช้ทำกรรมดี

๕.พวกที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรมบ้างไม่ชอบธรรมบ้าง ทารุณข่มขี่บ้างไม่ทารุนข่มขี่บ้าง, ได้มาแล้วเลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข,แต่ไม่แจกจ่ายแบ่งปันและไม่ใช้ทำกรรมดี

๖.พวกที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยไม่ชอบธรรมบ้างไม่ชอบธรรมบ้าง ทารุณข่มขี่บ้างไม่ทารุนข่มขี่บ้าง, ได้มาแล้วเลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข,ทั้งแจกจ่ายแบ่งปันและใช้ทำกรรมดี

กลุ่มที่๓ แสวงหาชอบธรรม มี๓ พวก คือ

.พวกที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม ไม่ทารุนข่มขี่, ได้มาแล้วไม่เลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข,ทั้งไม่แจกจ่ายแบ่งปันและไม่ใช้ทำกรรมดี

๘.พวกที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม ไม่ทารุนข่มขี่, ได้มาแล้วเลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข,แต่ไม่แจกจ่ายแบ่งปันและไม่ใช้ทำกรรมดี

๙.พวกที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม ไม่ทารุนข่มขี่, ได้มาแล้วเลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข,ทั้งแจกจ่ายแบ่งปันและใช้ทำกรรมดี; แต่เขายังติด ยังสยบมัวเมา ยังหมกหมุ่น บริโภคโภคะเหล่านั้นโดยไม่รู้เท่าทันเห็นโทษ ไม่มีปัญญาทำตนให้เป็นอิสระหลุดพ้นเป็นนายเหนือโภคทรัพย์

กลุ่มที่๔ (พวกพิเศษ)แสวงหาชอบธรรม และใช้อย่างรู้เท่าทันอิสระ มี๑ พวก ดังนี้

๑๐.พวกที่แสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรม ไม่ทารุนข่มขี่,ได้มาแล้วเลี้ยงตนให้อิ่มหนำเป็นสุข,แจกจ่ายแบ่งปันและใช้ทำกรรมดี;อีกทั้งไม่สยบมัวเมา ไม่หมกหมุ่น บริโภคโภคะเหล่านั้นอย่างรู้เท่าทันเห็นโทษ มีปัญญาทำตนให้เป็นอิสระหลุดพ้นเป็นนายเหนือโภคทรัพย์

     ซึ่งผู้ที่จะสร้างความร่ำรวยแบบยั่งยืนได้จะต้องเป็นพวกพิเศษหรือพวกที่๑๐นี้เท่านั้น ซึ่งพวกนี้พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่าเป็นเลิศ ประเสริฐและสูงสุด

     ๓.๒ อารักขสัมปทา หรือ อา หมายถึง การถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์ และผลงานอันตนได้ทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม ด้วยกำลังงานของตน ไม่ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมเสีย ในการรักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้นี้ สามารถนำพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาประพฤติปฏิบัติได้ คือหลักธรรมที่เรียกว่า “โภควิภาค๔”[7] หมายถึง การแบ่งทรัพย์หรือโภคะออกเป็น๔ ส่วน หรือหลักการแบ่งทรัพย์โดยจัดสรรเป็น๔ ส่วน ดังนี้

     ส่วนที่๑ : เอเกน โภเค ภุญฺเชยยฺย สำหรับใช้จ่ายเลี้ยงตน เลี้ยงคนที่ควรบำรุง และทำประโยชน์

     ส่วนที่๒ และส่วนที่๓ : ทฺวีหิ กมฺมํ ปโยชเย โดย๒ ส่วนนี้ ใช้ลงทุนประกอบการงาต่างๆต่อไป

     ส่วนที่๔ : จตุตฺถญฺจ นิธาเปยฺย โดยส่วนที่๔ นี้ให้เก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น นั้นก็คือการเก็บออมนั้นเอง

     ๓.๓ กัลยาณมิตตตา  หรือ กะ หมายถึง การคบคนดีเป็นมิตร คือ รู้จักกำหนดบุคคลในถิ่นที่อาศัย เลือกเสวนาสำเหนียกศึกษาเยี่ยงอย่างท่านผู้ทรงคุณ มีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า   “ ภิกษุทั้งหลาย    เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น    หรือเป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไปเหมือนความมีกัลยาณมิตร(มิตรดี)นี้    เมื่อมีกัลยาณมิตร    กุศลธรรมที่ยัง

ไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น    และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป”[8] โดยการที่จะคบคนดีมีมิตรที่ดีนี้สำคัญมาก ดังนั้นการที่จะมีมิตรหรือหุ้นส่วนในธุรกิจหรือเพื่อนร่วมอาชีพร่วมการงานนั้น จะต้องพิจารณาและตัดสินใจให้ดี ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้หลักธรรมคำสั่งสอนเรื่อง “กัลยาณมิตรธรรม๗”[9]ไว้ให้ ซึ่งก็คือองค์คุณของกัลยาณมิตร หรือคุณสมบัติของมิตรที่ดีหรือมิตรแท้ คือท่านที่คบหรือเข้าหาแล้วจะเป็นเหตุให้เกิดความดีงามและความเจริญ ในที่นี้มุ่งเอามิตรประเภทครูหรือพี่เลี้ยงเป็นสำคัญ โดยมีหลักธรรม๗ประการ ดังต่อไปนี้

     ๑.ปิโย คือ ความน่ารัก ในฐานเป็นที่สบายใจและสนิทสนม ชวนให้อยากเข้าไปปรึกษาไต่ถาม

     ๒.ครุ คือ ความน่าเคารพ ในฐานประพฤติสมควรแก่ฐานะ ให้เกิดความรู้สึกอุ่นใจ เป็นที่พึ่งได้และปลอดภัย

     ๓.ภาวนีโย คือ ความน่าเจริญใจหรือน่ายกย่อง ในฐานทรงคุณคือความรู้และภูมิปัญญาแท้จริง ทั้งเป็นผู้ฝึกอบรมและปรับปรุงตนอยู่เสมอ ควรเอาอย่าง ทำให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ

     ๔.วตฺตา จ คือ การรู้จักพูดให้ได้ผล คือ รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไร คอยให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี

     ๕.วจนกฺขโม คือ การอดทนต่อถ้อยคำ คือ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษา ซักถาม คำเสนอ และวิพากษ์วิจารณ์ อดทนฟังได้ไม่เบื่อไม่ฉุนเฉียว

     ๖.คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา คือ การแถลงเรื่องล้ำลึกได้ คือ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจและเรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยี่งขึ้นไป

     ๗.โน จฏฺฐาเน นิโยชเย คือ ไม่ชักนำในอฐาน คือ ไม่แนะนำในเรื่องเหลวไหลหรือชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย

     และยังมีหลักธรรมของ “ปาปณิกธรรม๓”ข้อที่๓ คือ “นิสสยสัมปันโน” หมายความว่า การพร้อมด้วยแหล่งทุนเป็นที่อาศัย เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจในหมู่แหล่งทุนใหญ่ๆหาเงินมาลงทุนหรือดำเนินกิจการได้โดยง่าย

     กล่าวโดยสรุปก็คือว่าในการดำเนินธุรกิจหรือทำการค้าการขายนั้นจะต้องมีมิตรหรือ “หุ้นส่วน”หรือ “Partners”ที่ดี มีแหล่งเงินทุนพร้อมเพรียงมั่นคงแน่นหนา มี “ผู้ส่งมอบ”หรือ “Suppliers” มี “ผู้รับเหมา”หรือ “ผู้รับจ้างช่วง”หรือ “Sub-Contractors” มี “ผู้ถือหุ้น”หรือ “Stockholders” มี “พนักงาน”หรือ “Employee” มี “ชุมชน”หรือ “Communities”หรือ “สังคม” หรือ “Social” เป็นต้น เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในภาษาทางการบริหารหรือการจัดการเรียกว่า “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย”หรือ “Stakeholders” หลายคนหลายส่วนงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นการมีหรือการได้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลายเหล่านั้นเป็น “กัลยาณมิตร”ก็จะทำให้การดำเนินธุรกิจการค้าการขายเป็นไปด้วยดีและประสบผลสำเร็จตลอดจนมีความร่ำรวยอีกต่างหาก

     ๓.๔ สมชีวิตา หรือ สะ หมายถึง การมีความเป็นอยู่เหมาะสม คือรู้จักกำหนดรายได้และรายจ่ายเลี้ยงชีวิตแต่พอดี มิให้ฝืดเคืองหรือฟูมฟาย ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้ โดยการเลี้ยงชีวิตชอบและเหมาะสมนั้นเป็นสี่งที่สำคัญมาก เพราะหากทำมาหาเลี้ยงชีพหรือทำธุรกิจการค้าการขายแต่ไม่ถูกต้องตามศีลธรรมและกฏหมายถึงแม้จะสร้างความร่ำรวยให้ได้แต่อาจจะไม่มีความสุขและอาจจะต้องทำให้ตัวเองและครอบครัวตลอดจนผู้เกี่ยวข้องเดือดร้อนก็เป็นได้ ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ทั่วทั้งโลก ตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนานั้นหลักของ “อริยมรรคมีองค์๘”[10] หรือ “อริยอัฏฐังคิกมรรค”คือ ทางมีองค์๘ ประการอันประเสริฐ ที่ประกอบไปด้วย

     ๑.สัมมาทิฏฐิ หมายถึง การเห็นชอบ

     ๒.สัมมาสังกัปปะ หมายถึง การดำริชอบ

     ๓.สัมมาวาจา หมายถึง การเจรจาชอบ

     ๔.สัมมากัมมันตะ หมายถึง การกระทำชอบหรือการงานชอบ

     ๕.สัมมาอาชีวะ หมายถึง การเลี้ยงชีพชอบหรือการมีอาชีพชอบ

     ๖.สัมมาวายามะ หมายถึง การมีความเพียรพยายามชอบ

     ๗.สัมมาสติ หมายถึง การระลึกชอบ

     ๘.สัมมาสมาธิ หมายถึง การมีจิตตั้งมั่นชอบ 

     โดยหลักธรรมของ “อริยมรรคมีองค์๘”ที่จะต้องน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติกันให้เป็น “สมชีวิตา”หรือการมีชีวิตอยู่ที่เหมาะสมและพอเพียง คือ ในข้อที่ว่าด้วย “สัมมากัมมันตะ”หรือ “การกระทำชอบ”หรือ “การงานชอบ”โดยเฉพาะการกระทำทางกายของเรา และ “สัมมาอาชีวะ”คือ “การเลี้ยงชีพชอบ”นี้ จำเป็นอย่างมากที่ต้องประพฤติปฏิบัติให้ได้ เพราะการงานที่ดีไม่ผิดศีลธรรมและผิดกฎหมายนั้นสำคัญอย่างยี่ง เป็นตัวชี้วัดหรือดัชนีชี้วัดความสุขและความยั่งยืนได้มากที่สุด เพราะทุกสี่งทุกอย่างย่อมเป็นไปตาม “กฎแห่งกรรม”คือ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”อันเป็นธรรมะที่ซึ่งเป็นหัวใจหลักของพระพุทธศาสนาด้วย

 

     ๔.สรุปและเสนอแนะ

     มนุษย์เราที่เกิดมาและดำรงชีวิตในทางโลกมิใช่ทางธรรมนั้น ได้พยายามศึกษาหาแนวทางและวิธีการที่จะได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง เพื่อที่จะนำมาใช้จ่ายเลี้ยงชีวิต ครอบครัว องค์กรและสังคมประเทศชาติให้มีความสุข ซึ่งการแสวงหาและการได้มาหรือมีมากหรือได้ครอบครองซึ่งทรัพย์สินเงินทองที่มากนั้นถือกันว่า “ร่ำรวย” หรือเป็น “เศรษฐี”หรือ “คหบดี”นั้น มนุษย์ในโลกของเราทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ก็ได้ทำการศึกษาค้นคว้าลองผิดลองถูกกันมาอย่างยาวนาน แต่ก็พบว่าไม่สามารถสร้างความร่ำรวยแบบยั่งยืนได้ไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือส่วนรวม  เช่นครอบครัวและองค์กรต่างๆตลอดจนสังคมประเทศชาติหรือแม้แต่สังคมโลกก็ตาม แต่เป็นที่ทราบกันและยอมรับในหมู่พุทธศาสนิกชนทั่วไปและเป็นคำสั่งสอนของพระอริยเจ้าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่า “ทิฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม๔”นี้ ซึ่งเป็นพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้ยกย่องว่าเป็น “หัวใจเศรษฐี”จนได้สอนว่าเป็น “พระคาถาหัวใจเศรษฐี”โดยเป็นคำพูดย่อๆ คือ “อุ อา กะ สะ” โดยย่อมาจากคำว่า อุฏฐานสัมปทา(อุ) อารักขสัมปทา(อา) กัลยาณมิตตตา(กะ) สมชีวิตา(สะ) ซึ่งสามารถจะทำให้ผู้ที่นำไปเป็นแนวทางและเป็นวิธีการประพฤติปฏิบัติตาม สามารถทำให้ได้พบกับความร่ำรวยอย่างยั่งยืนได้อย่างแน่นอน โดยไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลาใดๆหรือเป็น “อกาลิโก”นั้นเอง โดย “อุฏฐานสัมปทา”หรือ “อุ”นั้น จะต้องปฏิบัติตาม “ปาปณิกธรรม๓”ใน๒ข้อ คือ การมีวิสัยทัศน์(Vision) หรือ “จักขุมา”และมีการขยันหาทรัพย์ที่ดีคือมีวิธีการบริหารจัดการที่ดีหรือมีการ “บริหารคุณภาพ”หรือ “วิธูโร”นั้นเอง และต้องนำหลักธรรม “กามโภคีสุข๑๐”โดยเฉพาะข้อที่๑๐ ที่จะต้องทำการแสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรม ไม่ทารุนข่มขี่ และเมื่อได้มาแล้วก็เลี้ยงตนเองให้อิ่มหนำเป็นสุขแล้วต้องทำการแจกจ่ายแบ่งปันคือให้ทานและใช้ทำกรรมดีหรือมีศีลมีธรรมนั้นเอง อีกทั้งไม่สยบมัวเมาและไม่หมกหมุ่นแต่จะบริโภคโภคะหรือทรัพย์เหล่านั้นอย่างรู้เท่าทัน รู้เห็นโทษและมีปัญญาทำตนให้เป็นอิสระหลุดพ้นหรือเป็นนายเหนือโภคทรัพย์เหล่านั้นได้ สำหรับ “อา”หรือ “อารักขสัมปทา”นั้น ก็คือ มีการรักษาทรัพย์ที่หามาได้อย่างดี โดยอาศัยแนวทางและวิธีการของ “โภควิภาค๔” คือการแบ่งทรัพย์ที่หามาได้ออกเป็น๔ ส่วน โดยส่วนที่๑ ใช้เลี้ยงดูตัวเองและผู้เกี่ยวข้อง ส่วนที่๒และ๓ ใช้ลงทุนและขยายงานหรือกิจการต่อไป และส่วนที่๔ให้เก็บออมไว้ใช้ในคราวจำเป็น สำหรับ “กะ”หรือ “กัลยาณมิตตตา”หรือการคบมิตรหรือมีมิตรที่ดีนั้นก็ให้ปฏิบัติตามหลักธรรมของ “กัลยาณมิตรธรรม๗”ซึ่งก็คือการเลือกคบมิตรที่ดีหรือการมี “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ดี”ในการทำงานหรือดำเนินกิจการนั้นเอง และยังต้องนำหลักธรรมเรื่อง “นิสสยสัมปันโน” คือข้อที่๓ ใน “ปาปณิกธรรม๓” คือ การพร้อมด้วยแหล่งทุนเป็นที่อาศัย เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจในหมู่แหล่งทุนใหญ่ๆหาเงินมาลงทุนหรือดำเนินกิจการโดยง่ายมาใช้ประกอบด้วย ส่วน “สมชีวิตา”หรือ “สะ”นั้นก็ให้ดำเนินชีวิตตามหนทางหรือวิธีการของ  “อริยมรรคมีองค์๘”ใน๒เรื่อง คือเรื่องของ “การกระทำชอบ”หรือ “การงานชอบ”หรือ “สัมมากัมมันตะ” และ “อาชีพชอบ”หรือ “สัมมาอาชีวะ”นั้นเอง โดยผู้เขียนขอเสนอเป็นแม่แบบ(Model)หรือรูปแบบ “การสร้างความร่ำรวยแบบยั่งยืน”ตามแนวทางหรือวิถีทางของพระพุทธศาสนา ดังภาพที่๒ ต่อไปนี้

 

  

อริยมรรคมีองค์๘

-สัมมากัมมันตะ

-สัมมาอาชีวะ

 

กามโภคี๑๐

ปาปณิกธรรม๓

-จักขุมา

-วิธูโร

 

 

 

ปาปณิกธรรม๓

-นิสสยสัมปันโน

กัลลยาณมิตรธรรม๗

      โภควิภาค๔

อุ

อา

สะ

กะ

ภาพที่๒ แม่แบบการสร้างความร่ำรวยแบบยั่งยืน เสนอโดย นายพนพ เกษามา

 

     ซึ่งถ้าหากมนุษยชาติที่ดำรงชีวิตในทางโลก(โลกียะ)ได้มีการนำหลักการและวิธีการตาม “แม่แบบการสร้างความร่ำรวยแบบยั่งยืน”นี้ ไปปฏิบัติอยู่เป็นประจำ อย่างมีความศรัทธาและจะต้องมีแนวคิดในทางพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องชอบธรรมหรือมี “สัมมาทิฏฐิ” คือการเป็นคนดีมีคุณภาพหรือเรียกว่าเป็น “คนคุณภาพ”[11]หรือ “Quality Man”นั้นเอง ซึ่งจะต้องปฏิบัติให้ครบทุกหลักธรรมใน “แม่แบบการสร้างความร่ำรวยแบบยั่งยืน”นี้ ก็จะทำให้พบกับความสุขและความสำเร็จตลอดจนสามารถสร้างความร่ำรวยอย่างยั่งยืนได้อย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

ก.      ข้อมูลปฐมภูมิ

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฏกฉบับภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,

               กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.

ข.     ข้อมูลทุติยภูมิ

(๑) หนังสือ :

พระธรรมปิฎก (.. ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม.

                พิมพ์ครั้งที่ ๑๒. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖,

………………..  พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์.

                 พิมพ์ครั้งที่ ๑๑. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖.

 

วีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล. TQM LIVING HANDBOOK :

                 An Executive Summary. กรุงเทพฯ :

                          บีพีอาร์แอนด์ทีคิวเอ็มคอนซัลแทนท์ จำกัด,๒๕๔๐.

นันทวัน รุจิวงศ์.แปล,พ่อรวยสอนลูก.กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น ๒๕๔๔.

นันทวัน รุจิวงศ์,วิเชียร เลิศกิจการ.แปล,พ่อรวยสอนลูก๒ : เงินสี่ด้าน.กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น

                      ๒๕๔๔.

(๒)สื่ออิเล็กทรอนิคส์ :

เงินสี่ด้าน-เกมส์กระแสเงินสด-พ่อรวยสอนลูก. http://www.thingdd.com/get/cashflowquadrant.html.

สรุปเนื้อหาพ่อรวยสอนลูก-RichDadPoorDad-โรเบิร์ต คิโยซากิ<http://www.agel-center.com/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=6&Id=538705474>

 

ค. บทความ

     พนพ เกษามา. “การบริหารคุณภาพเพื่อความเป็นเลิศ อยู่รอดและยั่งยืน : แม่แบบของคนคุณภาพ”.กรุงเทพฯ : ทีคิวเอ็ม เบสท์ จำกัด,๒๕๔๐.



[1] พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตโต),พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์,พิมพ์ครั้งที่๑๑,(กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๖),หน้า๒๑๘.

 

[2] นันทวัน รุจิวงศ์,วิเชียร เลิศกิจการ, พ่อรวยสอนลูก ๒ : เงินสี่ด้าน(แปล), (กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น, ๒๕๔๔), หน้า ๓๑-๓๘.

 

[3] พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตโต),พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม,พิมพ์ครั้งที่๑๒,(กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๖),หน้า๑๑๖.

 

[4] นันทวัน รุจิวงศ์, พ่อรวยสอนลูก(แปล), (กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น, ๒๕๔๔), หน้า ๒๑-๒๗.

[5] พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตโต),พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม,พิมพ์ครั้งที่๑๒,(กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๖),หน้า๙๖-๙๗.

 

[6] เรี่องเดียวกัน,หน้า๒๓๐.

 

[7] พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตโต),พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม,พิมพ์ครั้งที่๑๒,(กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๖),หน้า๑๒๘.

 

[8] องฺ.เอก.(ไทย) ๒๐ / ๗๑ / ๑๓.

[9] พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตโต),พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม,พิมพ์ครั้งที่๑๒,(กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๖),หน้า๒๐๔.

 

[10] พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตโต),พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม,พิมพ์ครั้งที่๑๒,(กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๖),หน้า๒๑๕.

 

 

[11] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความของ พนพ เกษามา, “การบริหารคุณภาพเพื่อความเป็นเลิศ อยู่รอดและยั่งยืน : แม่แบบของนักบริหารคุณภาพ”.(กรุงเทพฯ : ทีคิวเอ็ม เบสท์ จำกัด,๒๕๔๕),หน้า๘.




แบบอย่างที่ดีเยิ่ยม

เปาบุ้นจิ้น article
แก้วหน้าม้า article
พญาคันคาก article
สัจบารมี : สามก๊ก สามกษัตริย์ article
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช article
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช article
พระปฐมบรมราชจักรีวงศ์ article
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ความจริงประเทศไทย : พญาครุฑ กับ พญานาค article
นางไข่ฟ้า-ท้าวสุพรหมโมกขา article
ภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา article
พญาครุฑช่วยชาติ article
เจ้าแม่กวนอิมอีสาน article
พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี
นิทานสอนใจ
บทเรียน
มหาสตรี : สาวิตรี article
ความหมายของ สุ จิ ปุ ลิ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.