ReadyPlanet.com
dot dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
bulletทีฆีติโกสลชาดก
bulletอกตัญญุตาชาดก
bulletนางผมหอม
bulletเจ้าหญิงแตงอ่อน




วิปัสสนากรรมฐาน article

การปฏิบัติธรรม : วิปัสสนากรรมฐาน

โดย วิธีการและแนวทางของ “สติปัฏฐาน๔”

 

                @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

              ในทางพระพุทธศาสนาแล้วก็เจริญวิปัสสนากรรมฐานก็คือการเจริญสติด้วยอุบายวิธี "สติปัฎฐาน  ๔" นั้นเอง

            จากคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สอนไว้และมีปรากฏในพระไตรปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาสติปัฏฐานสูตร ความว่า

 “เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา”

 หมายความว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลายหนทางอันนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน๔ ประการ”

โดยจะเห็นความสำคัญอย่างยี่งยวดของการวิปัสสนากรรมฐานหรือการปฏิบัติสติปัฏฐาน๔ เพราะเป็นหนทางสายเดียวที่จะนำไปสู่การหลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏคือบรรลุนิพานอันเป็นจุดหมายสูงสุดของทุกดวงจิตนั้นเอง

              "สติปัฎฐาน" เป็นคำภาษาบาลีที่มักจะแปลกันโดยทั่วไปว่าฐาน(ที่ตั้ง)ของสติทั้ง ๔ ฐาน[1] อย่างไรก็ถามเราอาจทำความเข้าใจความหมายที่สมบูรณ์ของคำว่า สติปัฎฐาน ได้โดยการแยกคำสมาสนี้ออกเป็นส่วน ๆแล้วพิจารณาองค์ประกอบของคำสมาสนี้ทีละคำและพิจารณาความหมายโดยรวมอีกครั้งแล้วพิจารณาองค์ประกอบของคำสมาสนี้ทีละคำและพิจารณาความหมายโดยรวมอีกครั้ง

                                                          สติ  +  ปฎฐาน

                                                                หรือ

                                                       สติ + ป + (ฎ) + ฐาน

คำว่า "สติ" มีรากศัพท์มาจากคำว่า "สํสรติ"  ซึ่งแปลว่า การจำแต่เมื่อกล่าวโดยนัยของสติเจตสิกสติ จะหมายถึงการระลึกได้ในอารมณ์การจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ การระลึกรู้ความตื่นตัวทั่วพร้อมและความไม่ใส่ใจไม่ประมาทมากกว่าการจดจำเรื่องในอดีต[2]

              "ปฏฐาน" หมายถึง การสร้างขึ้น การนำมาใช้ การทำให้ปรากฏขึ้นและตั้งอยู่อย่างแนบแน่นและมั่นคง[3]      

              เมื่อนำคำทั้งสองมารวมเข้าด้วยกัน คำว่า "สติปัฎฐาน" จึงหมายถึง "การทำให้สติเกิดขึ้นและดำรงอยู่อย่างแน่นแฟ้นมั่นคงและแนบสนิทกับอารมณ์ที่กำลังกำหนดรู้อยู่"  การระลึกเช่นนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า"สุปปติฎฐิต อัติ" หรือ "สติที่ตั้งมั่นด้วยดี"[4]

              "สติปัฎฐาน" คือ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ, ข้อปฏิบัติมีสติเป็นประธาน, การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง, การมีสติกำกับดูสิ่งต่าง ๆ และความเป็นไปทั้งหลายโดยรู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ไม่ถูกครอบงำด้วยยินดียินร้าย ที่ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปตามอำนาจกิเลสมี ๔ อย่าง คือ

๑.      "กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน" คือการตั้งสติกำหนดพิจารณากาย, การมีสติกำกับรู้เท่าทันกายและเรื่องทางกาย

๒.    "เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน" คือการตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา, การมีสติกำกับรู้เท่าทันเวทนา

๓.     "จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน" คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณา, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต

๔.   "ธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน" คือการตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันธรรม,"จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน" คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณา,การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการเรียกสั้น ๆ ว่า กาย เวทนา จิตและธรรม[5] นั้นเอง

 

๑.      กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน

คือ การพิจารณากายจำแนกโดยละเอียดมี ๑๔ อย่าง[6] คือ

๑.๑.  อัสสาสะปัสสาสะ คือ การกำหนดลมหายใจเข้าออก (อาณาปานสติ)

๑.๒. การกำหนดรู้ทันอริยาบทใหม่โดยเฉพาะอริยบท ๔ อันได้แก่ ยืน เดิน นั่ง และนอน

๑.๓. อริยาบถย่อย เช่นการก้าวไปข้างหน้า ถอยไปข้างหลัง คู้ขาเข้า เหยียดขาออก งอแขนเข้าเหยียดแขนออก การถ่ายหนัก ถ่ายเบา การกิน การดื่ม การเคี้ยว ฯลฯ ซึ่งก็คือการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกายนั้นเอง

๑.๔. ความเป็นปฎิกูลของร่างกายหรืออาการ ๓๒ (ปฏิกูลมนสิการ)

๑.๕. การกำหนดร่างกายเป็นธาตุ ๔ คือ พิจารณาร่างกายของตนโดยสักแต่ว่าเป็นธาตุแต่ละอย่าง ๆ(ธาตุมนสิการ)

๑.๖. ป่าช้า ๙ คือพิจารณาซากศพต่าง ๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลาให้เห็นคติธรรมของร่างกายของผู้อื่นเช่นใดของตนจักเป็นเช่นนั้น (นวสีวถิกา)

ได้แก่ การใช้สติกำหนดรู้อาการที่ปรากฎทางกายหรือรูปขันธ์ เช่น การเดินจงกรม ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอและการกำหนดลมหายใจเข้าออก รู้อาการพองยุบของท้อง เช่น พองหนอ - ยุบหนอ เป็นต้น

 

๒.   เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน

คือการเจริญสติเอาเวทนาเป็นที่ตั้ง ซึ่งเวทนา แปลว่า การเสวยอารมณ์มี ๓ อย่าง คือ

                        ๒.๑. สุขเวทนา คือ ความรู้สึกสุขสบาย

                        ๒.๒. ทุกขเวทนา คือ ความรู้สึกไม่สบาย

                        ๒.๓. อทุกขมสุขเวทนาหรือ อุเบกขาเวทนา คือความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์คือเฉย ๆเมื่อเวทนาเกิดขึ้น ก็ให้มีสติสัมปชัญญะกำหนดไปตามความเป็นจริงว่าเวทนานี้เมื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนาไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ไม่ยินดียินร้าย ตัณหาก็จะไม่เกิดขึ้นและปล่อยวางเสียได้ เวทนานี้เมื่อเจริญให้มาก ๆ เป็นไปอย่างสมบูรณ์แล้ว อาจทำให้ทุกขเวทนาน้อยลงหรือไม่มีอาการเลยก็เป็นได้ อย่างที่เรียกว่าสามารถแยกรูปแยกนามออกจากกันได้

๓.    จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน

คือ การปลูกสติโดยเอาจิตเป็นอารมณ์หรือเป็นฐานที่ตั้งจิต[7] หรือการตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต เป็นการตั้งสติกำหนดพิจารณาจิตให้รู้เห็นตามจริงว่าเป็นแค่เพียงจิตไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของคนที่มีราคะ ไม่มีระคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะ เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ ฯลฯ อย่างไร ๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้น ๆ ซึ่งการปลูกสติโดยเอาจิตเป็นอารมณ์หรือเป็นฐานที่ตั้งจิตนี้มี ๑๖ คือ[8]

๑.  จิตมีราคะ

๒. จิตปราศจากราคะ

๓. จิตมีโทสะ

๔. จิตปราศจากโทสะ

๕. จิตมีโมหะ

๖. จิตปราศจากโมหะ

๗. จิตหดหู่

๘. จิตฟุ้งซ่าน

๙. จิตยิ่งใหญ่(มหัคคตจิต)

๑๐. จิตไม่ยิ่งใหญ่(อมหัคคตจิต)

๑๑. จิตยิ่ง (สอุตตรจิต)

๑๒. จิตไม่ยิ่ง(อนุตตรจิต)

๑๓. จิตตั้งมั่น

๑๔. จิตไม่ตั้งมั่น

๑๕. จิตหลุดพ้น

๑๖. จิตไม่หลุดพ้น

              การนำวิปัสสนาให้มีสติพิจารณากำหนดให้เห็นว่า จิตนี้เมื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป ไม่เที่ยงแท้แน่นอนละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้

๔.   ธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน

คือ มีสติพิจารณาธรรมทั้งหลายทั้งปวง[9] คือ

๔.๑. นิวรณ์ คือ รู้ชัดในขณะนั้นว่านิวรณ์ ๕ (ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี, สิ่งที่ขัดขวาดจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรมมี ๕ อย่างคือ ๑ กามฉันทะ คือ ความพอใจในกาม ๒. พยาบาท คือ การคิดร้ายต่อผู้อื่น ๓. ถีนมิทธะ คือ ความหดหู่ซึมเซา ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่านและรำคาญ ๕. วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย)[10] แต่ละอย่างมีอยู่ในใจหรือไม่ ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้วละเสียได้อย่างไร ที่ละได้แล้วไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปอย่างไร ให้รู้ชัดตามความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในขณะนั้น

๔.๒. ขันธ์ ๕  คือกำหนดรู้ว่าขันธ์ ๕ (ขันธ์ คือ กอง,พวก,หมวด,หมู่,ลำตัว, หมวดหนึ่ง ๆ ของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหมดที่แบ่งออกเป็น ๕ กอง คือ ๑. รูปขันธ์ คือกองรูป ๒. เวทนาขันธ์ คือ กองเวทนา ๓. สัญญาขันธ์ คือ กองสัญญา ๔. สังขารขันธ์ คือ กองสังขาร ๕. วิญญาณขันธ์ คือกองวิญญาณ รวมเรียกว่า เบญจขันธ์หรือขันธ์ ๕)[11] แต่ละอย่างคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ดับไปได้อย่างไร

๔.๓. อายตนะ คือรู้ชัดในอายตนะภายใน (อายตนะภายในคือเครื่องต่อภายใน, เครื่องรับรู้มี ๖ คือ ๑. จักขุคือตา ๒. โสต คือหู ๓.ฆานะคือจมูก ๔.ชิวหาคือลิ้น ๕. กายคือกาย ๖. มโนคือใจ ; เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอินทรีย์ ๖)[12] อายนตนะภายนอก(อายตนะภายนอกคือเครื่องต่อภายนอก, สิ่งที่ถูกรู้มี ๖ คือ ๑. รูปคือรูป ๒.สัททะคือเสียง ๓. คันธะ คือกลิ่น ๔.รสคือรส ๕. โพฎฐัพพะ คือ สิ่งต้องกาย ๖. ธัมมะธรรมารมณ์ คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจหรือสิ่งที่ใจรู้, อารมณ์ ๖ ก็เรียก)[13] แต่ละอย่างรู้ชัดในสังโยชน์ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยอายตนะนั้น ๆรู้ชัดว่าสังโยชน์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไรที่เกิดขึ้นแล้วละเสียได้อย่างไร

๔.๔. โพชฌงค์ คือ รู้ชัดในขณะนั้นว่า โพชฌงค์ ๗ (โพชฌงค์๗ คือ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้หรือองค์ของผู้ตรัสรู้มี ๗ ข้อ คือ ๑. สติ ๒. ธัมมวิจยะ คือ การสอดส่องเลือกเฟ้นธรรม ๓. วิริยะ ๔. ปีติ ๕. ปัสสัทธิ๖. สมาธิ ๗. อุเบกขา)[14] แต่ละอย่างมีอยู่ในใจตนหรือไม่ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้วเจริญเต็มบริบูรณ์ได้อย่างไร

๔.๕. อริยสัจ ๔ คือ รู้ชัดอริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค) แต่ละอย่างตามความเป็นจริงว่าคืออะไร

              โดยสรุป ธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน นี้ คือ จิตที่คิดเป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต เท่านั้น[15]

            ดังนั้นสติปัฎฐานนั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการใช้สติพิจารณากำหนดรู้อยู่ทุกขณะว่าในขณะหนึ่งๆนั้นเรากำลังทำอะไรอยู่หรือกำลังนึกคิดอะไรอยู่ ทั้งนี้พิจารณากันเฉพาะในปัจจุบันเท่านั้น ไม่พิจารณาย้อนไปถึงอดีตและอนาคตแม้สักวินาทีเดียว สติปัฎฐานนี้จึงเป็นหัวใจแห่งคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้ พระองค์ได้ทรงพร่ำสอนสติปัฎฐานแก่สาวกของพระองค์อยู่เนืองนิตย์นับแต่ตรัสรู้จนกระทั่งเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน[16]

             กล่าวโดยสรุป ผู้ปฏิบัติสติปัฎฐาน ๔ ต้องทำความเข้าใจในอารมณ์ ๔ ประการให้ถูกต้องคือ[17]

๑.      กาย ทั่วร่างกายนี้ไม่มีอะไรสวยงามแม้แต่ส่วนเดียว ควรละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้

๒.    เวทนา สุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์นั้นแท้จริงแล้วมีแต่ทุกข์ แม้เป็นสุขก็เพียงปิดปังความทุกข์ได้

๓.     จิต คือ ความนึกคิด เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงแปรผันไม่เที่ยงไม่คงทน

๔.     ธรรม คือ อารมณ์ที่เกิดกับจิต อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น เมื่อเหตุปัจจัยดับไป อารมณ์นั้นก็ดับไปด้วยไม่มีสิ่งเป็นอัตตาใด ๆ เลย

 



[1] วรเดช ปัญจรงคะ, การเจริญสติด้วยวิปัสสนากรรมฐานในแนวสติปัฎฐาน๔,  หน้า๑๗.

[2] วรเดช ปัญจรงคะ, เรื่องเดียวกัน,  หน้า๑๗.

[3] วรเดช ปัญจรงคะ, เรื่องเดียวกัน,  หน้า๑๗.

[4] วรเดช ปัญจรงคะ, เรื่องเดียวกัน,  หน้า๑๗.

[5]  ม. อุ. (ไทย) ๑๔//, และ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์,หน้า๒๔๙.

[6] พระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม), คู่มือการฝึกอบรมพัฒนาจิต,  หน้า๕๘.

[7] พระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม), เรื่องเดียวกัน,  หน้า๔๘.

[8] พระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม), เรื่องเดียวกัน,  หน้า๔๘.

[9] พระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม), เรื่องเดียวกัน,  หน้า๕๙.

[10] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม,พิมพ์ครั้งที่๑๒, (กรุงเทพฯ :  มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖),  หน้า๑๖๗.

[11] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า๑๖๒-๑๖๓.

[12] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์,  หน้า๓๕๖.

[13] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), เรื่องเดียวกัน,  หน้า๓๕๐.

[14] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า๒๐๕-๒๐๖.

[15] พระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม), คู่มือการฝึกอบรมพัฒนาจิต,  หน้า๕๙.

[16]วรเดช ปัญจรงคะ, การเจริญสติด้วยวิปัสสนากรรมฐานในแนวสติปัฎฐาน๔  ,  หน้า๑๖.

[17] พระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม), คู่มือการฝึกอบรมพัฒนาจิต,  หน้า๕๙.




วิปัสนากรรมฐาน

วิไลกัลยา รักแสนเศร้าของพระองค์ดำ article
สุวรรณสิรสาชาดก article
กรรมฐาน อาวุธทางปัญญา article
๑๕ วัดต้นแบบปฏิบัติธรรมสติปัฏฐาน ๔
จำปาสี่ต้น
พระเอกนางเอก article
ปลาบู่ทอง article
ตัวอย่างวิญญาณของพ่อช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
กรรมของ "พระรถ-เมรี"
พาราณสิราชชาดก article
สังข์ทอง - รจนา article
ท้าวจตุโลกบาล article
ตำนานการบูรณะพระปฐมเจดีย์ และการสร้างพระประโทนเจดีย์ article
ทิณวงศ์ชาดก
สิงหไกรภพ article
กุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย article
พระโคบุตร article
มณีพิชัย
คู่บุญบารมี article
พระนล นางทมยันตี article
กรรมข้ามภพชาติ article
ความลับสวรรค์ article
ความลับสวรรค์ article
อำนาจกรรม article
ฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์ article
นิทานชาดก : อ้ายร้อยกาบลาน article
ฤาษีหลอกกินเหี้ย article
บาปกรรม และนรกมีจริง article
พระอริยะเจ้า : ที่พึ่งของเวไนยสัตว์ article
สติปัฏฐาน 4 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.