ReadyPlanet.com
dot dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
bulletทีฆีติโกสลชาดก
bulletอกตัญญุตาชาดก
bulletนางผมหอม
bulletเจ้าหญิงแตงอ่อน




สาเหตุที่พระพุทธศาสนาหายไปจากอินเดีย

สาเหตุที่พระพุทธศาสนาหายไปจากอินเดีย[1]

     วันนี้มีคำถามอยู่ในใจพุทธบริษัททั้งหลายว่า วิกฤตศรัทธาในพฤติกรรมของสงฆ์ที่ย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัยมากขึ้น พระสงฆ์บางรูปทำการเผยแพร่คำสั่งสอนของพระศาสดาผิดเพี้ยนไปทั้งที่จงใจและไม่จงใจก็มีปรากฏให้เห็นมากยิ่งขึ้น ท่านผู้ซึ่งเป็นปราชญ์ทางศาสนาและพระเถรานุเถระผู้ปฏิบัติดีและปฏิบัติชอบ ตลอดจนบูชาธรรมแท้ทั้งหลาย(ผู้ที่ประพฤติและปฏิบัติตามพระธรรมและพระวินัยที่องค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาองค์เอกของโลกมนุษย์และจักรวาล ผู้ที่ได้ชื่อว่าตรัสรู้จริงและหมดสิ้นแล้วในกองทุกข์กองกิเลสโดยสิ้นเชิง ผู้ที่สามารถช่วยเหลือพระองค์เองและเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้จริง) ต่างก็เป็นห่วงและรู้สึกวิตกกังวลมาก ในวิกฤตการณ์ของชาวพุทธและชาวโลกต่างตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า เกิดความขัดแย้งระหว่างชนชั้น และระหว่างระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งภัยในระบบการเมืองที่ไม่เหมาะสมกับพลเมือง ขาดความรัก ความเมตตา ความซื่อตรง และประการสำคัญก็คือคณะสงฆ์ที่ควบคุมกันเองไม่ได้ ไม่เชื่อฟังกัน คณะสงฆ์ที่อนุวัตน์ตามหลักโลกมากเกินไป คณะสงฆ์ไม่ขยะแขยงต่อความร่ำรวย หลงมัวเมาในลาภ ยศ และสรรเสริญ(ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของนักบวชหรือภิกษุสงฆ์ที่เป็นสาวกของพระพุทธองค์เลย) อีกทั้งมีพุทธบริษัทที่ได้รับคำสั่งสอนที่ผิดไม่ตรงตามหลักพระพุทธศาสนา ทิ้งธรรมะ และยึดถือวัตถุมากขึ้น คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งความเสื่อมในสังคมชาวพุทธในยุคปัจจุบัน ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความอ่อนแอถึงที่สุดของชาวพุทธศาสนา หรือสูญสิ้นพุทธศาสนาในอนาคตก็ได้ เหมือนกับที่พระพุทธศาสนาได้เคยสูญสิ้นไปจากอินเดียหรือชมพูทวีป อันเป็นดินแดนกำเนิดเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนามาแล้วนั้นเอง

         

ในอดีตเรามีบทเรียนที่มีค่าว่า เหตุใด?พุทธศาสนาสูญไปจากอินเดีย

     พระพุทธเจ้าประสูติในชมพูทวีป พระองค์เกิดในอินเดียแสวงหาโมกขธรรม และตรัสรู้ในอินเดีย มีพุทธสาวกมากหลายสืบทอดพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ไปทั่วชมพูทวีป แต่น่าอัศจรรย์ใจว่า พุทธศาสนาของพระองค์มิได้มีความมั่นคงอยู่ในอินเดีย ดังที่มีปณิธานไว้ให้คงอยู่ในโลกมนุษย์จนครบถ้วน๕,๐๐๐ ปี แต่กลับไปเจริญและตั้งมั่นในดินแดนอื่นเช่น ในดินแดนสุวรรณภูมิทวีป เป็นต้น ซึ่งพอจะหาสาเหตุที่เกิดขึ้นเช่นนั้นพอเป็นสังเขปได้ดังนี้ คือ

     ในอินเดียสมัยรัชกาลของพระเจ้ายักษปาละ เสนาบดีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อว่า “ราวเสน” เป็นกบฏได้ทำลายราชวงศ์ปาละลง แล้วตั้งวงศ์เสนะขึ้น พุทธศาสนาจึงไม่มีผู้นับถือในทางราชการ พระราชวงศ์เสนะเป็นฮินดู ไม่ช้ากองทัพอิสลามภายใต้การนำทัพของขุนทัพชื่อว่า “ยักติยาชิละจี”ได้ยกทัพเข้าบุกมคธรัฐ แล้วทำการเผา “มหาวิทยาลัยนาลันทาวิกรมศิลา”(มหาวิทยาลัยแห่งแรกและใหญ่ที่สุดของโลกมนุษย์) เสียราบเรียบ เป็นต้น ทั้งยังได้ปล้นเอาสมบัติตามวัดต่างๆ และฆ่าฟันพระภิกษุสงฆ์ทุกรูปที่พบเห็น พระพุทธศาสนาซึ่งเหลือจุดสุดท้ายที่แห่งนี้ ก็ทำให้พุทธสาวกของพุทธศาสนาถูกทำลายแบบถอนรากถอนโคนจนไม่มีอะไรเหลืออีกเลย คณะสงฆ์รอดตายได้หนีเข้าไปในเนปาลและทิเบต และไม่มีผู้ใดกล้ากลับมาอินเดียอีกเลย พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าซึ่งถือกำเนิดในอินเดีย และเจริญรุ่งเรืองอยู่ในอินเดียมาอย่างยาวนานเป็นเวลา ๑๗๐๐ ปี จึงถึงกาลอวสานด้วยเหตุดังว่ามานี้ คือ

๑. ) อะไร? คือสาเหตุให้พุทธศาสนาเสื่อมไปจากอินเดีย

     ปัญหานี้ได้นำความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวงให้เกิดแก่นักประวัติศาสตร์มาแล้วว่า เหตุใดพุทธศาสนาซึ่งอุบัติขึ้นในอินเดีย มีประชากรนับถือติดต่อกันถึง ๑๗ ศตวรรษ แต่แล้วกลับไม่ปรากฏ แม้เพียงแต่ในจินตนาการของชาวอินเดียยุคต่อมาชาวอินเดียมองพุทธศาสนาอย่างคนที่ไม่รู้จักหรือคนแปลกหน้า ปริศนาข้อนี้ทำให้นักประวัติศาสตร์ทางพุทธศาสนาในโลกตั้งข้อสงสัยว่า อะไรเป็นเหตุหรือปัจจัยให้แปรเปลี่ยนไปเช่นนี้

     ก.)มุมมองนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาในสยามประเทศหรือประเทศไทย คือ อาจารย์เสถียร โพธินันทะ ได้ตั้งข้อวิสัชนาเป็นบทวินิจฉัยส่วนตัวไว้อย่างมีคุณค่ายิ่งว่า

     ๑.ในขณะที่พุทธศาสนารุ่งเรืองที่สุด  แม้ในสมัยพุทธกาลเอง ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังนับถือศาสนาพราหมณ์มั่นคงอยู่ ศาสนาพราหมณ์ไม่ได้เสื่อมไปเพราะ ความเจริญของพระพุทธศาสนา

     ๒.ในสมัยหลังพุทธกาลแม้จะมีพระมหากษัตริย์  เช่นพระเจ้าอโศกมหาราชเกิดขึ้น แต่ก็คงรักษาแนวทางของพระพุทธองค์ คือไม่เบียดเบียนศาสนาอื่น พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาเพื่อประกาศสัจธรรมความจริงที่พระองค์ตรัสรู้ และตอบคำถามความเชื่อ ความคิดเห็นของคน และความศรัทธาที่มีของคนในครั้งนั้น และเพื่อแก้ศาสนาพราหมณ์มิใช่เพื่อทำลายศาสนาพราหมณ์ และไม่มีการใช้อำนาจทางการเมืองประกอบในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาคือ มิใช่ศาสนาการเมือง จึงไม่มีการที่จะบังคับให้คนมานับถือ หรือกำจัดคนผู้ไม่นับถือ โดยมีการเมืองหนุนหลัง

     ๓.เพราะหลักการในพระพุทธศาสนาเองให้เสรีภาพแก่บุคคล มิได้มีการยุยงให้ภักดีพลีชีวิตเพื่อ พระพุทธศาสนา เช่น ศาสนาอื่น ความรู้สึกของชาวพุทธเป็นในทำนองปกป้องรักษาพระศาสนาของตน จึงไม่รุนแรงมากพอ เหมือนกับศาสนาที่เร้าเรื่องความจงรักภักดีเป็นใหญ่

     ๔.ความเสื่อมในภายในพระสงฆ์เอง ซึ่งแตกแยกออกเป็นหลายกลุ่มต่างถือหมู่วิวาทกัน (ในครั้งโน้นมีการโต้วาทะระหว่างนิกายเสมอ)

     ๕.หลังสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว ธรรมะในพระพุทธศาสนาซึ่งเดิมแสดงแนวปฏิบัติสำหรับชีวิตๆได้ถูกบรรดาคณาจารย์นิกายต่างๆทั้งมหายานทั้งเถรวาท อรรถาธิบายทำให้เป็นของยากขึ้น ทำให้เป็นอภิปรัชญามากขึ้น สำหรับทุ่มเถียงประเทืองปัญญาตีโวหารกันมากกว่าสำหรับใช้ปฏิบัติกันจริงๆในชีวิตประจำวัน พระพุทธศาสนาจึงกลายเป็นของยากสำหรับสามัญชนทั่วไป กลายเป็นสมบัติของนักปราชญ์กลุ่มหนึ่งในกำแพงวัด  ชาวบ้านทั่วไปไม่ทราบพระพุทธศาสนาคืออะไร

     ๖.ในสมัยราชวงศ์คุปตะ พวกพราหมณ์เมื่อเห็นว่าเอาชนะพุทธศาสนาทางตรงไม่ได้ ก็ใช้ทางอ้อม คือใช้วิธีกลืนอย่างสุขุม เช่นอ้างว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระนารายณ์อวตารมา ผู้ที่นับถือพุทธก็คือ ฮินดูนั่นเอง ส่วนพวกที่เป็นฮินดูอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นนับถือพุทธ เพราะนับถือพระนารายณ์อยู่แล้ว

     ๗.สถิติเรื่องนารายณ์มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้านี้ ทำให้จำนวนชาวพุทธนับวันแต่ลดน้อยลง แต่ฮินดูนับวันมีแต่เพิ่มขึ้นมาก เพียงเท่านี้ยังไม่พอ ชาวพุทธเองกลับยอมลดคุณภาพของตนไปเอาลัทธิฮินดูเข้ามาใช้ เกิดลัทธิมนตรยานขึ้นเป็นต้น ซึ่งเท่ากับว่ายอมแพ้นั่นเอง

     ๘.เมื่อพ้นสมัยคุปตะแล้ว ฝ่ายฮินดูมีนักปราชญ์เก่งๆ เกิดขึ้นหลายคน ฝ่ายพุทธไม่มีและไม่สามารถโต้วาทีชนะเขาได้ ฐานะของพระพุทธศาสนาจึงเหมือนไม้ใหญ่ที่ผุภายในแต่ยังไม่ถึงกับล้ม

     ๙.ครั้นพอทัพมุสลิมรุกมาถึง พวกนี้เหมือนพายุบ้าพัดกระหน่ำเอาต้นไม้ใหญ่ต้นนี้โค่นล้มลงไปทันที ศาสนาฮินดูก็ถูกพายุนี้เหมือนกัน แต่เหตุไฉนจึงรอดตัวอยู่ได้นั้น ก็เพราะ ปริมาณของฮินดูมีมากกว่าชาวพุทธมากนัก อิสลามจะประหารอย่างไรก็ไม่หมดเหมือนเอาถ้วยวิดน้ำในแม่น้ำให้แห้ง

     ๑๐.ประการสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ สัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา กล่าวคือ คณะสงฆ์ของฮินดูไม่จำกัดนักบวช เพราะพราหมณ์มีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ความทรงจำในพระเวทมีแก่พราหมณ์ทั้งสองฝ่าย  พราหมณ์จึงถ่ายทอดความรู้ไปอยู่กับพระเพราะฉะนั้น เมื่อสถาบันสงฆ์ถูกทำลาย คือห้ามไม่ให้มีการบวชอีก ส่วนที่บวชอยู่ถูกฆ่าตายไป ความรู้ในทางศาสนาไม่มีผู้สืบต่อและหมดไปในช่วงระยะ๒-๓ชั่วคน พระพุทธศาสนาจึงสูญจากอินเดียด้วยประการฉะนี้

     ๑๑.เหตุอีกข้อหนึ่ง คือ พุทธบริษัทโดยเฉพาะคณะสงฆ์ในยุคหลังพากันทิ้งเอกลักษณ์พระพุทธศาสนา คือ เหตุผล เช่น เรื่องอริยสัจจ์ เป็นต้น แล้วไปนำเอาสี่งอื่น ซึ่งมิใช่ของพระพุทธศาสนามาแต่เดิมมาเป็นเอกลักษณ์แทน ยอมตัวโอนอ่อนเข้าหาศาสนาพราหมณ์มากจนเกินไป(เพื่อรักษาความมั่นคงของพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ของคณะสงฆ์ในครั้งนั้น)เมื่อโอนมากเข้าก็เลยเอนเข้าไปรวมกับศาสนาพราหมณ์ไปเลย เข้าทางของท่านสรีสังกราจารย์(พ.ศ.๑๓๓๑-๑๓๘๑)ซึ่งเป็นคณาจารย์คนสำคัญของพราหมณ์(ฮินดู)ผู้ที่คิดทำลายศาสนาด้วยวิธีกลืนหรือครอบคลุมโดยอ้างว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระนารายณ์อวตารปางที่๙ คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดก็กลายเป็นของพระนารายณ์ หรือของพระวิษณุไปด้วย ระยะนั้นพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทหมดไปจากอินเดียนานแล้ว คงเหลืออยู่แต่นิกายมหายาน ในที่สุดก็หมดไปด้วยกัน เมื่อถูกกองทัพมุสลิมย่ำยี ซึ่งก่อนหน้านั้นก็อยู่ในสถานะไม่ดีอยู่แล้ว

     อาจารย์เสถียร โพธินันทะ ปราชญ์สำคัญของพุทธศาสนามหายาน ท่านได้กล่าวสรุปไว้ท้ายสุดว่าพระพุทธศาสนาแม้จะเป็นกี่นิกายก็ตาม แต่ก็มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ “วิมุติ”(ความหลุดพ้น หรือ นิพพาน)คือ “วิมุติสาโร” มีวิมุติเป็นสาระสำคัญเหมือนกัน เช่นเดียวกันกับแม่น้ำย่อมไหลลงสู่ทะเลมหาสมุทรด้วยกันทั้งนั้น แม้ดังนั้นจึงไม่ควรว่ากันควรสามัคคีกันร่วมกันจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง เพื่อประโยชน์สุขแก่สัตว์โลกต่อไปสิ้นกาลนานเทอญ

     จากความคิดเห็นของนักปราชญ์อินเดีย คือ ศาสตราจารย์ ดร.ลาล มณี โชศี กล่าวว่า การที่พวกพราหมณ์ประกาศรับรองพระพุทธศาสนาว่า เป็นอวตารปางหนึ่งแห่งพระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นผลอันเนื่องมาแต่เจตนารมณ์ในอันที่จะดูดกลืนพระพุทธศาสนานี้เอง หลังจากที่คณะภิกษุสงฆ์ซึ่งรวมทั้งระบบสังฆารามได้สูญสลายไปแล้ว พระพุทธศาสนาในอินเดียก็สิ้นสุดภาวะแห่งการมีชีวิตอยู่อย่างต่างหากในฐานะเป็นอีกศาสนาหนึ่งแต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นลัทธิหรือปรัชญา พระพุทธศาสนามิได้สูญหายไปใหนเลย พระพุทธศาสนายังคงซึมซาบอยู่ในมวลมหาชนทุกชั้นของอินเดีย แต่ทว่าอยู่ในสภาพที่ถูกดูดกลืนและผสมผสานอย่างเบ็ดเสร็จในศาสนาเก่าก่อนแล้วเท่านั้นเอง แม้ศาสนาเก่าก่อน คือ ศาสนาพระเวท(ศาสนาพราหมณ์) นั้นก็หาได้คงอยู่ในสภาพที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเช่นเดิมไม่ หากแต่ได้แปรรูปไปเป็นอย่างที่เรียกกันทั่วไปว่า ศาสนาฮินดู อันเป็นสิ่งผสมผสานที่น่าอัศจรรย์ ซึ่งพระพุทธศาสนาก็เป็นธาตุมูลส่วนหนึ่งอันจะแบ่งแยกออกมิได้เช่นเดียวกันกับวัฒนธรรมพระเวท[2]

     ข.)มุมมองนักปราชญ์ต่างประเทศ

     จากการเรียบเรียงและวิเคราะห์จากหนังสือ ๓ เล่ม คือ

เล่มที่๑ “ภารเต เมน เพาทฺธ ธรฺม กา อุตถาน เอาร ปตน”(ภาษาฮินดี) โดย มหาปัณฑิต ราหุล สางกริตฺยายน

เล่มที่๒ “How India Lost Buddhism?” By Bhadanta Dr. Ananda Kausalyayana

เล่มที่๓ “The Rise and Fall of Buddhism in India” By Dr.Nalinakaha Dutt

     ซึ่งคุณกรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย ได้รวบรวมไว้ในหนังสือ “อโศกมหาราชและข้อเขียนคนละเรื่องเดียวกัน” มี๔ ประการใหญ่ๆ คือ

๑.      การแยกตนไปดำรงชีวิตต่างหากของสงฆ์

     ซึ่งในช่วงแรกๆในการก่อตั้งสงฆ์โดยพุทธานุมัตินั้น สงฆ์ได้บำเพ็ญกรณียกิจในฐานะผู้ให้การศึกษา ฝึกอบรมศีลธรรมและพัฒนาจิตวิญญาณแก่ประชาชนเป็นอย่างดี แต่ในกาลต่อมาอุดมการณ์ด้านนี้ของสงฆ์ได้เลือนรางจางหายไป พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เกิดในอินเดียศาสนาเดียว ที่ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับวัตรปฏิบัติทางสังคม พุทธศาสนาไม่มีบทบัญญัติเป็นกิจจะลักษณะในเรื่องเกี่ยวกับการเกิด การตาย การแต่งงาน พุทธศาสนาให้เสรีภาพในกิจกรรมเหล่านี้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งความใจกว้างและการให้เสรีภาพแก่ศาสนิกเช่นนี้ ในระยะแรกแห่งการก่อตั้งและเผยแผ่นี้ จะเป็นผลดี แต่ในกาลไกลแล้วเป็นโทษมากกว่าคุณ เพราะทำให้วัตรปฏิบัติของศาสนิกหย่อนยานเปิดโอกาสให้ผู้มีทัศนะและความเชื่อถือแปลกแยกเข้าไปปะปนและบ่อนทำลายเอกภาพได้

๒.    การวางตนไม่แทรกแซงยุ่งเกี่ยวกับกิจการทางสังคมของพุทธศาสนา

     ซึ่งการวางตนไม่แทรกแซงยุ่งเกี่ยวกับกิจการทางสังคมของพุทธศาสนาในระยะแรกๆเป็นผลดีแต่เมื่อไม่มีพระพุทธองค์และสานุศิษย์ที่มีปรีชาญาณเป็นผู้นำและให้แสงสว่าง ลัทธิความเชื่อตลอดจนพิธีกรรมเก่าๆของพราหมณ์ซึ่งมีมาแต่โบราณกาลก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่

๓.     ความตกต่ำทางภูมิปัญญาของสงฆ์

     สาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมอิทธิพลน่าจะได้แก่ความตกต่ำทางภูมิปัญญาของบุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิกในคณะภิกษุสงฆ์ เพราะตราบใดที่คณะสงฆ์มีสมาชิกที่มีความรู้ สามารถเป็นประทีปทางปัญญาให้แก่ปวงชน ตราบนั้นพุทธศาสนาก็สูงส่ง มีพระราชามหากษัตริย์ตลอดจนประชาชนคนธรรมดาประกาศตนเป็นสมาชิกมากมาย แต่หลังจากพุทธปรินิพพานไม่นาน ก็ปรากฏตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าได้มีความหย่อนยานเกิดขึ้นทั้งในระดับภูมิปัญญาและในวัตรปฏิบัติของสงฆ์ จนต้องมีการสังคายนากันเป็นระยะตลอดมา ในอินเดียสมัยโบราณมีการโต้วาที(ศาสตรฺถ)กันในเรื่องของศาสนาในที่สาธารณะ โดยเปิดให้ประชาชนทุกลัทธิความเชื่อถือเข้าฟังได้ ผลของการโต้วาทีมีอิทธิพลเหนือความเชื่อของคนในยุคนั้นมาก ปรากฏว่าในการโต้วาทีเหล่านั้น ปราชญ์ฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดู เช่น ท่านกุมาริละ และท่านศังกราจารย์ ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้พิชิต”ปราชญ์ฝ่ายพุทธ ซึ่งรวมถึง การที่พราหมณ์หรือฮินดูกล่าวอ้างหรือตู่เอาว่า พระพุทธเจ้าเป็น “อวตารปางที่๙ ของพระวิษณุหรือพระนารายณ์”นั้นด้วย

๔.     ชาวพุทธถูกรุกรานประหัตประหาร

     ภิกษุสงฆ์ได้ถูกฆ่าและถูกทำร้ายเป็นจำนวนมากโดยพวกมุสลิม(อิสลาม)ในศตวรรษที่๑๒ ทำให้พระภิกษุที่เหลือต้องหนีไปอยู่ในประเทศต่างๆเช่นทิเบตและประเทศอื่นๆนอกอินเดีย เมื่อไม่มีพระภิกษุสงฆ์เหลืออยู่ ทั้งโบสถ์และวิหารก็ถูกทำลายลงจนหมดสิ้น จิตใจของพวกฆราวาสพุทธมามกะจึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการณ์ ผลก็คือพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ได้สวามิภักดิ์ต่อพราหมณ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กันทางเลือดเนื้อและวัฒนธรรมอยู่แล้ว พวกที่เหลือก็หันไปนับถือหรือถูกบังคับให้นับถือศาสนาอิสลามซึ่งมีอำนาจทางการเมืองในขณะนั้น[3] 

          ๒.) การปรับเปลี่ยนท่าทีเรื่องเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

      จากการศึกษาและสืบค้นประวัติของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู จากคัมภีร์พระเวทอันเป็นคัมภีร์ดั้งเดิมและโดยเฉพาะฤคเวท ก็เห็นได้ชัดว่าศาสนานี้กล่าวถึงเทพเจ้าผู้สร้างโลกไว้ว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่เพียงองค์เดียว แต่ในชั้นต่อๆมาก็มีเทพเจ้าองค์อื่นๆเกิดขึ้นอีกมากมายจนนับไม่ได้แต่ก็มีหลักใหญ่อยู่ ๓ ประการ ตามหลักการ “สร้างสรรค์ ถนอมรักษา และทำลายล้าง” คือพระพรหมเป็นผู้สร้าง พระนารายณ์หรือวิษณุเป็นผู้ถนอมรักษา ส่วนพระศิวะหรือพระอิศวรเป็นผู้ทำลายล้าง[4]

    ทฤษฎีเรื่องพระนารายณ์และพระอิศวรของศาสนาพราหมณ์ มามีขึ้นภายหลังพุทธกาล เมื่อตรวจสอบดูในพระไตรปิฎกจะเห็นว่า ในสมัยพระพุทธเจ้ามีเทวดาของสาสนาพราหมณ์ดังต่อไปนี้

     ๑.พระอินทร์ ๒.พระโสมะ ๓.พระวรุณ ๔.พระอิสาน ๕.พระประชาบดี ๖.พระพรหม

๗.พระมหินทร์ เทพทั้ง๗ องค์นี้เป็นที่ตั้งแห่งการอ้อนวอนบวงสรวงของพราหมณ์ ทั้งนี้ตามข้อความในเตวิชชสูตร ในพระไตรปิฎกเล่ม๙ หน้า๓๐๕

     มอร์เนียร์ วิลเลียมส์ ผู้แต่งหนังสือเรื่องศาสนาฮินดู(Hinduism) กล่าวถึงศาสนาพราหมณ์อันแตกแยกออกมาเป็นศาสนาฮินดู โดยชี้ไปถึงการขยายตัวเรื่องเทพเจ้าเป็นสำคัญประการหนึ่ง คือเดิมมีเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แต่เพียงองค์เดียว ต่อมาได้ขยายตัวออกเป็นสาม ที่เรียกตัว

 “ตรีมูรฺติ”(Triple Manifestation)ตามหลักการสร้าง ถนอมรักษาและทำลาย

     กาลิทาส กวีเอกของอินเดีย ได้บรรยายถึงพระเป็นเจ้าทั้ง๓ ไว้ในเรื่อง กุมารสมภพ โดยใจความว่าพระเป็นเจ้าทั้ง๓ องค์คือ พระศิวะ พระวิษณุและพรหมนั้น ทุกองค์อาจอยู่ในลำดับที่๑ ที่๒ และที่๓ ไม่มีพระองค์ใดอยู่ประจำลำดับคือใหญ่เท่ากัน อาจเป็นที่๑ ได้ด้วยกัน และอาจเป็นที่๒ที่๓ ได้ด้วยกัน

     ศาสนาพราหมณ์รุ่นหลัง ที่กลายเป็นศาสนาฮินดูไปนี้ได้พัฒนาความคิดเรื่องเทพเจ้ามากขึ้นโดยลำดับจาก๑ องค์เป็น๓ องค์ และจาก๓ องค์เป็นมากมายนับไม่ถ้วน แม้พระเป็นเจ้าทั้ง๓ องค์นั้นเองก็เกิดมี “ศักติ” คือ “มเหสี”ขึ้นอีก พระพรหมมีมเหสีชื่อ “สรัสวดี” พระนารายณ์มีมเหสีชื่อ “ลักษมี” และพระศิวะมีมเหสีชื่อ “อุมา”โดยเฉพาะพระนางอุมานั้นมีปางต่างๆกัน เช่น กาลี ชคันมาตรีโยคินี ทุรคาหรือไภรวีทุรคา ปารวตี เป็นต้น

     ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้เลยว่าศาสนาพราหมณ์มีเทพเจ้า คือพระพรหมเป็นผู้สร้างองค์เดียว ต่อมาได้ขยายเพิ่มขึ้นอีกมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่มาถึงรุ่นหลังพุทธกาล ตอนที่ศาสนาพราหมณ์กลายเป็นฮินดู  ไปนั้นได้มีลัทธิ “ตรีมูรติ”หรือ “พระเป็นเจ้าทั้ง๓”เกิดขึ้น 

 

 

                จากการวิจัยนี้เป็นการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารโดยเฉพาะคัมภีร์พระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนาและตำราอื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งของพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูซึ่งยังไม่มากพอ อาจทำให้ได้ข้อมูลและหลักฐานยืนยันยังไม่เพียงพอ ผู้วิจัยจึงอยากจะแนะนำให้ผู้อ่านหรือผู้ที่สนใจอยากจะทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม โดยให้ทำการศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์และตำราทั้งของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูกับพระพุทธศาสนาให้มากกว่านี้ ซึ่งจะเป็นการดีมากถ้าหากได้สัมภาษณ์พระอริยเจ้าผู้มีอภิญญาญาณ ผู้ที่สามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคตได้ กับทั้งนักปราชญ์หรือพราหมณ์ตลอดจนนักปกครองของชาวศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ก็จะทำให้การศึกษาและวิจัยนี้สมบูรณ์และน่าเชื่อถือมากกว่านี้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ผู้วิจัยมีความเห็นและอยากแนะนำให้เผยแพร่และมีการเรียนการสอนในเรื่อง “อวตาร” และ “สาเหตุที่พระพุทธศาสนาได้สูญหายไปจากอินเดีย” ทั้งๆที่เป็นดินแดนให้กำเนิดพระพุทธศาสนาแท้ๆ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในดินแดนหรือประเทศอื่นๆที่นับถือพระพุทธศาสนาอยู่ในขณะนี้ตลอดจนเป็นการรักษาพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่โลกตราบนานเท่านานต่อไป

 

                ****************************************

 

                ตั้งข้อสังเกต :

๑.      สัจธรรมความจริงที่พระพุทธองค์ “ตรัสรู้”นั้น คือ “อริยสัจ๔” ไม่มีผู้ใดรู้มาก่อน และเมื่อพระองค์ประกาศและโปรดสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลาย(ส่วนมากเป็นมนุษย์ เทวดา และพรหม)ให้ปฏิบัติตาม ซึ่งคนที่ปฏิบัติตาม(แนวทางของพระพุทธศาสนา หรือ “อริยมรรคมีองค์๘”)ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ก็สามารถแก้ปัญหาและหมดทุกข์ได้จริง จนสามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏเข้าสู่ “พระนิพพาน”ได้จริง (ศาสนาพราหมณ์เรียกพระนิพพาน ว่า โมกษะ หรือ โมกขษะ แต่ไม่รู้วิธีปฏิบัติจนบรรลุได้นั้นว่าต้องทำอย่างไร? ต้องทำตามพระพุทธองค์สั่งสอนเท่านั้น จึงจะบรรลุได้) จึงมีความพยายามลอกเลียนแบบ(ลอกเลียนแล้วพัฒนา Copy & Development)แล้วสถาปนาว่าเป็นของตนเองอย่างแนบเนียน เพราะกลัวเสียฟอร์มและระบบชนชั้นวรรณะ(วรรณะ๔)ของอินเดียตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์นั้นเข้มแข็งละรุนแรงมาก คือ “กษัตริย์” “พราหมณ์” “แพศย์” และ “ศูทร” อย่างเด่นชัดและเป็นกฏเหล็กที่ทุกคนในศาสนานี้ต้องทำตาม หากมีการข้ามวรรณะก็จะเป็นชนชั้น “จัณฑาล” ซึ่งตกต่ำเลวร้ายน่ารังเกียจไม่น่าคบหาอีกต่างหาก แต่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ทั้งๆที่พระองค์เป็นกษัตริย์จาก “ศากยวงศ์”ที่ถือว่าประเสริฐและสะอาดบริสุทธิ์มาก และได้รับการยอมรับนับถืออย่างสูงสุดในยุคนั้น แต่เมื่อพระองค์ตรัสรู้และประกาศสัจธรรมว่า คนจะดีและประเสริฐอยู่ที่การกระทำ ซึ่งใครก็ตามที่เป็นคนที่คิดดี ทำดี พูดดีคือคนดีเป็นคนประเสริฐ ส่วนคนที่คิดชั่ว พูดชั่ว และทำชั่ว ก็คือคนชั่วนั้นเอง ไม่ขึ้นอยู่กับว่าเป็นคนชั้นในเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ซึ่งจุดนี้พวกกษัตริย์และพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้ปกครองและเป็นผู้บริหารอินเดียอยู่ในยุคนั้นยอมไม่ได้เด็ดขาด ต่างก็พยายามหาทางแก้ไขและกลับมามีบทบาทอยู่ตลอดเวลา แต่สู้สัจธรรมความจริงที่พระพุทธองค์สั่งสอนไว้ไม่ได้ จึงได้แต่ลอกเลียนแบบและพยายามกลืนกินอย่างแนบเนียน และเมื่อสบโอกาสที่พุทธบริษัททั้ง๔(ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา)อ่อนแอ ประจวบเหมาะกับมุสลิมเข้ามาบุกยึดทำลายและครอบครองอินเดีย ก็เลยทำให้พระพุทธศาสนาหายไปจากอินเดียเมื่อราวพุทธศตวรรษที่๑๗ นั้นเอง

๒.    สัจธรรมความจริงที่พระพุทธองค์ตรัสรู้และประกาศสั่งสอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปตาม “กฎไตรลักษณ์” หรือ “สามัญลักษณะ” คือ “อนิจจัง” “ทุกขัง” และ “อนัตตา” ยกเว้น! “พระนิพพาน”เท่านั้นที่ไม่เป็นไปตามกฎนี้ ซึ่งเราทั้งหลายรู้กันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วน “เกิดขึ้น” “ตั้งอยู่” และ “ดับไป”นั้นเอง ศาสนาที่มีเทพเจ้าและนับถือเทพเจ้าก็เลยได้นำไปสถาปนาและมีหน้าที่ให้กับเทพเจ้าของตนเอง เพื่อให้เป็นไปตามที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ คือ พระพรหมทำหน้าสร้างสิ่งต่างๆให้เกิดขึ้น พระนารายณ์หรือพระวิษณุนั้นมีหน้าที่รักษาหรือทำให้ตั้งอยู่หรือคงอยู่ ส่วนพระศิวะหรือพระอิศวรนั้นมีหน้าที่ทำลาย ซึ่งกลมกลืนกับ “กฎไตรลักษณ์”ที่พระพุทธองค์ค้นพบและโปรดสั่งสอนเวไนยสัตว์นั้นเอง

๓.     เราทุกคนก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งมีดวงจิตดวงดวงวิญญาณเหมือนกัน สามารถที่จะตั้งจิตตั้งสัจอธิษฐานที่จะทำคุณงามความดีเป็น “พระโพธิสัตว์”สร้างสมบุญบารมีให้เพรียบพร้อมและถึงพร้อมทั้ง๑๐ ประการ(บารมี๑๐) เป็น “บารมี๓๐ ทัศ” แล้วก็จะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็น “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”พระองค์หนึ่งในอนาคตกาลก็ได้ด้วยกันทั้งนั้น ทั้งๆที่เราก็ไม่ใช่พระนารายณ์หรือเป็นอวตารของพระนารายณ์แต่อย่างใด

๔.     ทุกวันนี้มนุษย์ชาวโลกหันมาศึกษาและนับถือในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์กันมากขึ้น ทั้งที่ยอมรับและไม่ยอมรับว่าเป็นชาวพุทธหรือพุทธศาสนิกชน เพราะพระธรรมคำสั่งสอนและวิธีปฏิบัติที่พระองค์ได้บัญญัติและตรัสสอนไว้นั้น เป็นความจริงคือเมื่อปฏิบัติตามด้วยความเลื่อมใสศรัทธาก็จะเห็นผลตามที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้แล้วนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น เป็นศาสนาของ “ปัญญา”เป็นศาสนาของ “ธรรมชาติ” ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงเพิ่มปริมาณและพื้นที่ต่างๆในโลกของเรามากขึ้นๆ และแม้แต่ในประเทศอินเดียในขณะนี้ก็ตาม โดยเฉพาะฝรั่งผิวเขาที่โดยพื้นฐานความคิดส่วนใหญ่เปิดยอมรับเหตุผล และพยายามพิสูจน์แล้วก็พบกับความจริงว่า ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์นั้นไม่ใช่วัตถุแต่เป็นจิตใจและการหมดปัญหาหรือดับทุกข์ได้จริงๆเท่านั้นที่ทุกดวงจิตแสวงหาและต้องการไม่ใช่วัตถุแต่อย่างใด


[1] สัมพันธ์ ก้องสมุทร,เบญจมหาโพธิสัตว์ และกฤษดาภินิหาร “กวนอิม”,(กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ,๒๕๔๐),หน้า๒๒๒-๒๒๗.

 

[2]กรุณา กุศลาสัย,พราหมณ์ พุทธ ฮินดู,พิมพ์ครั้งที่๒,(กรุงเทพฯ : แม่คำผาง,๒๕๔๒),หน้า๑๐๒-๑๐๓.

[3] กรุณา กุศลาสัย,อโศกมหาราช และข้อเขียนคนละเรื่องเดียวกัน,พิมพ์ครั้งที่๓,(กรุงเทพฯ : สยาม,๒๕๔๕),หน้า๑๒๙-๑๓๙.

[4] สุชีพ ปุญญานุภาพ,ศาสนาเปรียบเทียบ,พิมพ์ครั้งที่๔,(กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๔๐),หน้า๒๐๔-๒๐๗.




พระพุทธศาสนา

โสนน้อยเรือนงาม article
๕ วัตถุมงคล article
พระสยามเทวาธิราช article
อดีตชาติของ ๓ กษัตริย์ไทย article
สุดสาคร article
พระโพธิสัตว์ article
มงคลชีวิตข้อที่ ๑ : ไม่คบคนพาล article
นิยตโพธิสัตว์ article
บุพเพสันนิวาสของ แสน มุก มะลิ article
คันธนามโพธิสัตว์ article
กากาติชาดก article
ตำนาน : ไกรทอง article
พระพุทธบาทสี่รอย article
หลวงพ่อโต : เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : วัดพนัญเชิง article
คบคนชั่วไม่มีความสุข article
ขันติบารมี article
กฏแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิด article
มหาสีลวราชชาดก article
พรหมจักรชาดก article
พระพุทธองค์ทรงขับไล่ ๓ ธิดามาร
พระพุทธชัยมงคลคาถา
บุญคือพี่พึ่ง
วงศ์เทวัญ article
พระโพธิสัตว์ article
พุทธศาสนาสอนอะไร article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.