ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




กุสชาดก

อรรถกถา กุสชาดก

 

ว่าด้วย พระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี

               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุ ผู้ไม่ยินดีในพระธรรมวินัย มีใจคิดจะสึกรูปหนึ่ง. ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อิทนฺเต รฏฺํ ดังนี้. 
               ได้ยินว่า กุลบุตรชาวกรุงสาวัตถีคนหนึ่งได้ถวายชีวิตในพระศาสนา บรรพชาแล้ว. วันหนึ่ง เธอเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี เห็นสตรีนางหนึ่งซึ่งแต่งกายงดงาม มองดูด้วยอำนาจถือเอานิมิตอันงาม ถูกกิเลสเข้าครอบงำจนหมดความยินดียิ่งอยู่แล้ว. เธอมีผมและเล็บงอกยาวขึ้น มีจีวรเศร้าหมอง มีตัวผอมเหลืองเกิดแล้ว มีกายอันสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น. มีอุปมาเหมือนอย่าง บุพนิมิต ๕ ประการที่ปรากฏแก่เทวบุตรทั้งหลาย ผู้มีอันจะต้องจุติเป็นธรรมดาในเทวโลก คือ 
               
พวงมาลัยย่อมเหี่ยวแห้ง ๑ ผ้านุ่งห่มเศร้าหมอง ๑ ผิวกายอันเศร้าหมอง ย่อมก้าวลงในสรีระ ๑ เหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้ง ๒ ข้าง ๑ เทวดาไม่รื่นรมย์ในทิพยอาสน์ ๑ ฉันใด 
               
บุพนิมิต  ประการ ก็ย่อมปรากฏแก่ภิกษุผู้ไม่ยินดีในพระธรรมวินัย มีใจคิดจะสึก ผู้จะต้องเคลื่อนจากศาสนาเป็นธรรมดา ได้แก่ 
               
ดอกไม้ คือศรัทธาย่อมเหี่ยวแห้งไป ๑ ผ้า คือศีลย่อมเศร้าหมอง ๑ ผิวพรรณอันเศร้าหมอง ย่อมก้าวลงในสรีระด้วยความเป็นผู้เก้อเขิน และด้วยอำนาจแห่งความไม่มียศ ๑ เหงื่อ คือกิเลสทั้งหลายย่อมไหลออก ๑ ภิกษุนั้นย่อมไม่ยินดีในป่า ที่โคนต้นไม้ ในเรือนอันว่างเปล่า ฉันนั้นก็เหมือนกัน. นิมิตทั้งหลายปรากฏแล้วแก่ภิกษุนั้น. 
               
ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงได้นำเธอเข้าไปในสำนักของพระศาสดาแล้ว แสดงให้ทรงทราบว่า ภิกษุรูปนี้คิดต้องการจะสึก พระเจ้าข้า. 
               
พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุได้ยินว่า เธอคิดจะสึกจริงหรือ. 
               
เมื่อภิกษุรูปนั้นกราบทูลตามความเป็นจริงแล้ว 
               
จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธออย่าตกอยู่ในอำนาจแห่งกิเลสเลย. ธรรมดาว่า มาตุคามนี้เป็นข้าศึก (ต่อการประพฤติพรหมจรรย์) เธอจงหักห้ามจิตที่คิดรักใคร่เยื่อใยในมาตุคามนั้นเสีย จงยินดีในพระศาสนาเถิด. จริงอยู่ บัณฑิตครั้งโบราณทั้งหลาย แม้จะเป็นผู้มีเดช ย่อมต้องเสื่อมไปได้ เพราะเป็นผู้มีจิตคิดรักใคร่ในมาตุคาม และเป็นผู้หมดเดช ถึงความพินาศย่อยยับเพราะมาตุคาม. ดังนี้แล้ว ได้ทรงนิ่งเฉยอยู่ ได้รับการอาราธนาจากภิกษุเหล่านั้น จึงทรงนำอดีตนิทานมา ตรัสว่า 
               
ในอดีตกาล พระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าโอกกากราช ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ในราชธานีชื่อกุสาวดี ในแว่นแคว้นมัลละ. ท้าวเธอมีพระอัครมเหสีทรงพระนามว่า สีลวดี ซึ่งเป็นใหญ่กว่านางสนมจำนวน ๑๖,๐๐๐ นาง. พระนางสีลวดีนั้น หามีพระโอรสและพระธิดาไม่. ลำดับนั้น ชาวเมืองและชาวแว่นแคว้นทั้งหลาย จึงพากันมาประชุมที่พระทวารพระราชนิเวศน์แล้ว ร้องเรียนแด่พระราชาพระองค์นั้นว่า บ้านเมืองจักพินาศ บ้านเมืองจักฉิบหาย. พระราชาทรงให้เปิดสีหบัญชรออก แล้วตรัสถามว่า เมื่อเราครองรัฐอยู่ ขึ้นชื่อว่าการกระทำสิ่งอันไม่เป็นธรรม ย่อมไม่มี. พวกท่านจะมาร้องเรียน ทำไมกัน. พวกประชาชนกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เป็นความจริง ขึ้นชื่อว่าการกระทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม มิได้มีเลย. ก็แต่ว่าพระโอรสผู้จะสืบวงศ์ของพระองค์ ยังไม่มี. ชนเหล่าอื่นจักช่วงชิงเอาพระราชสมบัติแล้ว ทำบ้านเมืองให้พินาศล่มจม. เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงทรงปรารถนาพระโอรส ผู้สามารถจะปกครองพระราชสมบัติโดยธรรมเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เราก็ต้องการปรารถนาพระโอรสอยู่ แต่จะทำอย่างไรดี. 
               
ประชาชนกราบทูลวิธีการว่า ขอเดชะ ขั้นแรก ขอพระองค์จงทรงปล่อยนางฟ้อนรุ่นเล็กสักนางหนึ่ง กระทำให้เป็นนางฟ้อนโดยธรรมไปสัก ๗ วันก่อน. ถ้านางได้บุตรก็เป็นการดี ถ้าไม่ได้. ต่อจากนั้น ขอให้ทรงปล่อยนางฟ้อนชั้นกลาง. แต่นั้น ขอให้ทรงปล่อยนางฟ้อนชั้นสูง. บรรดานางสนมมีประมาณเท่านี้ นางสนมผู้มีบุญคนหนึ่ง จักได้พระโอรสเป็นแน่แท้. 
               
พระราชาทรงกระทำตามถ้อยคำของชาวเมืองเหล่านั้นทุกอย่าง ทรงอภิรมย์ตามความสุขสบายตลอด ๗ วัน. จึงตรัสถามนางสนม ที่พากันกลับมาแล้วว่า พวกเธอพอจะให้บุตรได้บ้างไหม? หญิงทั้งหมดกราบทูลว่า ขอเดชะ หม่อมฉันทั้งหลายให้ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า. พระราชาทรงเสียพระทัยว่า โอรสจักไม่เกิดแก่เราเป็นแน่. ชาวเมืองทั้งหลายก็พากันร้องเรียนขึ้น เหมือนอย่างนั้นซ้ำอีก. พระราชาตรัสว่า พวกท่านทั้งหลายจะพากันมาร้องเรียนเอาอะไรกัน เราได้ปล่อยพวกนางฟ้อนไปตามคำของพวกท่านแล้ว จนถึงเหลือนางคนหนึ่ง ก็ยังไม่ได้บุตร. บัดนี้ เราจะกระทำการอย่างไรกัน. 
               
พวกชาวเมืองกราบทูลว่า ขอเดชะ นางเหล่านั้นจักเป็นผู้ทุศีล ไม่มีบุญ นางเหล่านี้ไม่มีบุญสำหรับจะได้บุตร. เมื่อนางสนมเหล่านี้ไม่ได้บุตร พระองค์ก็อย่าทรงถอยพระอุตสาหะเสียเลย. พระนางเจ้าสีลวดีพระอัครมเหสีของพระองค์ ทรงสมบูรณ์ด้วยศีล. ขอพระองค์จงทรงปล่อยพระนางไปเสียเถิด พระนางจักได้พระโอรสเป็นแน่แท้. ท้าวเธอทรงรับรองว่า ดีละ. ดังนี้แล้วจึงรับสั่งให้ คนเที่ยวตีกลองเป่าประกาศว่า ข่าวดีในวันที่ ๗ แต่วันนี้ไป พระราชาจะทรงนำพระนางเจ้าสีลวดี ให้เป็นนางฟ้อนรำโดยธรรมแล้วปล่อยไป. บรรดาผู้ชายทั้งหลาย จงมาประชุมกัน. ครั้นพอถึงวันที่ ๗ จึงให้ตกแต่งประดับประดาพระนางเจ้าแล้ว ให้ลงจากพระราชนิเวศน์ปล่อยไป. ด้วยเดชะแห่งศีลของพระนาง พิภพของท้าวสักกะก็แสดงอาการเร่าร้อนขึ้น. ท้าวเธอจึงทรงใคร่ครวญว่า เกิดเหตุอะไรขึ้นหนอ. ก็ทรงทราบว่า พระนางเจ้าปรารถนาพระโอรส. จึงทรงพระดำริว่า เราควรจะให้พระโอรสแก่พระนางนี้. จึงทรงใคร่ครวญต่อไปว่า พระโอรสที่สมควรแก่พระนางนี้ ในเทวโลกมีอยู่หรือไม่หนอ ก็ได้ทรงเห็นพระโพธิสัตว์. 
               
ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์นั้นสิ้นอายุในภพชั้นดาวดึงส์. ในกาลนั้น และเป็นผู้ใคร่จะได้เสด็จไปบังเกิด ในเทวโลกเบื้องบนต่อไป. ท้าวสักกเทวราชจึงเสด็จไปยังประตูวิมานของพระโพธิสัตว์นั้น ตรัสว่า ดูก่อนท่านผู้เช่นเรา ท่านควรจะไปยังมนุษยโลกแล้ว ถือปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสี ของพระเจ้าโอกกากราช ให้พระโพธิสัตว์ยอมรับแล้ว จึงตรัสกะเทพบุตรอีกคนหนึ่งว่า ถึงท่านก็จักต้องเป็นโอรสของพระนางนี้ แล้วได้เสด็จไปยังประตูพระราชนิเวศน์ ของพระราชาด้วยเพศแห่งพราหมณ์แก่ ด้วยทรงพระดำริว่า ก็ใครๆ จงอย่าได้ทำลายศีลของพระนางนี้เสียเลย. แม้มหาชนอาบน้ำตกแต่งร่างกาย แล้วก็ไปประชุมที่ประตูพระราชนิเวศน์ ด้วยคิดว่า เราจักรับเอาพระเทวี ครั้นเห็นท้าวสักกะ จึงได้กระทำการเยาะเย้ยว่า ท่านผู้เฒ่าจะมาทำไม. ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านทั้งหลายจะติเตียนเราทำไม ถึงแม้ว่าร่างกายของเราจะแก่เฒ่าก็จริง แต่ความกระชุ่มกระชวย ก็ยังไม่หมดสิ้นไป. เรามาด้วยคิดว่า ถ้าเราจักได้พระนางสีลวดี ก็จะพาพระนางไป. ดังนี้แล้ว จึงได้เสด็จเข้าไปยืนคอยอยู่ข้างหน้า ใครๆ ทั้งหมดด้วยอานุภาพของตน. คนอื่นไม่อาจยืนบังหน้าได้เลย ด้วยเดชแห่งท้าวสักกะนั้น. พอพระนางเจ้าประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เสด็จออกจากพระราชนิเวศน์. ท้าวเธอก็คว้าที่พระหัตถ์ แล้วก็พาหลีกไป. 
               
ลำดับนั้น ประชาชนทั้งหลายผู้อยู่  ที่นั้น จึงพากันติเตียนพระนางว่า ดูเอาเถิด ท่านผู้เจริญ พราหมณ์แก่พาเอาพระเทวีผู้ทรงไว้ซึ่งพระรูปโฉม อันอุดมถึงเพียงนี้ไป ตาแกช่างไม่รู้จักสิ่งที่เหมาะสมแก่ตนเสียเลย. แม้พระเทวีก็มิได้ทรงขวยเขิน ละอายพระทัยว่า พราหมณ์แก่พาเราไป. แม้พระราชาประทับยืนใกล้ช่องพระแกล ก็ทรงคอยดูอยู่ว่า ใครหนอจะพาพระเทวีไป. ครั้นได้เห็นพราหมณ์แก่นั้น ก็ทรงเสียพระทัย. 
               
ท้าวสักกะทรงพาพระนางออกจากประตูพระนคร ทรงเนรมิตเรือนขึ้นหลังหนึ่ง ใกล้กับประตูเมืองทำการเปิดบานประตูไว้ และจัดแจงเครื่องลาดที่ทำด้วยไม้ไว้แล้ว. ลำดับนั้น พระนางจึงตรัสถามท้าวเธอว่า นี่เรือนของท่านหรือค่ะ? ท้าวเธอจึงตรัสตอบว่า ใช่แล้วน้องนาง แต่กาลก่อนพี่อยู่คนเดียว. บัดนี้ พี่กับเธออยู่ด้วยกัน ๒ คนแล้ว. พี่จักต้องท่องเที่ยวไปหาข้าวสารเป็นต้นมาไว้ เชิญน้องนางนอนพักผ่อนเสียบนเครื่องลาดไม้นี้ก่อนเถิด แล้วทรงเอาพระหัตถ์อันอ่อนนุ่ม ค่อยลูบคลำพระนาง ทรงบันดาลให้ทิพยสัมผัสแผ่ซ่านไปทั่ว ให้พระนางบรรทมหลับในที่นั้น. ด้วยความแผ่ซ่านแห่งทิพยสัมผัส พระนางจึงหมดความรู้สึก (หลับไป). ลำดับนั้น ท้าวสักกะจึงทรงอุ้มเอาพระนางไปยังพิภพชั้นดาวดึงส์ ด้วยอานุภาพของตน ให้พระนางทรงบรรทมเหนือทิพยไสยาสน์ ในวิมานอันประดับประดาแล้ว. ในวันที่ ๗ พระนางจึงตื่นจากบรรทมแล้ว ทอดพระเนตรเห็นสมบัตินั้น ก็ทรงทราบได้ว่า พราหมณ์คนนั้นคงไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เห็นทีจักเป็นท้าวสักกะแน่นอน. 
               
ในสมัยนั้น แม้ท้าวสักกเทวราชทรงมีนางฟ้อนชั้นทิพย์แวดล้อม ประทับนั่งที่โคนไม้ปาริฉัตตกะ. พระนางทรงเห็นท้าวสักกะนั้นแล้ว จึงเสด็จลุกออกจากที่บรรทม เสด็จเข้าไปหาท้าวเธอ ถวายบังคมแล้ว ประทับยืนอยู่ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น ท้าวสักกะจึงตรัสกะพระนางว่า พระเทวีน้องรัก พี่จะให้พรแก่เธอสักอย่างหนึ่ง ขอเธอจงเลือกรับเอาเถิด. พระนางทูลว่า ขอเดชะ ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงประทาน โอรสแก่หม่อมฉันสักพระองค์หนึ่งเถิด. ท้าวสักกะตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี จะว่าแต่พระโอรสคนหนึ่งเลย พี่จะให้พระโอรสสัก ๒ พระองค์แก่เธอ. แต่ว่าในพระโอรสทั้ง ๒ พระองค์นั้น พระองค์หนึ่งทรงมีปัญญา แต่รูปร่างไม่สวยงาม พระองค์หนึ่งรูปร่างสวยงาม แต่หาปัญญามิได้. ในพระโอรสทั้ง ๒ พระองค์นั้น เธอจะปรารถนาต้องการคนไหนก่อน. พระนางทูลตอบว่า ขอเดชะ หม่อมฉันปรารถนาอยากได้พระโอรสที่มีปัญญาก่อน. ท้าวสักกเทวราชนั้นตรัสรับว่า ดีละ. ดังนี้ แล้วทรงประทานสิ่งของ ๕ สิ่ง อันได้แก่ หญ้าคา ๑ ผ้าทิพย์ ๑ จันทน์ทิพย์ ๑ ดอกปาริฉัตตก์ทิพย์ ๑ พิณชื่อโกกนท ๑ แก่พระนางแล้ว ทรงพาพระนางเหาะเข้าไปยังห้องบรรทมของพระราชา ให้พระนางบรรทมบนพระยี่ภู่ร่วมพระแท่นที่เดียวกันกับพระราชา ทรงบรรจงลูบพระนาภีของพระนางด้วยพระอังคุฏฐะ (นิ้วหัวแม่มือ). ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนาง. แม้ท้าวสักกะ ก็เสด็จไปยังสถานที่อยู่ของพระองค์ตามเดิม. พระเทวีทรงทราบว่า พระองค์ทรงตั้งพระครรภ์ เพราะพระนางเป็นบัณฑิต. 
               
ลำดับนั้น พระราชาทรงตื่นจากพระบรรทม ทอดพระเนตรเห็นพระนาง จึงตรัสถามว่า ดูก่อนพระเทวี นี่ใครนะพาเธอมา. พระเทวีทูลว่า ท้าวสักกะ เพค่ะ. พระราชาตรัสว่า ฉันได้เห็นประจักษ์แก่สายตาว่า ตาพราหมณ์แก่คนหนึ่งได้พาเธอไป ทำไม เธอจึงมาหลอกลวงฉัน. พระเทวีทูลว่า ขอพระองค์จงทรงเชื่อเถิด เพค่ะ ท้าวสักกะพาหม่อมฉันไป ได้พาไปถึงเทวโลก. พระราชาตรัสว่า ฉันไม่เชื่อเลย พระเทวี. ลำดับนั้น พระนางจึงได้แสดงหญ้าคาที่ท้าวสักกะทรงประทานไว้แก่พระราชานั้น. ทูลว่า ขอพระองค์ทรงเชื่อเถิด. พระราชาตรัสว่า นั่นเรียกชื่อว่า หญ้าคา ที่ไหนๆ ใครๆ ก็หาเอามาได้. ดังนี้ จึงไม่ทรงเชื่อ. ลำดับนั้น พระนางจึงทรงนำเอาสิ่งของ ๔ สิ่งมีผ้าทิพย์เป็นต้น แสดงแก่ท้าวเธอ. พระราชาพอได้ทอดพระเนตร เห็นสิ่งของเหล่านั้นแล้ว จึงยอมเชื่อ แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนพระนางผู้เจริญ เรื่องท้าวสักกะนำพาเธอไป จงพักไว้ก่อน ก็แต่ว่าเธอได้บุตรหรือไม่เล่า. พระเทวีทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า หม่อมฉันได้พระโอรสแล้ว. บัดนี้ หม่อมฉันกำลังตั้งครรภ์ ท้าวเธอได้ทรงสดับถ้อยคำแล้ว ก็ทรงดีพระทัย จึงทรงพระราชทานเครื่องบริหารพระครรภ์แก่พระนาง. 
               
พอได้ถ้วนกำหนดทศมาส พระนางเจ้าก็ประสูติพระราชโอรส. พระชนกและพระชนนีมิได้ทรงขนานพระนามอย่างอื่นแก่พระราชโอรสนั้น ทรงขนานพระนามว่า กุสติณราชกุมาร. ในกาลที่พระกุสติณราชกุมารเสด็จย่างพระบาทไปได้ เทพบุตรอีกองค์หนึ่งก็ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางอีก. พอได้ครบ ๑๐ เดือนเต็ม พระนางก็ประสูติพระโอรสอีกพระองค์หนึ่ง. พระชนกและพระชนนีได้ทรงขนานพระนามพระกุมารที่ประสูติใหม่นั้นว่า ชยัมบดีราชกุมาร. พระราชกุมารทั้ง ๒ พระองค์นั้นทรงเจริญพระชันษาด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่. พระโพธิสัตว์เจ้าทรงมีปัญญา ไม่ต้องทรงศึกษาเล่าเรียนศิลปศาสตร์อะไรๆ ในสำนักของพระอาจารย์ ก็ทรงถึงความสำเร็จในศิลปศาสตร์ทั้งหมดได้ ด้วยพระปัญญาของพระองค์เอง. 
               
ลำดับนั้น ในกาลที่พระโพธิสัตว์เจ้านั้นทรงเจริญพระชนมายุได้ ๑๖ พระชันษา พระราชาทรงปรารถนาจะมอบพระราชสมบัติให้ จึงรับสั่งให้พระเทวีมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนพระเทวีผู้เจริญ ฉันจะมอบราชสมบัติให้แก่พระโอรสองค์ใหญ่ของเธอแล้ว จักให้นางฟ้อนทั้งหลายบำรุงบำเรอ ขณะที่เราทั้ง ๒ ยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ จักได้เห็นลูกของเราครอบครองราชสมบัติ. ก็ลูกของเราจะชอบใจพระราชธิดาของกษัตริย์พระองค์ใด ในชมพูทวีปทั้งสิ้น เราจะได้นำพระราชธิดานั้น มาสถาปนาให้เป็นอัครมเหสีของลูก. เธอจงรู้จิตใจของลูกว่า จะชอบพระราชธิดาองค์ไหนกัน. พระนางรับว่า ดีละ. แล้วทรงส่งนางบริจาริกาคนหนึ่งไป ด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไปบอกเรื่องนี้แก่กุมารแล้ว จงรู้จิตใจ. นางบริจาริกานั้นไปทูลเรื่องนั้นแก่พระกุมารนั้นแล้ว. พระมหาสัตว์ได้สดับถ้อยคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า เรามีรูปร่างไม่สะสวยงดงาม. พระราชธิดาผู้สมบูรณ์ด้วยรูป แม้ถูกนำตัวมาพอเห็นเรา ก็จักหนีไปด้วยคิดว่า เราจะมีประโยชน์อะไร ด้วยกุมารผู้มีรูปร่างน่าเกลียด ความอับอายก็จะพึงมีแก่เรา ด้วยประการฉะนี้. ประโยชน์อะไร เราจะอยู่เป็นฆราวาส เราบำรุงมารดาบิดา ผู้ยังทรงพระชนม์ไปก่อน พอท่านทั้งสองนั้นสวรรคตแล้ว ก็จักออกบวช. พระองค์จึงตรัสบอกว่า เราไม่มีความต้องการด้วยพระราชสมบัติ ไม่ต้องการด้วยหมู่นางฟ้อน พอพระชนกและพระชนนีสวรรคตไปแล้ว เราก็จักบวช. นางบริจาริกานั้นสดับพระดำรัสแล้ว จึงกลับมากราบทูลพระดำรัสของพระกุมารนั้นแด่พระเทวี. แม้พระเทวีก็กราบทูลแด่พระราชาแล้ว พระราชาทรงสดับถ้อยคำทูลนั้นแล้ว ก็ทรงเสียพระทัย พอล่วงผ่านไป ๒-๓ วัน ก็ทรงส่งข่าวสาส์นไปอีก แม้พระกุมารนั้นก็คัดค้านอีกเหมือนเดิม. พระกุมารทรงคัดค้านอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง. 
               
ในครั้งที่ ๔ จึงทรงดำริว่า ธรรมดาว่า ลูกจะขัดขืนคัดค้านมารดาบิดาอยู่ร่ำไป ก็ไม่เหมาะสมเลย เราจักกระทำอุบายสักอย่างหนึ่ง. พระกุมารนั้นจึงเสด็จไปเรียกหัวหน้าช่างทองคนหนึ่งมา แล้วพระราชทานทองคำไปเป็นอันมาก. รับสั่งว่า ท่านจงทำรูปผู้หญิงให้สักรูปหนึ่งเถิด แล้วทรงส่งนายช่างทองนั้นไป. เมื่อนายช่างทองนั้นไปแล้ว จึงทรงเอาทองคำส่วนอื่นมาทำเป็นรูปผู้หญิงด้วยพระองค์เอง. 
               
ก็ธรรมดาว่า ความประสงค์ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมสำเร็จตลอดไป. รูปทองที่พระโพธิสัตว์ทรงกระทำขึ้นเองนั้น ช่างงดงามเสียเหลือล้น จนไม่มีถ้อยคำจะรำพันด้วยลิ้นได้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงทรงแต่งตัวรูปหญิงนั้น ให้นุ่งผ้าโขมพัสตร์แล้ว ทรงให้วางไว้ในห้องอันเป็นสิริ. พระมหาสัตว์นั้น ครั้นทรงเห็นรูปผู้หญิงที่หัวหน้าช่างทองนำมา จึงทรงติรูปนั้นแล้ว ตรัสว่า เธอจงไปนำเอารูปหญิงที่ตั้งอยู่ในห้องอันเป็นสิริของเรา มาเทียบดูซิ. นายช่างทองนั้นเข้าไปยังห้องอันเป็นสิริ มองเห็นรูปหญิงนั้น แล้วสำคัญว่า นางเทพอัปสรนางหนึ่ง มาร่วมอภิรมย์กับพระกุมาร จึงไม่อาจจะเหยียดมือไปจับ. กลับออกมา กราบทูลว่า พระแม่เจ้าพระองค์ไร ประทับอยู่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ในห้องอันเป็นสิริ ข้าพระองค์ไม่อาจจะเข้าไปได้. พระราชกุมารตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ท่านจงไปนำมาเถิด รูปทองคำนี้เราทำขึ้นมาเอง แล้วทรงส่งไปอีก. นายช่างทองนั้นจึงกลับเข้าไปยกออกมา. พระราชกุมารให้เก็บรูปที่ช่างทองทำมานั้น ไว้เสียในห้องสำหรับเก็บทอง แล้วให้คนตกแต่งรูปที่พระองค์ทรงกระทำ แล้วทรงให้ยกขึ้นวางบนรถ ส่งไปยังสำนักของพระมารดา ด้วยพระดำรัสว่า ถ้าผู้หญิงงดงามเหมือนอย่างรูปนี้ มีอยู่. หม่อมฉันจักอยู่ครอบครองเรือน. 
               
พระเทวีนั้นรับสั่งให้เรียกพวกอำมาตย์มา แล้วตรัสว่า ท่านทั้งหลาย พระโอรสของเรามีบุญมาก เป็นพระโอรสที่ท้าวสักกะประทานให้ อยากได้นางกุมาริกาที่รูปสวยเหมือนรูปนี้ พวกท่านได้หญิงมีรูปร่างเห็นปานนี้ จงพามา จงตั้งรูปนี้ไว้บนยานอันปกปิดแล้ว เที่ยวไปตลอดชมพูทวีปทั้งสิ้น. ถ้าได้พบพระธิดาของพระราชาพระองค์ใด มีรูปร่างงดงามเห็นปานรูปนี้ไซร้ ก็จงถวายรูปทองนั้นแด่พระราชาพระองค์นั้นนั่นแล. แล้วกราบทูลว่า พระเจ้าโอกกากราชจักกระทำอาวาหวิวาหมงคลกับพระองค์ ทูลกำหนดนัดวันแล้ว จงรีบกลับมา. 
               
อำมาตย์เหล่านั้นรับพระราชเสาวนีย์แล้ว นำรูปนั้นออกจากเมือง พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เที่ยวเสาะแสวงหาไปถึงราชธานีใด ก็สังเกตว่า ในสถานที่ที่มหาชนมาประชุมกัน ในเวลาเย็นในราชธานีนั้น ก็ตกแต่งรูปหญิงนั้นด้วยเครื่องประดับ อันประกอบด้วยผ้าและดอกไม้ ยกขึ้นตั้งบนวอทองคำแล้ว ตั้งไว้ที่ริมหนทางที่จะไปยังท่าน้ำ. ส่วนพวกตนต่างพากันหลบไป ยืนอยู่ที่ส่วนข้างหนึ่ง เพื่อคอยสดับฟังถ้อยคำของมหาชน ผู้มาแล้วและมาแล้ว. ฝ่ายมหาชน ครั้นมองดูรูปหญิงนั้น ไม่เข้าใจว่าเป็นรูปทองคำ จึงชวนกันชมเชยว่า หญิงนี้แม้เป็นเพียงหญิงมนุษย์ ก็ยังสวยงามอย่างที่สุด เปรียบประดุจนางเทพอัปสร ทำไมจึงมายืนอยู่ในที่นี้ หรือว่ามาจากไหน. หญิงงามเห็นปานนี้ ในเมืองของพวกเราไม่เคยมีเลย ดังนี้แล้ว ก็พากันหลีกไป. พวกอำมาตย์ได้ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว จึงปรึกษากันว่า ถ้านางทาริกางามปานรูปนี้ พึงมีในเมืองนี้ไซร้ ชนทั้งหลายพึงกล่าวว่า นางคนนี้เหมือนกับพระราชธิดาองค์โน้น นางคนนี้เหมือนธิดาของอำมาตย์คนโน้น. ในเมืองนี้คงไม่มีนางงามคล้ายกับรูปนี้ เป็นแน่แท้. จึงถือเอารูปหญิงนั้นไปยังเมืองอื่นๆ ต่อไปอีก. พวกอำมาตย์เหล่านั้นเที่ยวไปอย่างนี้ จนถึงเมืองสาคละ ในแคว้นมัททะโดยลำดับ. 
               
ก็พระเจ้ามัททราช ในเมืองสาคละนี้ มีพระธิดาอยู่ ๘ พระองค์ ทรงพระรูปพระโฉมงดงามสูงสุดเปรียบประดุจนางฟ้า. พระราชธิดาผู้เป็นพระพี่ใหญ่กว่าพระธิดาเหล่านั้นทั้งหมด มีพระนามว่า ประภาวดี เพราะมีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระสรีระของพระนาง คล้ายแสงดวงอาทิตย์อันอ่อน. แม้ในเวลากลางคืน ในห้องอันมีเนื้อที่กว้างประมาณ ๔ ศอก ก็ไม่ต้องทำการตามประทีปโคมไฟ. บริเวณห้องนั้นทั้งหมด จะมีแสงสว่างเสมอ เป็นอันเดียวกันทีเดียว. 
               
ก็และพระนางประภาวดีนั้น มีพระพี่เลี้ยงคนหนึ่งเป็นหญิงค่อมพิการ. นางพี่เลี้ยงนั้นพอให้พระนางประภาวดีเสวยเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงจะให้นางวรรณทาสี ๘ คนถือหม้อน้ำจำนวน ๘ หม้อ ไปยังท่าน้ำในเวลาเย็น เพื่อตักน้ำไปสรงสนานพระนาง. ครั้นมองเห็นรูปทองคำที่ตั้งไว้ข้างริมทาง ที่จะเดินไปยังท่าน้ำนั้น จึงเข้าใจไปว่า เป็นพระนางประภาวดี. พากันโกรธว่า พระนางนี้ช่างว่ายากเสียจริงๆ. ตรัสว่า เราจักสรงสนานน้ำแล้ว ส่งพวกเรามาตักน้ำ กลับมายืนดักอยู่ที่ หนทางจะไปสู่ท่าน้ำก่อนหน้าเรา. แล้วจึงพากันกล่าวว่า ข้าแต่พระนางเจ้าผู้ทำสกุลให้ได้รับความละอาย ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ที่พระนางจะมายืนอยู่ในที่นี้ ก่อนกว่าพวกหม่อมฉัน. ถ้าพระเจ้าแผ่นดินจักทรงทราบไซร้ ก็คงจักทำพวกหม่อมฉันให้พินาศเป็นแน่. ดังนี้ แล้วจึงเอามือแตะที่ข้างแก้มของรูปเทียมนั้น ฝ่ามือก็คล้ายกับว่าจะแตกออกไป. ลำดับนั้น นางจึงรู้ว่าเป็นรูปทองคำ หัวเราะขบขันอยู่ จึงไปหาพวกนางวรรณทาสี แล้วกล่าวว่า พวกเธอจงมาดูการทำของฉัน ฉันได้แตะต้องด้วยสำคัญผิดว่า รูปนี้ คือ พระนางเจ้าของเรา. รูปเปรียบนี้จะมีค่าราคาอะไร ในสำนักแห่งพระธิดาของเรา เพียงแต่ให้มือของเราได้รับความเจ็บไปอย่างเดียว. 
               
ลำดับนั้น พวกราชทูตจึงพากันถือเอารูปหญิงนั้นแล้ว ถามนางพี่เลี้ยงนั้นว่า ท่านกล่าวว่า ธิดาของเราสวยงามกว่ารูปเทียมนี้ ท่านกล่าวหมายถึงใครกัน นางพี่เลี้ยงตอบว่า พระธิดาของพระเจ้ามัททราช ทรงพระนามว่า ประภาวดี รูปเปรียบนี้มีราคาไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของพระนางเลย. พวกอำมาตย์เหล่านั้นพากันดีใจ ไปยังพระทวารพระราชวัง สั่งให้กราบทูลว่า พวกราชทูตของพระเจ้าโอกกากราชมาคอยเฝ้าอยู่ที่พระทวาร พระเจ้าข้า. พระราชาเสด็จลุกจากอาสนะ ประทับยืนแล้วตรัสสั่งว่า พวกท่านจงเรียกเขาเข้ามาเถิด. พวกราชทูตเหล่านั้นเข้าไป แล้วถวายบังคมพระราชา แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระราชาของพวกข้าพระองค์ ตรัสถามว่า พระองค์ทรงพระสำราญดีหรือ พระเจ้าข้า. พระราชาทรงกระทำสักการะและต้อนรับ แล้วตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า พวกท่านมานี่ เพื่อประสงค์อะไร. พวกอำมาตย์จึงกราบทูลว่า พระราชาของข้าพระองค์ มีพระโอรสพระนามว่า กุสกุมารมีพระสุรเสียงก้องกังวาน คล้ายกับเสียงราชสีห์ พระราชาทรงมี พระประสงค์จะมอบพระราชสมบัติ ให้แก่พระโอรสนั้น จึงส่งพวกข้าพระองค์มาเฝ้าถวายบังคมพระองค์ นัยว่า พระองค์จงพระราชทาน พระนางประภาวดีพระธิดาของพระองค์แก่พระโอรสนั้นเถิด พระเจ้าข้า และขอจงทรงรับไทยธรรม พร้อมด้วยรูปทองคำนี้เถิด พอกราบทูลเสร็จแล้ว จึงได้น้อมถวายรูปทองคำนั้น แด่พระราชาพระองค์นั้น. แม้พระเจ้ามัททราชนั้นก็ทรงดีพระทัย ทรงยอมรับด้วยทรงพระดำริว่า จักมีวิวาหมงคลกับพระราชาผู้ใหญ่เห็นปานนี้. 
               
ลำดับนั้น พวกทูตจึงกราบทูลท้าวเธอว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่อาจจะรอช้าอยู่ได้ จักต้องรีบไปกราบทูล การได้พบพระราชธิดาแด่พระราชาให้ทรงทราบ เพื่อว่า พระองค์จักได้เสด็จมารับพระนางไป. พระเจ้ามัททราชพระองค์นั้นทรงรับว่า ดีละ แล้วทรงจัดแจงเครื่องทำสักการะแก่พวกทูตเหล่านั้น. พวกทูตเหล่านั้นกลับไปยังกรุงกุสาวดีแล้ว กราบทูลเรื่องราวนั้นแด่ พระราชาและพระเทวี ให้ทรงทราบ. 
               
พระราชาเสด็จออกจากกุสาวดีนคร พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เสด็จถึงเมืองสาคละโดยลำดับ. ฝ่ายพระเจ้ามัททราชก็ทรงกระทำการต้อนรับ ให้ท้าวเธอเสด็จเข้าไปสู่พระนครแล้ว ได้ทรงกระทำสักการะอย่างใหญ่ยิ่ง. โดยล่วงไปวันหนึ่ง สองวัน และสามวัน พระนางสีลวดีทรงพระดำริว่า ใคร่จะรู้ว่า พระราชธิดานั้นจักเป็นอย่างไร เพราะความที่พระนางเจ้าเป็นบัณฑิต จึงกราบทูลพระเจ้ามัททราชว่า หม่อมฉันใคร่จะได้เห็นพระสุณิสา (ในอนาคต) เพคะ. ท้าวเธอทรงรับว่า ดีละ แล้วรับสั่งให้เรียกพระราชธิดาประภาวดีมาเฝ้า. พระราชธิดาประภาวดีทรงตกแต่งพระองค์ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ์ แวดล้อมไปด้วยหมู่พระพี่เลี้ยงนางนมเสด็จออกมาไหว้แม่ผัว. พระนางสีลวดีนั้น ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นพระนาง จึงทรงพระดำริว่า ราชธิดาองค์นี้เป็นหญิงมีรูปร่างงดงามมากนัก ส่วนโอรสของเรามีรูปร่างไม่งดงาม ถ้าพระราชธิดาองค์นี้ได้ทอดทัศนาการ เห็นโอรสของเราเข้า แม้วันเดียวก็คงจะไม่อยู่ร่วมด้วยเด็ดขาด คงจะรีบหนีไปเป็นแน่แท้ เห็นทีเราจักต้องทำกลอุบาย. พระนางสีลวดี จึงให้เชิญเสด็จพระเจ้ามัททราชมา แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช เพคะ พระสุณิสาสมควรแก่พระโอรสของหม่อมฉัน ก็แต่ว่า จารีตอันสืบมาจากประเพณีแห่งสกุลของหม่อมฉันมีอยู่ ถ้าพระราชธิดาองค์นี้จักประพฤติตามจารีตประเพณีนี้ได้ หม่อมฉันก็จักรับพระราชธิดาองค์นี้ไว้. พระราชาตรัสว่า ก็จารีตประเพณีของพระองค์ เป็นอย่างไรละ. พระนางสีลวดีตรัสตอบว่า ประเพณีในราชวงศ์ของหม่อมฉันมีอยู่ว่า พระวรชายาจะพบหน้าพระราชสวามีในเวลากลางวันไม่ได้ จนกว่าจะทรงตั้งพระครรภ์เสียก่อน จึงจะพบหน้ากันได้ หากว่าพระราชธิดาประภาวดีพระองค์นี้ จักทรงทำตามประเพณีนี้ได้ หม่อมฉันจึงจะรับพระนางไว้. พระราชาจึงตรัสถามพระธิดาว่า ดูก่อนแม่ แม่จักประพฤติตามอย่างที่ว่านั้น ได้หรือไม่เล่า. พระราชธิดาประภาวดีนั้นจึงทูลว่า ได้เพคะ เสด็จพ่อ. 
               
ลำดับนั้น พระเจ้าโอกกากราชจึงได้ถวายพระราชทรัพย์เป็นอันมาก แด่พระเจ้ามัททราช แล้วทรงรับพระนางประภาวดีนั้นเสด็จกลับไป. แม้พระเจ้ามัททราช ก็ทรงส่งพระราชธิดาไปด้วยบริวารใหญ่. พระโอกกากราชเสด็จกลับกรุงกุสาวดีแล้ว มีพระบรมราชโองการให้ตกแต่งพระนคร ปล่อยนักโทษทั้งหมด ทรงกำหนดการอภิเษกพระราชโอรส ทรงสถาปนาพระนางประภาวดีให้เป็นอัครมเหสีแล้ว ทรงให้ราชบุรุษเที่ยวตีกลองประกาศว่า บัดนี้ ราชอาณาจักรเป็นของพระเจ้ากุสราชแล้ว. พระราชาทั้งหลายในพื้นชมพูทวีปทั้งหมด พระองค์ใดมีพระราชธิดา พระราชาพระองค์นั้นขอทรงส่ง พระราชธิดาไปถวายแด่พระเจ้ากุสราช พระราชาเหล่านั้นได้มีพระราชโอรส พระราชาเหล่านั้นทรงหวังความเป็นมิตรไมตรีกับพระเจ้ากุสราชนั้น ก็ทรงส่งพระราชโอรสของพระองค์ไปเป็นพระราชอุปัฏฐาก. พระโพธิสัตว์เจ้าทรงมีพระนางสนมเป็นบริวารมากมาย ทรงปกครองพระราชสมบัติด้วยพระอิสริยยศอันใหญ่ยิ่งเกรียงไกร. 
               
ฝ่ายพระนางประภาวดีย่อมไม่ได้เพื่อจะเห็น พระโพธิสัตว์เจ้านั้นในเวลากลางวันเลย แม้พระโพธิสัตว์เจ้าก็ไม่ได้เห็นพระนางในเวลากลางวันเหมือนกัน. พระราชาและพระราชินีทั้ง ๒ พระองค์ เห็นกันก็แต่เฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น. แม้รัศมีที่ฉายออกจากพระสรีระของพระนางประภาวดี ในเวลากลางคืนนั้น ก็ไม่สามารถจะส่องให้เห็นพระพักตร์ชัดถนัดได้. พระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จออกจากห้องที่ประทับเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น. พอ ๒-๓ วันผ่านพ้นไป พระโพธิสัตว์เจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงมีความปรารถนาจะได้เห็น พระพักตร์พระนางประภาวดีในเวลากลางวัน จึงทูลพระมารดาให้ทรงทราบ. พระมารดาก็ทรงห้ามเสียว่า อย่าชอบใจไปนักเลยพ่อ (อย่าทุรนทุรายใจไปนักเลย) ขอจงรอไปจนกว่าจะได้พระโอรสสักพระองค์หนึ่งก่อนเถิด. พระโพธิสัตว์เจ้านั้นก็ทรงอ้อนวอนอยู่บ่อยๆ. ลำดับนั้น พระเทวีจึงมีพระกระแสรับสั่งกะพระโพธิสัตว์เจ้านั้นว่า ถ้าอย่างนั้น พ่อจงไปยังโรงช้างแล้วยืนอยู่ด้วยเพศแห่งคนเลี้ยงช้าง แม่จะพาพระนางประภาวดีไปในที่ตรงนั้น ขอเชิญพ่อจงดูนางเสียให้เต็มเนตร แต่อย่าให้นางรู้จักพ่อได้เป็นเด็ดขาด. พระโพธิสัตว์เจ้านั้นจึงรับว่า ดีละ แล้วได้เสด็จไปยังโรงช้าง. ลำดับนั้น พระมารดาของพระโพธิสัตว์เจ้านั้น จึงมีพระดำรัสตรัสสั่งให้คนตกแต่งโรงช้าง แล้วตรัสชักชวนพระนางประภาวดีว่า มาเถิดลูก เราทั้ง ๒ คนไปดูช้างต้นของพระภัสดากันเถิด แล้วจึงเสด็จไปยังโรงช้างนั้น ทรงชี้แสดงแก่พระนางประภาวดีว่า ช้างเชือกนี้มีชื่อว่าอย่างโน้น ดังนี้. 
               
พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นนางเสด็จดำเนินไปข้างพระมารดา จึงทรงหยิบเอาขี้ช้างก้อนหนึ่งขว้างไปที่หลังพระนาง ด้วยการปลอมตัวเป็นคนเลี้ยงช้างทีเดียว. พระนางประภาวดีทรงกริ้วโกรธเป็นอย่างมาก จึงมีพระกระแสรับสั่งว่า เราจักให้พระราชาทรงตัดมือของเจ้าเสีย แล้วทูลพระเทวีให้ลงโทษ. ฝ่ายพระราชมารดาก็ทรงปลอบประโลมเอาพระทัยว่า อย่าทรงกริ้วโกรธไปเลยแม่เจ้า แล้วทรงลูบหลังให้. ต่อมาพระราชาทรงต้องการที่จะได้เห็นพระนางซ้ำอีก จึงเสด็จไปทอดพระเนตรพระนางที่โรงม้า ด้วยการปลอมตัวเป็นคนเลี้ยงม้า แล้วทรงเอาก้อนขี้ม้าขว้างไปเหมือนเดิมนั้นอีก. แม้ในกาลนั้น พระนางก็ได้ทรงกริ้วใหญ่ พระสัสสุ (แม่ผัว) ก็ต้องทรงปลอบประโลมอีก. 
               
ในวันต่อมา พระนางประภาวดีทรงใคร่จะได้เห็นพระมหาสัตว์เจ้า จึงทูลบอกแก่พระสัสสุ แต่ก็ถูกพระสัสสุทรงห้ามว่า อย่าเลย แม่อย่าชอบใจเลย ดังนี้ ก็ทูลอ้อนวอนอยู่บ่อยๆ แล้ว. ลำดับนั้น พระเทวีจึงตรัสกะพระนางว่า ถ้าอย่างนั้น ในวันพรุ่งนี้ ลูกชายของฉันจักกระทำประทักษิณพระนคร แม่จงเปิดสีหบัญชรคอยดูเขาเถิด. ก็ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น จึงมีพระกระแสรับสั่งให้คนตกแต่งพระนครแล้ว โปรดให้พระชยัมบดีราชกุมาร (น้องชายพระเจ้ากุสราช) ทรงเครื่องต้นอย่างกษัตริย์ ให้ประทับนั่งบนหลังช้างแล้ว ให้พระโพธิสัตว์เจ้าประทับนั่งบนอาสนะข้างหลัง ให้กระทำประทักษิณพระนคร แล้วทรงพาพระนางประภาวดีไปประทับยืนที่สีหบัญชร ตรัสว่า แม่จงดูความเลิศด้วยความงามแห่งพระสิริของสามีแม่เถิด. พระนางประภาวดีทรงสำคัญว่า เราได้พระสวามีที่มีความสมควรกันแล้ว ดังนี้แล้ว ก็ทรงมีพระทัยโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง. ก็ในวันนั้น พระมหาสัตว์เจ้าปลอมพระองค์เป็นนายควาญช้าง ประทับนั่งบนอาสน์ข้างหลังของพระชยัมบดีราชกุมาร ก็ได้ทอดพระเนตรดูพระนางประภาวดีสำเร็จตามพระประสงค์ ได้ทรงแสดงอาการยั่วเย้า ตามความพอพระทัย ด้วยอำนาจการทำมือให้ขวักไขว่แปลกๆ เป็นต้น. เมื่อช้างพระที่นั่งคล้อยผ่านไปแล้ว พระราชมารดาจึงตรัสถามพระนางประภาวดี ว่า แม่เห็นพระภัสดาของแม่แล้วหรือ. พระนางทูลว่า เห็นแล้วเพคะ ท่านแม่ แต่นายควาญช้างผู้นั่งอยู่บนอาสนะหลังของพระภัสดานั้น ช่างเป็นคนที่ดื้อสอนยากเสียเหลือเกิน แสดงการทำมือขวักไขว่ให้แปลกๆ เป็นต้นแก่หม่อมฉัน เพราะเหตุไร เขาจึงจัดให้คนผู้ไม่มีสง่าราศี เช่นเจ้าคนนั้น ขึ้นไปนั่งบนอาสน์ข้างหลังพระเจ้าแผ่นดินได้. พระเทวีจึงตรัสว่า ดูก่อนแม่ ธรรมดาว่า การระวังภัยบนอาสน์ด้านหลังของพระราชา อันบุคคลพึงปรารถนา. พระนางประภาวดี จึงทรงดำริว่า ควาญช้างคนนี้ ช่างได้อภัยเป็นพิเศษเสียเหลือเกิน ไม่เคยสำคัญพระราชาว่า เป็นพระราชาเสียบ้างเลย หรือว่าควาญช้างคนนี้เป็นพระเจ้ากุสราชกันแน่ ก็พระเจ้ากุสราชนี้คงจักมีรูปร่างน่าเกลียดอย่างเหลือเกิน เป็นแน่ทีเดียว เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่ยอมแสดงองค์พระเจ้ากุสราชนั้นแก่เรา. 
               
พระนางประภาวดีจึงทรงกระซิบกะนางค่อมที่ใกล้หูว่า ดูก่อนแม่ค่อม เธอจงไปดูให้รู้ทีหรือว่า พระเจ้ากุสราชประทับบนอาสน์ข้างหน้า หรือว่าประทับบนอาสน์ข้างหลังกันแน่. หญิงค่อมจึงทูลถามว่า ก็หม่อมฉันจักทราบได้อย่างไรเล่า เพคะ. พระนางจึงตรัสว่า ถ้าแม้ว่านายควาญช้างคนนั้นจักเป็นพระราชาไซร้ ก็จักเสด็จลงจากหลังช้างก่อน เธอจงรู้ด้วยสัญญา (วิธี) อย่างนี้. นางค่อมนั้นได้มายืนดูอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่งแล้วมองเห็นพระมหาสัตว์เจ้าลงมาก่อน มองเห็นพระชยัมบดีราชกุมารเสด็จลงมาทีหลัง. แม้พระมหาสัตว์เจ้าทรงมองไปข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นนางค่อม ก็ทรงทราบว่า นางค่อมนี้จักมาเพราะเหตุชื่อนี้ จึงรับสั่งให้เรียกนางค่อมมาแล้ว ตรัสกำชับอย่างกวดขันว่า เธออย่าได้บอกเรื่องนี้แก่พระนางประภาวดีเป็นเด็ดขาด แล้วทรงส่งไป. นางค่อมนั้นกลับไปก็กราบทูลพระนางประภาวดีว่า พระเจ้ากุสราชผู้เสด็จประทับอยู่บนอาสนะข้างหน้าเสด็จลงก่อน. พระนางประภาวดีก็ทรงเชื่อถ้อยคำของนางค่อมนั้น. 
               
ในวันต่อมา พระราชาทรงมีพระประสงค์จะได้ทอดพระเนตรเห็นพระนางประภาวดีอีก จึงทรงทูลอ้อนวอนพระราชมารดาแล้ว. พระราชมารดาไม่อาจจะทรงห้ามได้ จึงตรัสสั่งว่า ถ้าอย่างนั้น พ่อจงปลอมเพศไม่ให้ใครๆ รู้จักแล้ว จงไปยังอุทยาน. พระราชาเสด็จไปยังอุทยาน แล้วทรงยืนแช่น้ำอยู่ ในสระโบกขรณีประมาณแค่คอ ทรงเอาใบบัวปกปิดพระเศียร ทรงยืนเอาดอกบัวที่บานบังพระพักตร์ไว้. แม้พระราชมารดาของพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ก็ทรงพาพระนางประภาวดีไปยังพระราชอุทยาน ทรงชี้ชวนให้ชมอยู่ว่า แม่จงดูพฤกษาเหล่านี้ จงดูหมู่สกุณา จงดูหมู่มิคะเป็นต้น ได้เสด็จมาถึงฝั่งแห่งสระโบกขรณี. พระนางประภาวดีนั้นทอดพระเนตรเห็น สระโบกขรณีอันดาดาษไปด้วยดอกบัว  ชนิด ทรงปรารถนาจะเสด็จลงสรง จึงเสด็จลงสู่สระโบกขรณี พร้อมด้วยนางบริจาริกาทั้งหลาย ทรงเล่นอยู่ ครั้นพอทอดพระเนตรเห็น ดอกบัวที่พระโพธิสัตว์เจ้าซ่อนอยู่นั้น ทรงใคร่จะเก็บ จึงทรงเอื้อมพระหัตถ์ออกไป. 
               
ลำดับนั้น พระราชาจึงทรงเปิดใบบัวออกแล้ว เข้าคว้าพระนางด้วยพระหัตถ์พลางร้องว่า เราคือพระเจ้ากุสราช. พระนางพอได้ทอดพระเนตรเห็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์เจ้านั้นแล้ว ทรงร้องขึ้นด้วยสำคัญว่า ยักษ์จับเราแล้วทรงถึงวิสัญญีภาพ สิ้นพระสติสมฤดีอยู่ ในที่ตรงนั้นเอง. ลำดับนั้น พระราชาจึงทรงปล่อยพระหัตถ์ละจากพระนาง. ครั้นพอพระนางทรงรู้สึกพระองค์ได้แล้ว จึงทรงดำริว่า ได้ยินว่า พระเจ้ากุสราช ทรงจับมือเรา ก็เราถูกพระเจ้ากุสราชนี้ ขว้างด้วยก้อนคูถช้างที่โรงช้าง แล้วขว้างด้วยก้อนคูถม้าที่โรงม้า ก็พระเจ้ากุสราชนี้แลประทับนั่งบนอาสน์หลังช้าง ทรงเกี้ยวเรา เราไม่มีความต้องการพระภัสดา ผู้มีพักตร์อันน่าเกลียดถึงขนาดนี้ เราจักทิ้งพระภัสดานี้เสีย เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็จักได้สามีคนอื่น ดังนี้แล้ว จึงให้คนเรียกพวกอำมาตย์ที่ตามเสด็จมากับพระนางแล้ว ตรัสว่า พวกท่านจงทำการตระเตรียมยานพาหนะให้เรา เราจักไปในวันนี้แหละ. พวกอำมาตย์เหล่านั้นจึงกราบทูลแด่พระราชาให้ทรงทราบ. พระราชาจึงทรงพระดำริว่า ถ้าพระนางไม่ได้เพื่อจะกลับไป ดวงหทัยของพระนางคงจักแตกเป็นแน่ ขอให้พระนางกลับไปก่อนเถิด เราจักนำพระนางกลับมาด้วยกำลังของตนเองอีกครั้ง พอทรงดำริแล้ว ต่อนั้นมา จึงทรงอนุญาตให้ พระนางประภาวดีนั้นเสด็จกลับไป. พระนางเสด็จกลับไปยังเมืองของพระราชบิดาตามเดิม. แม้พระมหาสัตว์เจ้าก็เสด็จออกจากพระราชอุทยานเข้าไปสู่พระนคร เสด็จขึ้นสู่พระปราสาทอันประดับแล้ว. 
               
จริงอยู่ พระนางมิได้ทรงมีความยินดีพระโพธิสัตว์เจ้า ด้วยอำนาจการที่ได้ทรงตั้งความปรารถนาไว้ในปางก่อน. แม้พระโพธิสัตว์เจ้านั้นที่มีพระรูปกายไม่งดงาม ก็ด้วยอำนาจบุรพกรรมของพระองค์เอง. 
               
ได้ยินว่า ในอดีตกาล มีหมู่บ้านอันตั้งอยู่ข้างประตูเมืองพาราณสี ตระกูล  ตระกูล คือ ตระกูลที่อาศัยอยู่ข้างถนนหน้าหมู่บ้าน ตระกูล ๑   อาศัยอยู่ข้างถนนหลังหมู่บ้าน ตระกูล ๑. ตระกูลหนึ่งมีลูกชาย  คน ตระกูลหนึ่งมีลูกสาว ๑ คน ในบรรดาบุตรชายทั้ง  คนนั้น พระโพธิสัตว์เป็นน้องชาย. มารดาบิดาได้ไปขอนางกุมาริกานั้น มาให้แก่พี่ชาย. พระโพธิสัตว์ผู้เป็นน้องชาย ยังไม่มีภริยา จึงอาศัยอยู่ในบ้านของพี่ชาย. อยู่มาวันหนึ่ง พี่สะใภ้ได้ทอดขนมที่มีรสชาติอร่อยยิ่งนัก ในเรือนนั้น. แต่พระโพธิสัตว์ได้ไปป่าเสีย พี่สะใภ้จึงได้แบ่งขนมไว้ให้แก่พระโพธิสัตว์นั้นส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือนั้น ก็แจกกันบริโภคจนหมด. 
               
ในขณะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าได้มาถึงประตูเรือนเพื่อภิกษา พี่สะใภ้ของพระโพธิสัตว์ จึงคิดว่า เราจักค่อยทำขนมให้น้องผัวใหม่ ดังนี้แล้ว จึงถือเอาขนมส่วนที่เก็บไว้ให้พระโพธิสัตว์นั้น ไปถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าเสีย. แม้พระโพธิสัตว์นั้นก็กลับมาจากป่า ในขณะนั้นพอดี. ตอนนั้น นางจึงพูดกับพระโพธิสัตว์นั้นว่า น้องชายเอ๋ย จงทำจิตใจให้ผ่องใสเถิดหนา ขนมอันเป็นส่วนของน้อง พี่ได้ถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว. พระโพธิสัตว์นั้นกลับโกรธว่า เจ้ากินขนมอันเป็นส่วนของเจ้าหมดแล้ว กลับมาเอาขนมอันเป็นส่วนของข้าไปถวายพระ ชิชะแล้วข้าจักกินอะไรเล่า จึงรีบตามพระปัจเจกพุทธเจ้าไปเอาขนมจากบาตรกลับคืนมา พี่สะใภ้นั้นจึงรีบไปยังเรือนมารดาแล้ว นำเอาเนยใสที่ยังใหม่และใสสะอาด มีสีคล้ายดอกจำปามาแล้ว ใส่บาตรจนเต็มถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าแทน. เนยใสนั้นได้แผ่เป็นรัศมีออกไปแล้ว. นางพอได้เห็นรัศมีนั้นแล้ว จึงตั้งความปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในที่ที่ดิฉันจะเกิดแล้วข้างหน้า ขอให้ร่างกายของดิฉันจงเกิดมีรัศมีเปล่งปลั่ง และมีรูปร่างสดสวยงดงามเป็นอย่างยิ่งเถิด อนึ่ง ขออย่าให้ดิฉันได้อยู่ร่วม ในที่แห่งเดียวกันกับคนที่เป็นอสัตบุรุษ ดังน้องผัวของดิฉันคนนี้เลย. พระนางประภาวดี มิได้ทรงยินดีชอบใจพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ก็ด้วยอำนาจความปรารถนา ที่ทรงตั้งไว้แล้วในกาลก่อน ด้วยประการฉะนี้. แม้พระโพธิสัตว์ก็ใส่ขนมนั้นลงในบาตรที่เต็มด้วยเนยใส แล้วตั้งความปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พี่สะใภ้ของข้าพเจ้าคนนี้ แม้จะอยู่ในที่ไกลแสนไกลตั้งร้อยโยชน์ก็ตาม ขอให้ข้าพเจ้าพึงมี ความสามารถไปนำมาเป็นบาทบริจาริกาของข้าพเจ้า ให้จงได้เถิด. ด้วยอำนาจแห่งบุรพกรรมที่พระโพธิสัตว์นั้นโกรธ แล้วเอาขนมกลับคืนมานั้น พระโพธิสัตว์เจ้าจึงได้เป็นผู้มีรูปร่างอันไม่งดงาม น่าเกลียดแล้วแล. 
               
ฝ่ายพระนางประภาวดีนั้น ก็มิได้ทรงปรารถนาพระโพธิสัตว์นั้นเลย. พระโพธิสัตว์เจ้านั้น เมื่อพระนางประภาวดีเสด็จไปแล้ว ก็ทรงเศร้าโศกเสียพระทัย. แม้เหล่านางบริจาริกาทั้งหลายจะพากันบำรุงบำเรออยู่ โดยประการต่างๆ ก็ตาม แต่หญิงที่เหลือทั้งหลายก็ไม่อาจที่จะให้ พระโพธิสัตว์เจ้านั้นเหลียวมองดูตนได้เลย. ก็เมื่อพระราชาพระองค์นั้น ทรงพรากเว้นจากพระนางประภาวดีเสียแล้ว พระราชนิเวศน์แม้ทั้งหมดของพระองค์ ก็เงียบสงัดคล้าย เหมือนว่างเปล่า. ท้าวเธอทรงรำพันว่า บัดนี้ นางคงไปถึงเมืองสาคละแล้ว ดังนี้ พอใกล้รุ่งก็เสด็จไปเฝ้าพระมารดา กราบทูลว่า ข้าแต่ท่านแม่ ลูกจัก ไปตามพระนางประภาวดีมา ขอท่านแม่จงครอบครองราชสมบัติแทนด้วยเถิด ดังนี้ 
               
จึงตรัสปฐมคาถาว่า 

               
รัฐของพระองค์นี้ มีทรัพย์ มียาน มีเครื่องราชกกุธภัณฑ์ สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวง. ข้าแต่พระมารดา ขอพระองค์จงทรงปกครองราชสมบัติของพระองค์นี้ หม่อมฉันจะขอทูลลาไปยังเมืองสาคละ ซึ่งเป็นที่สถิตแห่งพระนางประภาวดีที่รัก. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สโยคฺคํ ได้แก่ พรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องประกอบเช่นช้างเป็นต้น. บทว่า สกายุรํ ได้แก่ มีเครื่องราชกกุธภัณฑ์  อย่างพร้อมบริบูรณ์. บทว่า อนุสาส อมฺม ความว่า ได้ยินว่า พระราชาพระองค์นั้นทรงพระดำริว่า ขึ้นชื่อว่า การมอบราชสมบัติให้แก่ผู้ชายครอบครองรองจากตน เป็นการไม่สมควร จึงไม่ทรงมอบ (ราชสมบัติ) ให้แก่พระบิดา หรือพระอนุชา เมื่อจะทรงมอบให้แก่พระมารดา จึงได้ตรัสไว้อย่างนี้. 

               
พระราชมารดานั้นทรงได้สดับพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงทรงมีรับสั่งว่า ดูก่อนลูก ถ้าอย่างนั้น ลูกจงเป็นผู้ไม่ประมาท เพราะขึ้นชื่อว่า มาตุคามมีใจไม่บริสุทธิ์ ดังนี้แล้

               พระราชมารดานั้นทรงได้สดับพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงทรงมีรับสั่งว่า ดูก่อนลูก ถ้าอย่างนั้น ลูกจงเป็นผู้ไม่ประมาท เพราะขึ้นชื่อว่า มาตุคามมีใจไม่บริสุทธิ์ ดังนี้แล้ว ทรงเอาโภชนะมีรสอันเลิศต่างๆ บรรจุใส่ภาชนะทองคำจนเต็มแล้ว ทรงรับสั่งว่า ลูกพึงบริโภคโภชนะนี้ในระหว่างเดินทาง แล้วทรงส่งไป. พระราชาพระองค์นั้นทรงรับภาชนะนั้นแล้ว ถวายบังคมพระมารดา ทรงทำประทักษิณ  ครั้ง แล้วกราบทูลว่า เมื่อหม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่ คงจะได้กลับมาเห็นพระมารดาอีก ดังนี้แล้ว จึงเสด็จเข้าสู่ห้องอันเป็นสิริ ทรงเหน็บพระแสงอาวุธ  อย่าง ทรงหยิบกหาปณะพันหนึ่ง บรรจุลงในย่าม พร้อมทั้งภาชนะพระกระยาหาร ทรงถือพิณโกกนุท เสด็จออกจากพระนคร ทรงดำเนินไปตามมรรคา ทรงมีพระกำลังมาก มีเรี่ยวแรงเข้มแข็งเพียงเช้าชั่วเที่ยง ก็ทรงดำเนินไปได้ถึงตั้ง ๕๐ โยชน์ เสวยพระกระยาหารแล้ว ทรงดำเนินต่อไปอีก ๕๐ โยชน์ โดยส่วนแห่งวันที่เหลือเท่านั้น ก็ทรงเดินทางไปได้สิ้นทางระยะถึง ๑๐๐ โยชน์ ในเวลาเย็นเสด็จพักสรงน้ำแล้ว เสด็จเข้าถึงเมืองสาคละ. 
               
เมื่อพระองค์พอได้เสด็จเข้าไปแล้วเท่านั้น ด้วยเดชแห่งพระโพธิสัตว์ พระนางประภาวดีจะทรงบรรทมอยู่บนพระที่มิได้ ต้องเสด็จลงมาบรรทมเหนือภาคพื้น. พระโพธิสัตว์มีพระอินทรีย์อันเหน็ดเหนื่อย ทรงดำเนินมาตามถนน ผู้หญิงคนหนึ่งแลเห็นพระองค์เข้า จึงให้เรียกมาแล้ว เชิญให้ประทับนั่ง ให้ล้างพระบาทจัดที่บรรทมถวาย. พระโพธิสัตว์เจ้านั้นมีพระวรกายเหน็ดเหนื่อยมา พอบรรทมก็หลับสนิท. ลำดับนั้น หญิงคนนั้น พอเมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าบรรทมหลับแล้ว ก็จัดแจงโภชนะมีรสอันเลิศต่างๆ เสร็จแล้ว จึงปลุกพระโพธิสัตว์ให้ตื่นบรรทม แล้วเชิญให้เสวยพระกระยาหาร พระโพธิสัตว์เจ้าทรงขอบพระทัย ได้พระราชทานกหาปณะพันหนึ่งกับภาชนะทองคำแก่หญิงคนนั้น. ท้าวเธอทรงเก็บพระแสงเบญจาวุธไว้ที่บ้านของหญิงคนนั้นนั่นแล แล้วรับสั่งว่า เรายังมีสถานที่ควรจะไปอีก ดังนี้แล้ว ทรงถือเอาพิณเสด็จไปยังโรงช้าง ตรัสว่า ขอท่านจงให้ข้าพเจ้าพักอยู่ ณ ที่นี้สักวันหนึ่งเถิด ข้าพเจ้าจะทำการขับร้องเพลงให้พวกท่านได้ฟัง ดังนี้ พอเมื่อได้รับอนุญาตจากคนเลี้ยงช้างแล้ว ก็บรรทมหลับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งได้สักครู่ พอระงับหายความเหน็ดเหนื่อยกระวนกระวายแล้ว ก็ทรงลุกออกมาแก้ห่อพิณ ทรงดีดพิณขับร้องประสานเสียง ด้วยทรงพระดำริว่า ชนชาวนครสาคละ จงฟังเสียงพิณนี้. 
               
พระนางประภาวดีทรงบรรทมบนภาคพื้น พอได้ทรงสดับเสียงนั้น ก็ทรงทราบได้ทีเดียวว่า เสียงพิณนี้มิใช่เสียงพิณของคนอื่น พระเจ้ากุสราชต้องเสด็จมาเพื่อจะเอาตัวเรากลับไป โดยมิต้องสงสัย. แม้พระเจ้ามัททราชทรงสดับเสียงนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า ใครนะช่างขับร้องเพลงไพเราะเหลือเกิน พรุ่งนี้เราจะให้คนเรียกคนผู้นั้นมาทำการขับร้องให้เราฟัง. พระโพธิสัตว์เจ้าทรงพระดำริว่า เราอยู่ในที่นี้ไม่อาจจะได้เห็นพระนางประภาวดี สถานที่นี้ดูไม่เหมาะเสียเลย จึงได้เสด็จออกไปแต่เช้าตรู่ทีเดียว ไปเสวยพระกระยาหารเช้าที่ในเรือนของหญิงที่พระองค์ได้เสวยแล้ว ในเวลาเย็นวันแรกนั่นแล ทรงเก็บพิณไว้แล้ว เสด็จไปยังสำนักนายช่างหม้อของพระราชาแล้ว เข้าขอฝากตัวเป็นศิษย์ของนายช่างหม้อคนนั้น เพียงวันเดียวเท่านั้น ก็ทรงขนเอาดินมาจนเต็มเรือน แล้วบอกว่า ท่านอาจารย์ขอรับ ผมจะทำภาชนะให้ เมื่อนายช่างหม้อพูดว่า ดีซิ จงทำเถิด จึงทรงวางก้อนดินก้อนหนึ่งลงบนไม้แป้นแล้ว ทรงปั่นหมุนไม้แป้น. พระองค์ทรงปั้นหนเดียวเท่านั้น แป้นก็หมุนอยู่ตั้งแต่เช้าจนเลยเที่ยง. พระองค์ทรงปั้นภาชนะเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง หลายชนิดหลากสี เมื่อจะทรงปั้นภาชนะเพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดี ได้ทรงกระทำให้มีลวดลายเป็นรูปต่างๆ. 
               
จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่า ความประสงค์ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมสำเร็จได้. พระองค์ทรงอธิษฐานว่า ขอให้พระนางประภาวดีจงได้เห็นรูปเหล่านั้น แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น. พระองค์ทรงผึ่งภาชนะทั้งหมดให้แห้งแล้ว ทรงเผาเสร็จแล้ว เก็บไว้จนเต็มเรือน. นายช่างหม้อนำภาชนะเหล่านั้นไปยังราชตระกูล. พระเจ้ามัททราชทอดพระเนตรเห็นภาชนะเหล่านั้นแล้ว ตรัสถามว่า ภาชนะเหล่านี้ ใครทำ. นายช่างหม้อกราบทูลว่า ข้าพระองค์เอง พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ภาชนะที่เจ้าได้เคยทำมาแล้ว เราจำได้เป็นอย่างดี เจ้าจงบอกมานะว่า ภาชนะเหล่านี้ ใครทำ. นายช่างหม้อกราบทูลว่า ศิษย์ของข้าพระองค์ทำ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นศิษย์ของเจ้า ผู้นั้นจงเป็นอาจารย์ของเจ้า เจ้าจงศึกษาศิลปะในสำนักของเขาเถิด และจำเดิมแต่วันนี้ไป ขอให้เขาทำภาชนะทั้งหลาย สำหรับธิดาของเราทุกๆ องค์ และเจ้าจงให้ทรัพย์พันหนึ่งนี้แก่เขาด้วย ดังนี้ ให้พระราชทานทรัพย์พันหนึ่งแล้ว ตรัสว่า เจ้าจงนำภาชนะเล็กๆ เหล่านี้ไปให้พระธิดาทั้งหลายของเราด้วย. 
               
นายช่างหม้อคนนั้นนำเอาภาชนะเหล่านั้น ไปยังตำหนักของพระราชธิดาเหล่านั้นแล้ว กราบทูลว่า ภาชนะเล็กๆ เหล่านี้ ข้าพระองค์ขอถวายไว้ เพื่อสำหรับพระนางได้ทรงเล่น. พระราชธิดาเหล่านั้นทั้งหมดเสด็จมาแล้ว. นายช่างหม้อก็ได้ถวายภาชนะที่พระมหาสัตว์กระทำไว้เพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดี เฉพาะพระนางทีเดียว. พระนางทรงรับภาชนะนั้นมาแล้ว ทรงเห็นพระรูปของพระองค์ พระรูปของพระมหาสัตว์ และรูปของหญิงค่อม ในภาชนะนั้นทีเดียว ก็ทรงทราบว่า ภาชนะนี้ไม่ใช่คนอื่นทำ พระเจ้ากุสราชนั่นแลทรงกระทำ ทรงแค้นเคืองแล้ว ขว้างของเหล่านั้นลงบนภาคพื้น แล้วตรัสว่า เราไม่มีความต้องการด้วยของสิ่งนี้ ใครอยากได้ ท่านจงเอาไปให้เขาเถิด. ลำดับนั้น พระราชธิดาผู้เป็นพระภคินีทั้งหลายของพระนาง ทรงทราบว่า พระนางทรงกริ้ว ก็พากันทรงยิ้มว่า พระพี่เข้าพระทัยว่า ภาชนะเล็กๆ นี้ พระเจ้ากุสราชทรงกระทำกระมัง ภาชนะนี้ ไม่ใช่พระเจ้ากุสราชนั้นทรงกระทำหรอก ช่างหม้อเขากระทำต่างหาก พระพี่นางจงรับเอาไว้เถิด. พระนางก็มิได้ตรัสบอกถึง เรื่องที่พระเจ้ากุสราชนั้นทรงกระทำภาชนะ และเรื่องที่พระเจ้ากุสราชนั้นเสด็จมาถึงแล้ว แก่พวกพระภคินีเหล่านั้น นายช่างหม้อได้ให้กหาณะพันหนึ่งแก่พระโพธิสัตว์แล้ว กล่าวว่า นี่แน่ะพ่อเอ๋ย พระราชาทรงขอบใจเจ้า ได้ยินว่า จำเดิมแต่นี้ไป เจ้าพึงกระทำภาชนะสำหรับพระราชธิดาทุกๆ พระองค์ เราจักนำไปถวายแด่พระราชธิดาเหล่านั้นเอง พระโพธิสัตว์เจ้านั้นจึงตรัสว่า ท่านพ่อครับ ผมจักไม่กระทำเพื่อพระราชธิดาเหล่านั้น 
               
พระโพธิสัตว์เจ้านั้นทรงพระราชดำริว่า เราขืนอยู่ในที่นี้ เห็นจะไม่อาจที่จะได้เห็นพระนางประภาวดีได้ จึงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่งนั้นแก่นายช่างหม้อนั้นทีเดียว แล้วจึงเสด็จไปยังสำนักของนายช่างสาน ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระราชา ขอสมัครเป็นศิษย์ของนายช่างสานนั้น แล้วทรงกระทำใบตาลเพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดีแล้ว แสดงรูปต่างๆ คือ รูปเศวตฉัตร สถานที่สำหรับดื่ม พระนางประภาวดีทรงยืนจับผ้าเป็นต้นในใบตาลนั้น นายช่างสานได้ถือเอาใบตาลนั้น และของอย่างอื่นอีก ที่พระโพธิสัตว์นั้นทรงกระทำแล้ว นำไปยังราชตระกูล พระราชาทอดพระเนตรเห็นตรัสถามว่า สิ่งของเหล่านี้ ใครทำ. นายช่างสานกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ทำเอง พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เราจำของที่เจ้าทำได้ดี จงบอกมาเถิดว่า ของเหล่านี้ ใครทำกันแน่. นายช่างสานกราบทูลว่า ขอเดชะ ศิษย์ของข้าพระองค์กระทำ พระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับสั่งว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นศิษย์ เขาจงเป็นอาจารย์ของเจ้าจึงเหมาะ เจ้าจงศึกษาศิลปะในสำนักของเขา และจำเดิมแต่วันนี้ไป ขอให้เขาทำสิ่งของอย่างนี้แก่พวกธิดาของเรา และเจ้าจงให้ทรัพย์พันหนึ่งนี้แก่เขาด้วย ดังนี้แล้ว ทรงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่งแล้วตรัสว่า เจ้าจงนำเอาสิ่งของเครื่องประดับเหล่านี้ ไปให้พวกธิดาของเราด้วย. 
               
แม้นายช่างสานนั้นก็ได้ถวาย ใบตาลที่พระโพธิสัตว์ทรงกระทำ เพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดี เฉพาะพระนางทีเดียว ชนอื่นย่อมไม่เห็นรูปทั้งหลายในใบตาลนั้น ฝ่ายพระนางประภาวดี พอได้ทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงทราบว่า พระเจ้ากุสราชทรงกระทำ ก็ทรงกริ้ว ขว้างลงบนพื้น แล้วรับสั่งว่า ใครอยากได้ ก็จงเอาไปเถิด. ลำดับนั้น พวกพระภคินีที่เหลือ ก็ทรงหัวเราะเยาะพระนาง. นายช่างสานถือเอาทรัพย์พันหนึ่ง ไปให้พระโพธิสัตว์แล้วบอกเรื่องราวนั้นให้ทราบ. 
               
พระโพธิสัตว์เจ้านั้นยังทรงดำริว่า แม้ที่นี้ ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เราควรจะอยู่ จึงมอบทรัพย์พันหนึ่งคืนให้นายช่างสานนั้นแล้ว เสด็จไปยังสำนักของนายช่างร้อยดอกไม้ของพระราชา แจ้งความประสงค์ ขอเป็นศิษย์ ทรงร้อยพวงมาลาแปลกๆ หลายอย่างหลายชนิด ได้กระทำทรงเทริดอันหนึ่ง ซึ่งวิจิตรด้วยรูปต่างๆ เพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดี. นายมาลาการถือเอาพวงมาลาทั้งหมดนั้นไปยังราชตระกูล พระราชาทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสถามว่า ดอกไม้เหล่านี้ ใครร้อยเป็นพวงมาลา. นายมาลาการกราบทูลว่า ข้าพระองค์ร้อยเอง พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ดอกไม้ที่เจ้าเคยร้อยแล้ว เราจำได้ดี จงบอกมานะว่า ดอกไม้เหล่านี้ ใครร้อย. นายมาลาการกราบทูลว่า ศิษย์ของข้าพระองค์ร้อยเป็นพวงมาลา พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นศิษย์ของเจ้า เขาจงเป็นอาจารย์ของเจ้าเถิด เจ้าจงเรียนศิลปะในสำนักของเขา และจำเดิมแต่วันนี้ไป ขอให้เขาได้ร้อยดอกไม้ให้พวกธิดาของเราเถิด และเจ้าจงให้ทรัพย์พันหนึ่งนี้แก่เขา ดังนี้แล้ว จึงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่ง แล้วรับสั่งว่า เจ้าจงนำเอาดอกไม้เหล่านี้ไปให้พวกธิดาของเราด้วย. 
               
แม้ช่างร้อยดอกไม้นั้นก็ได้ถวาย ทรงเทริดที่พระมหาสัตว์ทรงกระทำ เพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดี เฉพาะพระหัตถ์พระนางทีเดียว พระนางทรงเห็นรูปต่างๆ ของพระองค์ และของพระราชา พร้อมทั้งรูปอื่นๆ อีกเป็นอันมากในทรงเทริดนั้น ก็ทรงทราบว่า พระเจ้ากุสราชนั้นทรงกระทำ จึงทรงกริ้ว แล้วขว้างลงบนภาคพื้น พวกภคินีที่เหลือพากันหัวเราะเยาะพระนางเหมือนอย่างนั้นทีเดียว. แม้นายมาลาการก็ได้นำทรัพย์มาให้พระโพธิสัตว์เจ้า บอกเรื่องนั้นให้ทราบแล้ว. 
               
พระโพธิสัตว์เจ้านั้นจึงทรงพระดำริว่า แม้สถานที่นี้ ก็ไม่ใช่ที่ที่เราจะอยู่ได้ จึงคืนทรัพย์พันหนึ่งให้แก่นายมาลาการนั้น แล้วเสด็จไปยังสำนักของเจ้าพนักงานห้องเครื่องต้นของพระราชา ขอฝากตัวเป็นศิษย์ ภายหลังวันหนึ่ง เจ้าพนักงานเครื่องต้นไปถวายแด่พระราชา ก็ได้ให้ชิ้นเนื้อติดกระดูกชิ้นหนึ่งแก่พระโพธิสัตว์เจ้า เพื่อให้ปิ้งเป็นประโยชน์ส่วนตัว พระโพธิสัตว์เจ้าทรงปิ้งเนื้อนั้นให้มีกลิ่นหอมตลบฟุ้งไป จนทั่วพระนครทั้งหมด. พระราชาทรงได้กลิ่นเนื้อนั้น จึงตรัสถามว่า เจ้าปิ้งเนื้อส่วนอื่นของเจ้าไว้ในห้องเครื่องต้นหรือ. เจ้าพนักงานเครื่องต้นกราบทูลว่า ไม่มีเลย พระเจ้าข้า ก็แต่ว่า ข้าพระองค์ได้ให้ ชิ้นเนื้อติดกระดูกแก่ลูกมือของข้าพระองค์เพื่อให้ปิ้งบริโภค กลิ่นนั้นเห็นจะเป็นกลิ่นของเนื้อนั้นนั่นเอง พระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับสั่งให้นำเนื้อนั้นมาแล้ว ทรงแตะวางที่ปลายพระชิวหาหน่อยหนึ่ง จากเนื้อชิ้นนั้น. ในขณะนั้นทีเดียว รสแห่งชิ้นเนื้อนั้น ก็แผ่ซาบซ่านไปทั่วประสาท สำหรับรสถึงเจ็ดพัน พระราชาทรงติดใจในรสตัณหา จึงทรงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่ง แก่เจ้าพนักงานเครื่องต้นนั้น แล้วทรงรับสั่งว่า จำเดิมแต่นี้ไป เจ้าจงให้ลูกมือของเจ้าปรุงภัตตาหารให้ แก่พวกธิดาของเรา และแก่เราด้วยแล้ว เจ้าจงนำมาให้เรา ส่วนลูกมือของเจ้านั้น จงนำไปให้พวกธิดาของเรา. 
               
เจ้าพนักงานเครื่องต้นไปบอกแก่ พระโพธิสัตว์นั้นให้ทราบแล้ว พระโพธิสัตว์เจ้านั้น จึงทรงพระดำริว่า บัดนี้ ความปรารถนาแห่งใจของเราถึงที่สุดแล้ว เราจักได้เห็นพระนางประภาวดี ในบัดนี้แน่ จึงทรงดีพระทัย แล้วคืนทรัพย์พันหนึ่งนั้นให้แก่เจ้าพนักงานเครื่องต้นนั้น. ในวันรุ่งขึ้น ทรงจัดแจงเครื่องเสวยเสร็จแล้ว ส่งเครื่องต้นของพระราชาไปแล้ว ส่วนพระองค์เองทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยของพวกพระราชธิดา เสด็จขึ้นไปยังปราสาท ที่ประทับของพระนางประภาวดี พระนางได้ทอดพระเนตรเห็น พระโพธิสัตว์เจ้านั้นทรงหาบกระเช้าเครื่องกระยาเสวย เสด็จขึ้นปราสาทมา จึงทรงพระดำริว่า พระเจ้ากุสราชนี้มากระทำการงาน ที่พวกทาสและกรรมกรจะพึงกระทำ ช่างไม่สมควรแก่พระองค์เลย ก็ถ้าเราจักนิ่งเฉยเสียสัก ๒-๓ วัน เธอก็จะมีความสำคัญว่า บัดนี้ พระนางประภาวดีนี้ปรารถนาเรา ก็จะไม่ไปไหน มองดูแต่เรา จักอยู่ในที่นี้ทีเดียว บัดนี้ เราจักด่าว่า พระองค์เสียเลยไม่ให้อยู่ในที่นี้ แม้แต่เพียงชั่วครู่หนึ่งแล้ว จักให้ทรงหนีไป. พระนางทรงเปิดพระทวารแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง ทรงเอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งยึดบานประตูไว้ อีกบานหนึ่งทรงใส่ลิ่มเสียแล้ว ตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า 

               
พระองค์ทรงนำหาบใหญ่ มาด้วยพระทัยอันไม่ซื่อตรง จักต้องทรงเสวยทุกข์มาก ทั้งกลางวันและกลางคืน. ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับไปยังกุสาวดีนคร เสียโดยเร็วเถิด หม่อมฉันไม่ปรารถนาให้พระองค์ ผู้มีผิวพรรณชั่วอยู่ในที่นี้. 

               
เนื้อความแห่งคาถานั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เป็นผู้ปรุงภัตตาหาร มิได้ทรงทำการงานนี้ แม้แก่บุคคลผู้ตีศีรษะของพระองค์ให้แตก ด้วยจิตอันซื่อตรง แต่ทรงนำหาบใหญ่หาบหนึ่งมาเพื่อประโยชน์แก่เรา ด้วยจิตอันไม่ซื่อตรง จักเสวยความทุกข์ใหญ่ ทั้งกลางวันกลางคืน และในกาลอันเป็นส่วนแห่งราตรี จะมีประโยชน์อะไรด้วยความลำบากที่ท่านได้รับอยู่นั้น ขอเชิญท่านกลับไปยังเมืองกุสาวดี อันเป็นเมืองของพระองค์เสียเถิด ขอจงไปสถาปนานางยักษิณี ซึ่งมีหน้าและทรวดทรงคล้ายกับขนมเบื้องเสมอเช่นกันกับพระองค์แล้ว ทรงเสวยราชสมบัติเถิด ส่วนตัวหม่อมฉันไม่ปรารถนาที่จะให้ท่านผู้มีผิวพรรณอันชั่วช้า ผู้มีทรวดทรงอันไม่งดงาม อยู่ในที่นี้ต่อไป. 
               
พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงดีพระทัยว่า เราได้รับถ้อยคำจาก สำนักของพระนางประภาวดีแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถา ๓ พระคาถาว่า 

               
ประภาวดีเอ๋ย พี่ติดใจในผิวพรรณของเธอ จึงจะจากที่นี้ไปยังเมืองกุสาวดีไม่ได้ พี่มีความพอใจในการเห็นเธอ จึงได้ละทิ้งบ้านเมือง มารื่นรมย์อยู่ในพระราชนิเวศน์ อันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้ามัททราช. 
               
ดูก่อนน้องประภาวดี พี่ติดใจในผิวพรรณของเธอจนลุ่มหลง เที่ยวไปยังพื้นแผ่นดิน พี่ไม่รู้จักทิศว่า พี่มาแล้วจากที่ไหน พี่หลงใหลในตัวเธอ ผู้มีดวงเนตรอันแจ่มใสดุจดวงตามฤค ผู้ทรงภูษากรองทอง และห้อยสังวาลย์ทอง. 
               
ดูก่อนพระน้องนางผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย พี่มีความต้องการแต่ตัวเธอเท่านั้น พี่ไม่ต้องการด้วยพระราชสมบัติเลย. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รมามิ คือยินดียิ่ง แต่มิได้กระสัน. บทว่า สมฺมุฬฺหรูโป ได้แก่ เป็นผู้ลุ่มหลงเพรียบด้วยกิเลส. บทว่า ตยิมฺหิ มตฺโต ความว่า พี่เป็นผู้มัวเมาในตัวเธอ คือเป็นผู้เมาจนทั่วในตัวเธอ. บทว่า โสวณฺณจรวสเน คือผู้นุ่งผ้าอันขจิตด้วยทอง. บทว่า นาหํ รชฺเชน มตฺถิโก ความว่า จะมีความต้องการด้วยราชสมบัติก็หามิได้. 

               
เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้านั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระนางเจ้าจึงทรงพระดำริว่า เราด่าว่าพระเจ้ากุสราช ด้วยหวังว่า จักให้เธอเจ็บแสบ แต่พระเจ้ากุสราชพระองค์นี้กลับพูดเกี่ยวพันอีก ก็ถ้าเธอจักบอกกล่าวขึ้นว่า เราเป็นพระเจ้ากุสราช แล้วเข้ามาจับมือเรา ใครจะห้ามเธอได้ ใครจะพึงได้ยินถ้อยคำของเราทั้งสองนี้ได้ จึงทรงปิดพระทวารใส่ลิ่มแล้ว เสด็จเข้าข้างใน. ส่วนพระโพธิสัตว์เจ้านั้นก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวย ไปเที่ยวแจกภัตตาหาร ให้พระราชธิดาทั้งหลายได้เสวยแล้ว. พระนางประภาวดีทรงส่งนางค่อมไป ด้วยพระดำรัสว่า เธอจงไปนำเอาภัตรที่พระเจ้ากุสราชปรุงแล้วมา. นางค่อมนั้นนำมาแล้ว กราบทูลว่า ขอพระแม่เจ้าจงเสวยเถิด. พระนางตรัสว่า ฉันจะไม่ขอยอมบริโภคภัตรที่พระเจ้ากุสราชนั้นปรุงแล้ว เธอจงบริโภคเสียเองเถิด จงนำเอาผักที่ตนได้มาแล้ว จัดแจงหุงต้มภัตร นำมาให้เราแทน และเรื่องที่พระเจ้ากุสราชติดตามมา เธออย่าไปบอกแก่ใครๆ นะ. 
               
จำเดิมแต่นั้นมา นางค่อมก็นำเอาเครื่องเสวยอันเป็นส่วนของพระนางเจ้า มาบริโภคเสียเอง นำเอาอาหารที่เป็นส่วนของตน น้อมเข้าไปถวายพระนางแทน. จำเดิมแต่นั้นมา แม้พระเจ้ากุสราชก็มิได้ทรงทอดพระเนตรเห็นพระนางอีกเลย จึงทรงพระราชดำริว่า พระนางประภาวดียังมีความเสน่หาในตัวเรา หรือว่าไม่มีกันหนอ จำเราจักทดลองดูพระนาง. พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ครั้นทรงให้พระราชธิดาทุกพระองค์เสวยเสร็จแล้ว จึงหาบกระเช้าเครื่องเสวยออกมา พอมาถึงประตูพระตำหนักของพระนางก็ทรงกระทืบพื้นปราสาทด้วยพระบาท กระแทกภาชนะทั้งหลาย ทรงทอดถอนพระทัยใหญ่ ทำเป็นประหนึ่งว่า ถึงวิสัญญีสลบ ทรงคู้งอพระองค์ล้มกลิ้งลงไป. ด้วยเสียงที่พระโพธิสัตว์เจ้านั้นทรงทอดถอนพระทัยใหญ่ พระนางจึงทรงเปิดพระทวารออกมา ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์นั้นถูกไม้คานหาบเครื่องเสวยทับเอา จึงทรงดำริว่า พระเจ้ากุสราชนี้ เป็นพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้น ได้ทรงเสวยความลำบาก ทั้งกลางคืนและกลางวัน เพราะอาศัยเรา และเพราะพระองค์เป็นสุขุมาลชาติ จึงถูกหาบเครื่องเสวยทับเอา แล้วล้มลง พระองค์ยังมีพระชนม์อยู่ หรือสิ้นพระชนม์เสียแล้วหนอ. พระนางจึงเสด็จออกจากพระตำหนัก ทรงก้มพระศอลงดูพระพักตร์ เพื่อจะตรวจพระวาโยที่ช่องพระนาสิกของพระเจ้ากุสราชนั้น. พระเจ้ากุสราชนั้นทรงอมพระเขฬะไว้เต็มพระโอฐ แล้วถ่มรดไปที่พระสรีระของพระนาง. 
               
พระนางกริ้วต่อพระเจ้ากุสราชนั้นมาก ทรงด่าพระองค์แล้ว เสด็จเข้าไปยังพระตำหนัก ทรงปิดพระทวารเสียครึ่งหนึ่งแล้ว ประทับยืนอยู่ ตรัสพระคาถาว่า 

               
ดูก่อนพระเจ้ากุสราช ผู้ใดปรารถนาคนที่เขาไม่ปรารถนาตน ผู้นั้นย่อมมีแต่ความไม่เจริญ. หม่อมฉันไม่รักพระองค์ พระองค์ก็จะให้หม่อมฉันรัก เมื่อเขาไม่รัก พระองค์ก็ยังปรารถนาให้เขารัก. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภูติ หมายถึงความไม่เจริญ. 

               
ฝ่ายพระเจ้ากุสราชนั้น แม้จะถูกพระนางด่าว่า ก็มิได้ทรงทำความเดือดร้อนใจให้บังเกิดขึ้นเลย เพราะเหตุมีพระทัยปฏิพัทธ์ในพระนาง จึงตรัสพระคาถา อันเป็นลำดับต่อไปว่า 
               
นรชนใดได้คนที่เขาไม่รักตัว หรือคนที่รักตัวมาเป็นที่รัก เราสรรเสริญการได้ในสิ่งนี้ ความไม่ได้ในสิ่งนั้นเป็นความชั่วช้า. 

               
เมื่อพระเจ้ากุสราชตรัสอยู่อย่างนี้ก็ตาม พระนางก็มิได้ทรงลดละ กลับตรัสพระวาจาแข็งกระด้างยิ่งขึ้น ทรงปรารถนาที่จะให้ พระเจ้ากุสราชนั้นเสด็จหนีไปเสียให้พ้น   จึงตรัสพระคาถา อันเป็นลำดับต่อไปว่า 
               
พระองค์ทรงปรารถนา ซึ่งหม่อมฉันผู้ไม่ปรารถนา เปรียบเหมือนพระองค์เอาไม้กรรณิการ์มาแคะเอาเพชรในหิน หรือเหมือนเอาตาข่ายมาดักลม ฉะนั้น. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กณิการสฺส ทารุนา คือไม้แห่งต้นกรรณิการ์. บทว่า พาเธสิ คือปิด ได้แก่ บังลม. 

               
พระราชาได้ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า 
               
หินคงฝังอยู่ในหฤทัย อันมีลักษณะอ่อนละมุนละไม ของเธอเป็นแน่ เพราะตั้งแต่ฉันมาจากชนบทภายนอก ยังไม่ได้ความชื่นชมจากเธอเลย 
               
แม่ราชบุตรียังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองดูฉันอยู่ ตราบใด ฉันก็คงต้องเป็นพนักงานเครื่องต้นภายในบุรีของพระเจ้ามัททราชอยู่ ตราบนั้น. 
               
ต่อเมื่อใด แม่ราชบุตรียิ้มแย้ม แจ่มใส มองดูฉัน ฉันก็จะเลิกเป็นพนักงานเครื่องต้น กลับไปเป็นพระเจ้ากุสราช เมื่อนั้น. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุทุลกฺขเณ ได้แก่ หฤทัยของเธอประกอบด้วยลักษณะแห่งหญิงผู้อ่อนโยน. บทว่า โย คือ โย อหํ. บทว่า ติโรชนปทาคโต ความว่า ตั้งแต่ฉันมาจากแว่นแคว้นภายนอก อยู่ในวังของเธอ ยังไม่ได้ความชื่นชมแม้แต่เพียงการต้อนรับเลย ฉันจึงเข้าใจอย่างนี้ว่า เธอคงเอาหินเข้าไปวางไว้ในหัวใจของเธอเป็นแน่ เพราะเธอห้ามการบังเกิดขึ้นแห่งความรักในตัวฉันเสียได้. บทว่า ภูกุฏึ กตฺวา ได้แก่ ทำหน้าผากย่นยู่ยี่ เหมือนเถาวัลย์ด้วยความโกรธ. บทว่า อาฬาริโก ความว่า พระเจ้ากุสราชตรัสว่า ในขณะนั้น ฉันก็คงเป็นพนักงานเครื่องต้น คล้ายกับทาสผู้ปรุงภัตรในภายในบุรีของพระเจ้ามัททราช ฉะนั้น. บทว่า อมฺหายามานา ได้แก่ แสดงอาการร่าเริง คือยิ้มแย้มแจ่มใส. บทว่า ราชา โหมิ ความว่า ในขณะนั้น ฉันก็จะเป็นเหมือนพระราชาผู้เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครกุสาวดี เพราะเหตุไร น้องจึงหยาบคายอย่างนี้ ดูก่อนพระนางผู้เจริญ ตั้งแต่นี้ต่อไป ขอพระน้องนางอย่าได้ทรงกระทำแบบนี้อีกเลยนะ. 

               
พระนางได้ทรงสดับพระดำรัสของพระเจ้ากุสราชนั้นแล้ว จึงทรงดำริว่า พระเจ้ากุสราชนี้ ยิ่งพูดยิ่งติดแน่นหนักขึ้น เราจักพูดมุสาวาท ให้ท้าวเธอหนีไปเสียจากที่นี้ โดยอุบาย จึงตรัสคาถาว่า 
               
ก็ถ้าถ้อยคำของโหรทั้งหลาย จักเป็นจริงไซร้ พระองค์คงไม่ใช่พระสวามีของหม่อมฉันแน่แท้ เขาเหล่านั้นคงจะบั่นเราออกเป็น ๗ ท่อนแน่. 

               
เนื้อความแห่งพระคาถานั้น มีอธิบายว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พวกหมอดูเป็นอันมาก เมื่อถูกถามว่า พระเจ้ากุสราชเป็นพระสวามีของฉันหรือไม่เป็น ดังนี้ พวกหมอดูเหล่านั้นก็จะทำนายว่า ทราบว่า ท่านทั้งหลายจงบั่นเราออกเป็น ๗ ท่อนเถิด ท่านจักไม่เป็นพระสวามีของฉันเป็นแน่แท้. 

               
พระราชาได้ทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงคัดค้านพระนาง จึงตรัสว่า ดูก่อนพระนางผู้เจริญ หากว่า ฉันจะถามหมอดูในบ้านเมืองของฉันบ้าง พวกหมอดูเหล่านั้นต้องพยากรณ์ว่า ขึ้นชื่อว่า พระสวามีของเธอ นอกจากพระเจ้ากุสราช ผู้มีพระสุรเสียงดุจราชสีห์แล้ว จะเป็นคนอื่นไปไม่มีเลย แม้ฉันเองก็ต้องกล่าวกะ พวกญาติและมิตรของฉันอย่างนี้เหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถาต่อไปอีกว่า 
               
ก็ถ้าถ้อยคำของโหรเหล่าอื่น หรือของหม่อมฉันจักเป็นจริงไซร้ พระสวามีของเธอ นอกจากพระเจ้ากุสราช ผู้มีพระสุรเสียงดุจราชสีห์ จะเป็นคนอื่นไปไม่มีเลย. 

               
เนื้อความแห่งพระคาถานั้น มีอธิบายว่า ก็ถ้าถ้อยคำของพวกหมอดูเหล่าอื่นเป็นความจริง ขึ้นชื่อว่า พระสวามีของเธอจะเป็นคนอื่นไปไม่ได้เลย. 

               
พระนางทรงสดับถ้อยคำของพระเจ้ากุสราชนั้นแล้ว จึงทรงดำริว่า เราไม่สามารถที่จะให้พระเจ้ากุสราชนี้ทรงละอายหรือหนีพ้นไปได้เลย พระเจ้ากุสราชนี้จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา จึงทรงปิดพระทวาร ไม่ทรงแสดงพระองค์. แม้พระเจ้ากุสราชนั้นก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยกลับลงมาแล้ว ตั้งแต่นั้น ก็ไม่ได้ทรงพบเห็นพระนางได้อีกเลย. พระองค์ทรงกระทำการงานหน้าที่ผู้จัดแจงภัตร แสนจะลำบากเป็นอย่างยิ่ง เสวยภัตตาหารเช้าแล้ว ต้องทรงผ่าฟืน ล้างภาชนะใหญ่น้อยเสร็จแล้ว เสด็จไปตักน้ำด้วยหาบ เมื่อจะบรรทมก็บรรทมที่ข้างหลังรางน้ำ ตื่นบรรทมก็ตื่นแต่เช้าตรู่ทีเดียว ทรงต้มข้าวยาคูเป็นต้น ทรงหาบไปเองให้พระราชธิดาทั้งหลายเสวย แต่พระองค์ต้องทรงเสวยทุกข์อย่างสาหัสเช่นนี้ ก็เพราะอาศัยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลินติดใจในกามารมณ์. 
               
วันหนึ่ง พระองค์ทอดพระเนตรเห็น นางค่อมเดินไปข้างประตูห้องเครื่อง จึงตรัสเรียกมา แต่นางค่อมนั้นก็ไม่อาจจะไปเฝ้าพระองค์ได้ เพราะเธอกลัวพระนางประภาวดี จึงรีบเดินหนีไป. ลำดับนั้น พระองค์จึงรีบเสด็จติดตามไปทัน แล้วตรัสทักนางค่อมนั้นว่า ค่อมเอ๋ย. นางค่อมนั้นเหลียวกลับมา ยืนอยู่แล้ว ถามว่า นั่นใคร แล้วทูลว่า หม่อมฉันไม่ทันได้ยินว่า เป็นพระสุรเสียงของพระองค์. ลำดับนั้น พระเจ้ากุสราชจึงตรัสกะนางค่อมนั้นว่า แน่ะค่อมเอ่ย แหม! นายของเจ้าช่างจิตใจแข็งเหลือเกินนะ เรามาอยู่ในพระราชวังของพวกเจ้า ตลอดกาลเพียงเท่านี้ ยังไม่ได้แม้เพียงการถามข่าวถึงความไม่มีโรคเลย เรื่องอะไรจักให้ไทยธรรม ข้อนั้นจงยกไว้ก่อนเถิด ก็แต่ว่า เจ้าควรจักกระทำพระนางประภาวดีของเราให้ใจอ่อนแล้ว ให้ได้พบกับเราบ้างเถิด. นางค่อมรับพระราชดำรัสแล้ว. ลำดับนั้น พระเจ้ากุสราชจึงตรัสหยอกเย้านางค่อมว่า ถ้าเจ้าสามารถที่จะให้เราได้พบพระนางประภาวดีนั้นได้ เราจักทำความค่อมของเจ้าให้ตรงแล้ว จักให้สายสร้อยคอเส้นหนึ่ง ดังนี้แล้ว 
               
จึงตรัสพระคาถา ๕ พระคาถาดังต่อไปนี้ว่า 
               
แน่ะนางขุชชา เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำให้พระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง แลดูเราได้ 
               
แน่ะนางขุชชา เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำ พระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง ให้เจรจากับเราได้. 
               
แน่ะนางขุชชา เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำ พระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง ให้ยิ้มแย้มแก่เราได้. 
               
แน่ะนางขุชชา เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำ พระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง ให้หัวเราะร่าเริงแก่เราได้. 
               
แน่ะนางขุชชา เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำ พระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง ให้มาลูบคลำจับตัวเราด้วยมือของเธอได้. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนกฺขํ คีวนฺเต ความว่า เราจักให้ช่างทำคอของเจ้า ให้เป็นทองคำทั้งหมดทีเดียว. บาลีว่า เราจักทำทองคำที่คอ ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า เราจักประดับเครื่องประดับอันสำเร็จด้วยทองคำที่คอของเจ้า. บทว่า โอโลเกยฺย ความว่า ถ้าพระนางประภาวดี พึงแลดูเราตามคำพูดของเจ้า คือ ถ้าเจ้าจักสามารถให้พระนางมองดูเราได้. แม้ในบท เป็นต้นว่า พึงให้พระนางเจรจากับเราได้ ก็มีนัยเหมือนกันนี้ทีเดียว. ส่วนในบทว่า อุมฺหาเยยฺย ความว่า พึงหัวเราะด้วยการหัวเราะเบาๆ. บทว่า ปมฺหาเยยฺย ความว่า พึงหัวเราะด้วยการหัวเราะดังๆ. 

               
นางค่อมนั้นได้ฟังถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว จึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับไปเถิด อีกประมาณสัก ๒-๓ วัน หม่อมฉันจักกระทำ พระนางให้อยู่ในอำนาจของพระองค์ พระองค์คอยทอดพระเนตรความพยายามของหม่อมฉันเถิด ดังนี้แล้ว จึงตรวจตราดูหน้าที่การงานของตนนั้นเสร็จแล้ว จึงไปยังพระตำหนักของพระนางประภาวดี ทำทีเหมือนว่า ปัดกวาดห้องที่ประทับของพระนาง เก็บแม้ก้อนดินที่พอจะใช้ขว้างได้ไม่ให้เหลือเลย โดยที่สุดแม้กระทั่งรองเท้า ก็นำออกไปแล้วเก็บกวาดห้องทั้งหมด จัดตั้งที่นั่งสูง คร่อมระหว่างธรณีประตูห้อง ลาดตั่งต่ำอันหนึ่งเพื่อพระนางประภาวดี แล้วทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า เชิญพระแม่เจ้าเสด็จมาเถิด หม่อมฉันจักหาเหาบนศีรษะของพระแม่เจ้าให้ แล้วเชิญให้พระนางประทับนั่งบนตั่งต่ำนั้น วางศีรษะของพระนาง ไว้ในระหว่างแห่งขาของตน แล้วเลือกหาไข่เหา สักประเดี๋ยวหนึ่งก็ทูลว่า ตายจริง บนศีรษะของพระแม่เจ้านี้ มีเหามากมายเหลือเกิน แล้วหยิบเอาเหาจากศีรษะของตน ออกมาวางไว้บนพระหัตถ์ของพระนาง แล้วทูลด้วยถ้อยคำอันเป็นที่รักว่า ขอพระแม่เจ้าจงทอดพระเนตรเหาบนศีรษะของพระแม่เจ้าซิว่า มีประมาณเท่าไร 
               
เมื่อจะกล่าวถึงคุณงามความดีของพระมหาสัตว์เจ้า (พระเจ้ากุสราช) จึงกราบทูลเป็นคาถาว่า 
               
พระราชบุตรีพระองค์นี้คงไม่ได้ประสบแม้ความสำราญ ในสำนักแห่งพระเจ้ากุสราชเสียเลย เป็นแน่. พระนางจึงไม่ทรงกระทำ แม้เพียงการปฏิสันถารในบุรุษผู้เป็นเจ้าพนักงานเครื่องต้น เป็นคนรับใช้ที่ไม่ต้องการด้วยค่าจ้าง. 

               
เนื้อความแห่งคาถานั้น มีอธิบายว่า พระราชบุตรีพระองค์นี้ย่อมไม่ได้ความสุขสำราญ แม้มีประมาณเล็กน้อย ด้วยเครื่องระเบียบดอกไม้ของหอมเครื่องลูบไล้ผ้าและเครื่องประดับ จากในพระราชวังของพระเจ้ากุสราช ผู้เป็นจอมแห่งประชาชนในพระนครกุสาวดี ในกาลก่อน แม้สักอย่างเดียวเลย แม้วัตถุเพียงว่า หมากพลูที่พระเจ้ากุสราชจะพระราชทานแก่พระนางนี้ ก็คงจักไม่เคยมีเลย. เพราะเหตุไร? เพราะธรรมดาว่า ผู้หญิงทั้งหลายย่อมไม่อาจที่จะทำลายหัวใจ ในสามีผู้นอนทับอวัยวะแม้ในวันหนึ่งได้. ส่วนพระราชบุตรีนี้ย่อมไม่กระทำแม้เพียงว่าการปฏิสันถาร ในบุรุษผู้เป็นพนักงานเครื่องต้น ผู้รับจ้าง คือในบุรุษคนหนึ่ง ผู้เข้าถึงความเป็นผู้จัดแจงภัตร แสดงถึงว่าเป็นคนรับจ้าง แต่ไม่มีความต้องการแม้ด้วยราคาค่าจ้าง ละราชสมบัติมายอมเสวยทุกข์อยู่อย่างนี้ เพราะอาศัยพระแม่เจ้าผู้เดียวเท่านั้น ข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าแม้พระแม่เจ้าไม่มีความรักในพระเจ้ากุสราชนั้น พระราชาผู้เลิศเด่นในชมพูทวีปทั้งหมด ก็จะทรงลำบากเพราะอาศัยพระแม่เจ้า เพราะฉะนั้น ขอพระแม่เจ้าควรจะพระราชทานอะไรๆ สักเล็กน้อย แด่พระเจ้ากุสราชนั้นบ้างเถิด. 
               
พระนางประภาวดีได้ทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว ก็ทรงโกรธกริ้วต่อนางค่อม. ลำดับนั้น นางค่อมจึงคว้าพระนางที่พระศอจับเหวี่ยงเข้าไปในห้อง ส่วนตนยืนอยู่ข้างนอกปิดประตูแล้ว ฉุดเชือกสำหรับชักลูกดาลมาเก็บไว้. พระนางประภาวดีไม่อาจจะทรงจับเชือกนั้นได้ ประทับยืนอยู่ที่ใกล้พระทวาร เมื่อไม่อาจจะทรงเปิดประตูได้ จึงตรัสพระคาถา นอกนี้ว่า 

               
นางขุชชานี้เห็นจะไม่ต้องถูกตัดลิ้น ด้วยมีดอันคม เป็นแน่ จึงมาพูดคำหยาบช้าอย่างนี้. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุนิสิเตน ได้แก่ ด้วยมีดอันคมกริบที่ลับไว้แล้ว เป็นอย่างดี. บทว่า เอวํ ทุพฺภาสิตํ ความว่า นางขุชชานี้มากล่าวอยู่ซึ่งถ้อยคำอันเป็นทุพภาษิต ไม่สมควรที่ใครๆ จะพึงฟังได้อย่างนี้. 

               
ลำดับนั้น นางค่อมก็ยังคงถือเชือกสำหรับชักดาล ยืนอยู่นั่นแล ทูลว่า ข้าแต่แม่เจ้าผู้หาบุญมิได้ ผู้ว่ายาก รูปร่างของท่านจักกระทำอะไรได้ เราทั้งหลายจักกินรูปร่างของท่านเลี้ยงชีวิตได้หรือ 
               
เมื่อจะประกาศคุณงามความดีของพระโพธิสัตว์เจ้า ด้วยคาถา ๑๓ คาถา จึงกล่าวคาถาอันมีนามว่า ขุชชาครรชิต (ถ้อยคำข่มขู่ของนางค่อม) ดังต่อไปนี้ 

               
ข้าแต่พระนางประภาวดี พระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราชนั้น ด้วยพระรูปอันเลอโฉมของพระนางซิ ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง พระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้นทรงมีพระอิสริยยศอันเกรียงไกร แล้วจงกระทำความรักในพระเจ้ากุสราช ผู้มีความงามชนิดนี้ 
               
ข้าแต่พระนางประภาวดี พระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ด้วยพระรูปอันเลอโฉมของพระนางซิ ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง พระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระเจ้ากุสราช พระองค์นั้นทรงมีพระราชทรัพย์เป็นอันมาก 
               
ข้าแต่พระนางประภาวดี พระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ด้วยพระรูปอันเลอโฉมของพระนางซิ ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง พระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระเจ้ากุสราชนั้นทรงมีทแกล้วทหารมาก... 
               
ทรงมีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่...ทรงเป็นพระมหาราช... 
               
ทรงมีพระสุรเสียงเหมือนเสียงราชสีห์...ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะ... 
               
ทรงมีพระสุรเสียงหยดย้อย...ทรงมีพระสุรเสียงกลมกล่อม... 
               
ทรงมีพระสุรเสียงอ่อนหวาน...ทรงชำนาญทางศิลปะตั้งร้อยอย่าง...ทรงเป็นกษัตริย์... 
               
พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ด้วยพระรูปอันเลอโฉมของพระนางซิ พระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระราชาพระองค์นั้น มีพระนามเหมือนกับหญ้าคา ที่ท้าวสักกะทรงประทาน แล้วจงกระทำความรักในพระเจ้ากุสราช ผู้มีความงามอันนี้. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวติ ความว่า แน่ะพระนางประภาวดี แม่อย่าได้เปรียบเทียบพระเจ้ากุสราช ผู้เป็นจอมแห่งชนด้วยความเลอเลิศ และความเสื่อมโทรม ด้วยพระรูปของตนอย่างนี้ คือว่า จงถือเอาประมาณอย่างนี้. บทว่า มหายโส ความว่า แม่จงทำไว้ในพระทัยอย่างนี้ว่า พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ทรงมีอานุภาพมาก. บทว่า รุจิเร ได้แก่ ในการเห็นสิ่งอันเป็นที่รัก. บทว่า กรสฺสุ ความว่า นางค่อมกล่าวว่า แม่เจ้าจงกระทำตัวให้เป็นที่รักแก่พระเจ้ากุสราชนั้น. ในข้อความทั้งหมดก็มีนัยเหมือนกันนี้ทีเดียว. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มหายโส ได้แก่ มีบริวารมากมาย. บทว่า มหทฺธโน ได้แก่ มีโภคะมากมาย. บทว่า มหพฺพโล ได้แก่ มีเรี่ยวแรงมาก. บทว่า มหารฏฺโฐ ได้แก่ มีรัฐไพบูลย์. บทว่า มหาราชา ได้แก่ เป็นพระราชาผู้เลิศเด่นในชมพูทวีปทั้งสิ้น. บทว่า สีหสฺสโร ได้แก่ มีเสียงเสมอด้วยเสียงแห่งราชสีห์. บทว่า วคฺคุสฺสโร ได้แก่ มีเสียงประกอบด้วยลีลาศ. บทว่า พินฺทุสฺสโร ได้แก่ มีเสียงกลมไม่แตก. บทว่า มญฺชุสฺสโร ได้แก่ มีเสียงดี. บทว่า มธุรสฺสโร ได้แก่ มีเสียงอันประกอบด้วยความอ่อนหวาน. บทว่า สตสิปฺโป ได้แก่ พระองค์มีศิลปะตั้งหลายร้อยอย่าง ซึ่งมิได้ทรงศึกษาในสำนักของชนเหล่าอื่น สำเร็จขึ้นเองโดยกำลังความสามารถของพระองค์เอง. บทว่า ขตฺติโย ได้แก่ เป็นกษัตริย์ผู้บริสุทธิ์ไม่ได้เจือปน เกิดแล้วในเชื้อสายแห่งพระเจ้าโอกกากราช. บทว่า กุสราชา ได้แก่ พระองค์เป็นพระราชามีพระนามเสมอด้วย หญ้าคาที่ท้าวสักกเทวราชประทาน. 
               
จริงอยู่ นางค่อมกล่าวว่า ขอพระนางจงรู้เถิดว่า ขึ้นชื่อว่าพระราชาองค์อื่น ผู้มีรูปเห็นปานนี้ไม่มีเลย ดังนี้แล้ว จงกระทำความรักแก่พระเจ้ากุสราชนี้ แล้วกล่าวถ้อยคำพรรณนาคุณงามความดีของพระเจ้ากุสราชนั้น ด้วยคาถาทั้งหลายมีประมาณเท่านี้. 
               
พระนางประภาวดีทรงได้สดับคำของนางค่อมนั้นแล้ว จึงทรงตวาดนางค่อมว่า แน่ะแม่ค่อม เจ้าออกจะข่มขู่เกินไปแล้ว เราถึงอยู่ด้วยมือจักให้รู้ความที่เจ้ามีสามี แม้นางค่อมนั้นข่มขู่พระนางแล้ว ด้วยเสียงอันดังว่า หม่อมฉันรักษาพระนางอยู่ มิได้กราบทูลว่า พระเจ้ากุสราชเสด็จมาแก่พระราชบิดาของพระนาง เอาละ ถึงอย่างไร ในวันนี้หม่อมฉันจักกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ แม้พระนางทรงดำริว่า ใครๆ พึงได้ยิน จึงตกลงยินยอมนางค่อม. 
               
ลำดับนั้น แม้พระโพธิสัตว์เจ้า เมื่อไม่ได้เห็นพระนาง ทรงลำบากอยู่ด้วยพระกระยาหารที่ไม่ดี ด้วยการบรรทมอย่างลำบาก จึงทรงดำริว่า นางค่อมนี้จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา เราอยู่มาตั้ง ๗ เดือนแล้ว ยังไม่ได้เห็นพระนางเลย นางค่อมนี้ช่างหยาบคายร้ายกาจเสียเหลือเกิน เราจักไปเยี่ยมพระราชมารดาและพระราชบิดาละ. 
               
ในขณะนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงรำพึงอยู่ ก็ทรงทราบว่า พระโพธิสัตว์นั้นทรงเบื่อหน่ายระอาพระทัย จึงทรงดำริว่า พระราชาไม่ได้เห็นพระนางประภาวดีมาถึง ๗ เดือน เราจักทำให้พระราชาได้เห็นสมประสงค์ จึงทรงเนรมิตบุรุษทั้งหลาย ให้เป็นทูตไปยังพระราชา ๗ พระนคร ทรงส่งข่าวสาสน์ไปเฉพาะแก่พระราชาแต่ละองค์ว่า พระนางประภาวดีทรงละทิ้งพระเจ้ากุสราชกลับมาแล้ว ถ้าพระองค์มีพระประสงค์ ก็จงเสด็จมารับเอาพระนางประภาวดีไปเถิด พระราชาทั้ง ๗ พระนครเหล่านั้น จึงพากันมาพร้อมด้วยบริวารใหญ่ เสด็จถึงกรุงสาคละ ต่างก็มิได้ทรงทราบถึงเหตุที่ต่างฝ่ายต่างมาของกันและกัน พระราชาเหล่านั้นต่างตรัสถามกันว่า พระองค์เสด็จมาทำไม ครั้นทรงทราบเรื่องราวนั้น ต่างองค์ก็ทรงพิโรธพระเจ้ามัททราชพระองค์นั้น ตรัสกันว่า 
               
ได้ยินว่า พระเจ้ามัททราชจักยก ลูกสาวคนเดียวให้แก่ พระราชา ๗ พระนคร ท่านทั้งหลายจงดูความประพฤติอันไม่สมควรของพระราชานั้น พระองค์ช่างมาเยาะเย้ยพวกเราได้ เราทั้งหลายจงช่วยกันจับท้าวเธอให้ได้เถิด ดังนั้น ทุกๆ พระองค์จึงส่งพระราชสาสน์เข้าไปว่า พระเจ้ามัททราชจงให้พระนางประภาวดีแก่พวกเรา หรือว่าจะต่อยุทธ์ แล้วยกพลล้อมพระนครเข้าไว้ พระเจ้ามัททราชทรงสดับพระราชสาสน์ ก็ตกพระทัย พระกายสั่น จึงตรัสเรียกอำมาตย์ทั้งหลายมา ตรัสถามว่า เราจะทำอย่างไรกันดี. 
               
ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลพระองค์ว่า ขอเดชะ พระราชาแม้ทั้ง ๗ พระองค์ เสด็จมาเพราะอาศัยพระนางประภาวดี ต่างพระองค์ก็ตรัสว่า ถ้าพระเจ้ามัททราชไม่ให้พระนาง เราทั้งหลายจักพังกำแพงเมืองเข้ามาสู่พระนคร จักยังพระเจ้ามัททราชนั้นให้ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว จักพาเอาพระนางประภาวดีนั้นไป ดังนั้นเมื่อกำแพงยังไม่ทันจะพังนี้แหละ พวกเราควรจะรีบส่งพระนางประภาวดีไปให้กษัตริย์เหล่านั้นเสียก่อน ดังนี้แล้ว จึงกราบทูลคาถานี้ว่า 

               
ช้างเหล่านี้ทั้งหมด เป็นสัตว์แข็งกระด้าง ตั้งอยู่เหมือนจอมปลวก จะพากันพังกำแพงเข้ามาเสียก่อน ขอพระองค์จงส่งข่าวแก่พระราชาเหล่านั้นว่า เชิญเสด็จมานำเอาพระนางประภาวดีนี้ไปเถิด. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปถทฺธา ได้แก่ เป็นสัตว์เข้มแข็งยิ่งนัก. บทว่า อาเนเตตํ ปภาวติ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงส่งพระราชสาสน์นี้ไปว่า เชิญเสด็จมารับพระนางประภาวดีนี้ไปเถิด เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงรีบส่งพระนางประภาวดีไปถวายพระราชาเหล่านั้นเสีย ก่อนที่ช้างเหล่านั้นยังไม่ทำลายกำแพงเมืองเข้ามา. 

               
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ถ้าเราส่งนางประภาวดีไปให้แก่กษัตริย์องค์หนึ่ง กษัตริย์ที่เหลือก็จักกระทำการรบ เราไม่อาจที่จะให้แก่กษัตริย์เมืองเดียวได้ ก็นางประภาวดีนี้ทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้นมาเสีย ด้วยรังเกียจว่า เป็นผู้มีรูปร่างน่าเกลียด บัดนี้ จงรับผลของการกลับมานั้นเถิด เราจักฆ่านางเสียแล้วตัดออกเป็น ๗ ท่อน ส่งไปให้แก่พระราชา ๗ พระองค์ดังนี้แล้ว 
               
จึงตรัสพระคาถา เป็นลำดับต่อไปว่า 

               
เราจะบั่นนางประภาวดีนี้ออกเป็นเจ็ดท่อน แล้วจักให้แก่กษัตริย์ผู้เสด็จมา ณ ที่นี้เพื่อจะฆ่าเรา. 

               
ถ้อยคำของพระเจ้ามัททราชนั้น ได้ปรากฏไปทั่วพระราชนิเวศน์ทั้งสิ้น 
               
นางบริจาริกาทั้งหลาย ก็เข้าไปทูลแด่พระนางประภาวดี ว่า ได้ยินว่า พระราชาจะทรงบั่นพระแม่ออกเป็น ๗ ท่อนแล้ว ส่งไปให้พระราชา ๗ พระนคร. พระนางทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็ทรงหวาดกลัวต่อมรณภัย เสด็จลุกจากที่ประทับมีพระภคินีทั้งหลายแวดล้อมแล้ว เสด็จไปยังพระตำหนักของพระมารดา. 

               
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

 พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า 

               
พระราชบุตรีผู้มีผิวผ่องดังทองคำ ทรงผ้าโกไสยพัสตร์ มีพระเนตรนองด้วยน้ำตา อันหมู่ทาสีแวดล้อม เสด็จไปยังพระตำหนักของพระมารดา. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สามา ได้แก่ มีผิวพรรณดุจทองคำ. บทว่า โกเสยฺยวาสินี ได้แก่ นุ่งผ้าที่ทอด้วยไหมอนแซมขจิตด้วยทองคำ. 

               
พระนางเสด็จไปเฝ้าพระมารดาแล้ว ถวายบังคมพระมารดา ทรงกำสรวลสะอึกสะอื้น กราบทูลว่า 
               
ข้าแต่พระมารดา หน้าของลูกอันผัดแล้วด้วยแป้ง ส่องแล้วที่กระจกเงา งดงาม มีดวงเนตรคมคาย ผุดผ่องเป็นนวลใย จักถูกกษัตริย์ทั้งหลาย โยนทิ้งเสียในป่าเป็นแน่แล้ว 
               
ฝูงแร้ง ก็จะพากันเอาเท้ายื้อแย่งผมของลูกอันดำ มีปลายงอน ละเอียดอ่อน ลูบไล้ด้วยน้ำมันหอมแก่นจันทน์ ในท่ามกลางป่าช้าอันเปรอะเปื้อนเป็นแน่ 
               
แขนอ่อนนุ่มทั้งสองของลูกอันมีเล็บแดง มีขนละเอียด ลูบไล้ด้วยจุณจันทน์ ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดทิ้งเสียในป่า และฝูงกาก็จะโฉบคาบเอาไปตามความปรารถนาเป็นแน่ 
               
สุนัขจิ้งจอกมาเห็นถันทั้งสองของลูก เช่นกับผลตาลอันห้อยอยู่ ซึ่งลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์แคว้นกาสี ก็จะยืนคร่อมที่ถันทั้งสองของลูกเป็นแน่ เหมือนลูกอ่อนที่เกิดแต่ตนของมารดา 
               
ตะโพกอันกลมผึ่งผายของลูก ผูกรัดด้วยสร้อยสะอิ้งทอง ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดเป็นชิ้นๆ แล้วโยนทิ้งไปในป่า 
               
ฝูงสุนัขจิ้งจอก ก็จะพากันมาฉุดคร่าไปกิน ฝูงสุนัขป่า ฝูงกา ฝูงสุนัขจิ้งจอกและสัตว์ที่มีเขี้ยวเหล่าอื่น ซึ่งมีอยู่ได้กินนางประภาวดีแล้ว คงไม่รู้จักแก่กันเป็นแน่ 
               
ข้าแต่พระมารดา ถ้ากษัตริย์ทั้งหลายผู้มาแต่ที่ไกล ได้นำเอาเนื้อของลูกไปหมดแล้ว พระมารดาได้ทรงโปรดขอเอากระดูกมาเผาเสียในระหว่างทางใหญ่ ขอพระมารดาได้สร้างสวนดอกไม้แล้ว จงปลูกต้นกรรณิการ์ในสวนเหล่านั้น 
               
ข้าแต่พระมารดา ในกาลใด ดอกกรรณิการ์เหล่านั้นเบ่งบานแล้ว ในเวลาหิมะตกในฤดูเหมันต์ ในกาลนั้น ขอพระมารดา พึงระลึกถึงลูกว่า ประภาวดีมีผิวพรรณ อย่างนี้. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กกฺกูปนิเสวิตํ ความว่า ผัดแล้วด้วยแป้งสำหรับผัดหน้า  อย่างเหล่านี้ คือ สาสปกักกะ แป้งที่ทำด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาด ๑ โลณกักกะ แป้งที่ทำด้วยเกลือ ๑ มัตติกกักกะ แป้งที่ทำด้วยดิน ๑ ติลกักกะ แป้งที่ทำด้วยเมล็ดงา ๑ หลิททกักกะ แป้งที่ทำด้วยขมิ้น ๑. บทว่า อาทาสทนฺตาถรุปจฺจเวกฺขิตํ ได้แก่ ส่องแล้วที่กระจกมีด้ามอันทำด้วยงา คือ มองดูที่กระจกนั้นแล้วแต่งตัว. บทว่า สุภํ ได้แก่ มีใบหน้าอันงดงาม. บทว่า วิรชํ ได้แก่ ปราศจากละออง คือหมดมลทินเครื่องเศร้าหมอง. บทว่า อนงฺคณํ ได้แก่ เว้นจากโทษมีฝีและสิวเป็นต้น. บทว่า ฉุฑฺฑํ ความว่า ข้าแต่พระมารดา ใบหน้าของลูกสวยออกอย่างนี้ คงจะถูกพวกกษัตริย์ทั้งหลายโยนทิ้งเสียในบัดนี้เป็นแน่. บทว่า วเน คือ ในราวป่า. พระนางคร่ำครวญว่า หน้าของพระนางจักทิ้งอยู่ในป่า. บทว่า อสิเต ได้แก่ ดำเป็นมันขลับ. บทว่า เวลฺลิตคฺเค ได้แก่ มีปลายงอนขึ้นข้างบน. บทว่า สีวถิกาย คือในสุสาน. 
               
บทว่า ปริกฑฺฒยนฺติ ความว่า พวกแร้งทั้งหลายที่ชอบเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์ก็จะเอาเท้าทั้ง  ตะกุยยื้อแย่ง ผมของลูกซึ่งงามถึงเพียงนี้เป็นแน่. บทว่า คยฺห ธํโก คจฺฉติ เยน กามํ ความว่า ข้าแต่พระมารดา นกชื่อว่า ธังกะ จักโฉบเอาแขนของลูกที่สวยออกอย่างนี้ไปจิกกินแล้ว จักบินไปตามความปรารถนา. บทว่า ตาลูปนิเภ ได้แก่ คล้ายกับผลตาลมีสีเหลืองดุจทอง. บทว่า กาสิกจนฺทเนน ได้แก่ ลูบไล้แล้วด้วยจุณไม้จันทน์มีเนื้ออันละเอียด. บทว่า ถเนสุ เม ความว่า ข้าแต่พระมารดา สุนัขจิ้งจอกมาเห็นนมทั้ง  ข้างของลูกงามออกอย่างนี้ ซึ่งตกอยู่ในสุสาน ก็จะเอาปากกัดคร่อมลงที่นมทั้ง ๒ ข้าง ของลูกนั้นเป็นแน่แท้ ประดุจลูกอ่อนของมารดาผู้เกิดแต่ตนของตน ฉะนั้น. บทว่า โสณี คือ แผ่นสะเอว. บทว่า สุโกฏฺฏฺตํ ได้แก่ ที่บุคคลเอาไม้คางโคทุบแต่งจนงามดี. บทว่า อวตฺถํ คือทิ้งแล้ว. 
               
บทว่า ภกฺขยิตฺวา ความว่า ข้าแต่พระมารดา สัตว์ทั้งหลายมีจำนวนเท่านี้เหล่านี้ เคี้ยวกินเนื้อของลูกแล้ว จักไม่แก่เป็นแน่แท้. บทว่า สเจ มํสานิ หาเรสุ ํ ความว่า ข้าแต่พระมารดา ถ้าพวกกษัตริย์เหล่านั้น ยังมีจิตปฏิพัทธ์ผูกพันในลูก พึงแล่เนื้อของลูกออก เมื่อเป็นเช่นนั้น พระมารดาจงขอเอากระดูกมา. บทว่า อนุปนฺเถ ทหาถ นํ ความว่า พระนางประภาวดีทูลว่า ขอพระมารดาพึงเผาลูกเสีย ในระหว่างแห่งทางเล็กและทางใหญ่. บทว่า เขตฺตานิ ความว่า ข้าแต่พระมารดา ขอให้พระมารดาจงสร้างสวนดอกไม้ขึ้น ในบริเวณสถานที่ที่เผาศพของลูกแล้ว. บทว่า เอตฺถ ความว่า พึงปลูกต้นกรรณิการ์ทั้งหลาย ในบริเวณเนื้อที่เหล่านั้นด้วย. บทว่า หิมจฺจเย ได้แก่ ในเดือน ๔ ที่พ้นจากหิมะตกแล้ว. บทว่า สเรยฺยาถ ความว่า พระมารดาพึงเอาดอกไม้เหล่านั้นบรรจุจนเต็มผอบแล้ว วางไว้ ณ พระเพลา แล้วพึงระลึกว่า ประภาวดีลูกของเรามีผิวพรรณดังดอกกรรณิการ์ ดังนี้. 

               
พระนางประภาวดีนั้น ถูกมรณภัยคุกคามแล้ว จึงทรงบ่นเพ้ออยู่บน พระตำหนักของพระมารดา ด้วยประการฉะนี้. ฝ่ายพระเจ้ามัททราชก็ตรัสสั่งอำมาตย์ให้ถือขวานและระฆังแล้ว ทรงบังคับว่า นายเพชฌฆาตผู้ฆ่าโจร จงมาในที่นี้เดี๋ยวนี้ การที่นายเพชฌฆาตนั้นเข้ามา ก็ปรากฏทั่วไปในเรือนหลวงทั้งสิ้น. ลำดับนั้น พระมารดาของพระนางประภาวดีทรงสดับว่า นายเพชฌฆาตนั้นมาแล้ว ก็เสด็จลุกจากอาสนะ ทรงเพรียบพร้อมด้วยความเศร้าโศก ได้เสด็จไปยังพระตำหนักของพระราชา. 

               
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า 
               
พระมารดาของพระนางประภาวดีเป็นขัตติยานี มีพระฉวีวรรณ ดุจดังเทพอัปสร ได้ประทับยืนอยู่แล้ว ทอดพระเนตรเห็นดาบและธนู วางอยู่ตรงพระพักตร์พระเจ้ามัททราชภายในบุรี. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทฏฺฐาสิ ความว่า พระนางเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ เสด็จไปยังพระตำหนักของพระราชาแล้ว ประทับยืนอยู่. บทว่า ทิสฺวา อสิญฺจ สูณญฺจ ความว่า พระนางทอดพระเนตรเห็นขวานและธนู ที่เขาวางไว้บนพื้นใหญ่ข้างพระพักตร์พระราชา อันประดับประดาแล้ว ณ ภายในบุรี 

               
จึงทรงรำพันอยู่ตรัสพระคาถาว่า 
               
พระองค์จะทรงฆ่าพระธิดาของหม่อมฉัน บั่นให้เป็นท่อนๆ ด้วยดาบนี้ แล้วจะประทานแก่กษัตริย์ทั้งหลาย แน่หรือเพค่ะ. 

               
คำว่า ดาบ ในคาถานั้น พระองค์ตรัสประสงค์ถึงขวาน. จริงอยู่ ขวานนั้นชื่อว่าดาบ ในที่นี้. บทว่า สุสญฺญํ ตนิมชฺฌิมํ ได้แก่ ฟันให้เป็นท่อนถึงกลางตัว. 

               
ลำดับนั้น พระราชา เมื่อจะทรงให้พระเทวีนั้นรู้สำนึก จึงตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี ท่านพูดอะไร ก็พระธิดาของท่านมาทอดทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้น ด้วยรังเกียจว่า มีรูปร่างชั่วช้า เมื่อหนทางที่มายังไม่พินาศทีเดียว ก็พาเอาความตายมาโดยหน้าผาก บัดนี้ จงรับผลแห่งความเป็นอิสระ เพราะอาศัยรูปของตนเถิด. พระนางได้ทรงสดับพระราชดำรัสของท้าวเธอแล้ว จึงเสด็จไปยังพระตำหนักของพระธิดา ทรงรำพันเพ้อ ตรัสว่า 
               
พระลูกน้อยเอ๋ย พระราชบิดาไม่ทรงกระทำตามคำของแม่ผู้ใคร่ประโยชน์ เจ้านั้นจะเปรอะเปื้อนโลหิต ไปสู่สำนักพระยายมในวันนี้ ถ้าบุรุษผู้ใดไม่ทำตามคำของบิดามารดา ผู้เกื้อกูลมองเห็นประโยชน์ บุรุษผู้นั้นย่อมได้รับโทษอย่างนี้ และจะต้องเข้าถึงโทษที่ลามกกว่า 
               
ในวันนี้ ถ้าลูกจะทรงไว้ซึ่งกุมาร ทรงโฉมงดงามดังสีทอง เป็นกษัตริย์เกิดกับพระเจ้ากุสราช สวมสร้อยสังวาลย์แก้วมณีแกมทอง อันหมู่พระญาติบูชาแล้วไซร้ ลูกก็จะไม่ต้องไปยังสำนักของพระยายม 
               
ลูกหญิงเอ๋ย เสียงกลองชัยเภรีดังอยู่อึงมี่ และเสียงช้างร้องก้องอยู่ ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลายใด ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่มีความสุขยิ่งกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย 
               
เสียงม้าศึกคึกคะนอง ร้องคำรนอยู่ที่ประตู เสียงกุมารร้องรำทำเพลงอยู่ ในตระกูลกษัตริย์ทั้งหลาย ลูกเห็นอะไรเล่าหนอ ที่มีความสุขยิ่งไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย 
               
ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย มีนกยูง นกกระเรียนและนกดุเหว่า ส่งเสียงร้องก้องเสนาะไพเราะจับใจ ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่จะมีความสุขยิ่ง ไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย. 

               
ในคาถานั้น พระเทวีตรัสเรียกพระนางประภาวดีนั้นว่า ดูก่อนลูกน้อย ดังนี้. คำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ ในวันนี้เจ้าจะกระทำอะไรในที่นี้ เจ้าไปในวังของสามี ย่อมมัวเมาด้วยความเมาในรูป เพราะฉะนั้น พระราชบิดาจึงไม่ยอมกระทำตามคำของแม่ แม้จะอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ในวันนี้ เจ้านั้นจะต้องเปื้อนด้วยโลหิตไปสู่สำนักพระยายม คือไปสู่ภพแห่งพระยามัจจุราช. บทว่า ปาปิยญฺจ ได้แก่ ย่อมเข้าถึงโทษอันชั่วช้ากว่าโทษที่ได้รับอยู่นี้อีกด้วย. บทว่า สเจว อชฺช ธาเรสิ ความว่า แน่ะแม่ ถ้าเจ้าไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งจิตใจ ก็จะได้พระโอรส มีรูปโฉมงดงามดังสีทองเหมือนกับรูปร่างของตัว ซึ่งได้แล้วเพราะอาศัยพระเจ้ากุสราชผู้เป็นจอมแห่งชน. บทว่า ยมกฺขยํ ความว่า แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็จะไม่ต้องไปสู่นิเวศน์แห่งพระยายม. บทว่า ตโต ความว่า ในตระกูลแห่งกษัตริย์ใด มีความสนุกสนานเพลิดเพลินถึงเพียงนี้ เจ้าเห็นอะไรเล่า ที่มีความสุขยิ่งไปกว่าสถานที่เช่นนั้น คือแต่ราชตระกูลกุสาวดี ที่ครึกครื้นอยู่ด้วยเสียงแห่งกลองชัย และเสียงคึกคะนองร้องคำรนแห่งช้างและนกกระเรียนในระหว่างทาง จึงได้มาเสียในที่นี้. บทว่า หสิสติ แปลว่า ร้องดังก้อง. บทว่า กุมาโร ได้แก่ กุมารคนธรรพ์นักฟ้อนรำ ซึ่งศึกษาชำนาญดีแล้ว. บทว่า อุปโรทติ ได้แก่ ถือเอาดนตรีชนิดต่างๆ แล้วทำการขับร้อง. บทว่า โกกิลาภินิกุชฺชิเต ความว่า ในตระกูลแห่งพระเจ้ากุสราช มีพวกนกกาเหว่าทั้งหลายร้องระงมอยู่ ประหนึ่งเซ็งแซ่ไปด้วยการบำรุงบำเรอด้วยการฟ้อนรำขับร้องประโคม อันเป็นไปตลอดเวลาเย็น และเวลาเช้า. 

               
พระเทวีนั้นทรงเจรจากับพระนางประภาวดี ด้วยคาถามีประมาณเท่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงทรงดำริว่า ถ้าในวันนี้ พระเจ้ากุสราชผู้เป็นจอมแห่งชน พึงประทับอยู่ในที่นี้ไซร้ ก็จะทรงออกตีพระราชาทั้ง ๗ พระนครเหล่านี้ ให้แตกหนีไป พึงเปลื้องเสียซึ่งพระลูกของเรา ให้พ้นจากความทุกข์แล้ว พึงพาลูกของเรากลับไป 
               
แล้วตรัสคาถาว่า 

               
พระเจ้ากุสราชพระองค์ใด ผู้มีพระปรีชาอย่างยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนคร ทรงปราบปรามแคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ พึงทรงปลดเปลื้องเราทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ประทับอยู่ที่ไหนหนอ. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสฬารปญฺญาโณ ได้แก่ ผู้มีปัญญายิ่ง. 

               
ในลำดับนั้น พระนางประภาวดีจึงทรงดำริว่า เมื่อมารดาของเราพรรณนาคุณของพระเจ้ากุสราชอยู่ ปากย่อมไม่เพียงพอ เราจักบอกว่า พระเจ้ากุสราชนั้นทรงทำการงาน ในหน้าที่พนักงานห้องเครื่องต้น ประทับอยู่ในที่นี้นั่นแหละ แด่พระมารดานั้นก่อน 
               
จึงทูลเป็นคาถาว่า 
               
พระเจ้ากุสราชพระองค์ใด ผู้มีพระปรีชาอย่างยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนคร ทรงปราบปรามแคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ จักทรงกำจัดกษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ประทับอยู่ที่นี่แหละ เพค๊ะ.

               
ลำดับนั้น พระมารดาของพระนางประภาวดีนั้น จึงทรงดำริว่า ลูกเราคนนี้ เห็นจะหวาดกลัวต่อมรณภัย จึงละเมอเพ้อไป ดังนี้แล้ว 
               
จึงตรัสเป็นพระคาถาว่า 
               
เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือไร จึงได้พูดอย่างนี้ หรือว่าเจ้าเป็นอันธพาล จึงได้พูดอย่างนี้ ถ้าพระเจ้ากุสราชพึงเสด็จมาจริง ทำไมพวกเราจะไม่รู้จักพระองค์เล่า. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลา ได้แก่ เป็นผู้โง่เขลาไม่มีความรู้. บทว่า กึ น ชาเนมฺ ความว่า เพราะเหตุไร แม่จึงไม่รู้จักพระองค์. ด้วยว่า พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น เพียงแต่ได้เสด็จมาถึงกลางทางเท่านั้น ก็จะต้องส่งพระราชสาส์นมาถึงยังพวกเรา เสนาประกอบไปด้วยองค์ทั้ง ๔ มีธงชักขึ้นไสว ก็ต้องปรากฏ ก็ลูกกล่าวถึง พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้นเพราะกลัวตายกระมัง. 

               
เมื่อพระมารดาตรัสอย่างนี้ พระนางประภาวดีจึงทรงดำริว่า พระมารดาของเราไม่ยอมเชื่อ และไม่ทรงทราบว่า พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้นเสด็จมาประทับอยู่ในที่นี้ถึง ๗ เดือนแล้ว เราจักแสดงพระเจ้ากุสราชนั้นแก่พระมารดา จึงจับพระหัตถ์พระมารดา ทรงเปิดบานพระแกล ทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปแล้ว ทรงชี้ให้ทอดพระเนตร พร้อมกราบทูลเป็นพระคาถาว่า 

               
พระเจ้ากุสราชนั้นทรงปลอมพระองค์ เป็นบุรุษพนักงานเครื่องต้น ทรงพระภูษาหยักรั้ง มั่นคง กำลังก้มพระองค์ล้างหม้ออยู่ ในระหว่างพระตำหนักของพระกุมารีทั้งหลาย เพค๊ะ. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุมารีปุรมนฺตเร ความว่า จงประทับยืนที่หน้าต่าง ทอดพระเนตรไปในระหว่างพระตำหนักของเหล่ากุมารี ผู้เป็นพระราชธิดาของพระองค์เถิด. บทว่า สํเวลํ ความว่า กำลังนุ่งหยักรั้งล้างหม้ออยู่.

               
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าทรงพระดำริว่า วันนี้ ความปรารถนาของเราคงถึงที่สุด พระนางประภาวดีกลัวตายหนักเข้า คงทูลพระมารดาและพระบิดาให้ทรงทราบว่า เรามาอยู่ที่นี่เป็นแน่แท้ เราจะจัดแจงล้างถ้วยชามแล้ว จักเก็บไว้ ดังนี้แล้ว จึงเสด็จไปตักน้ำมาแล้ว ก็ลงมือล้างถ้วยชามทั้งหลายอยู่. 
               
ลำดับนั้น พระมารดาจึงบริภาษพระนาง ตรัสเป็นพระคาถาว่า 

               
เจ้าเป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาลหรือ หรือว่าเจ้าเป็นหญิงประทุษร้ายตระกูล เจ้าเกิดแล้วในตระกูลพระเจ้ามัททราช เหตุใด จึงทำพระสวามีให้เป็นทาส. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวณี ได้แก่ ช่างถาก. บทว่า อาทูสิ กุลคนฺธินี ได้แก่ หรือว่าเจ้าเป็นหญิงประทุษร้ายตระกูล. บทว่า กามุกํ ความว่า เจ้าเกิดในตระกูลเห็นปานนี้ เหตุไร จึงได้ทำพระสวามีของตนให้เป็นทาสเล่า. 

               
ในลำดับนั้น พระนางประภาวดีทรงพระดำริว่า พระมารดาของเราเห็นจะไม่ทรงทราบว่า พระเจ้ากุสราชนี้เสด็จมาประทับอย่างนี้ เพราะอาศัยเรา จึงทูลคาถานอกนี้ว่า 
               
หม่อมฉันไม่ได้เป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาล ไม่ใช่เป็นหญิงประทุษร้ายตระกูล นั่นพระเจ้ากุสราช พระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา แต่พระมารดาทรงเข้าพระทัยว่า เป็นทาส. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺกากปุตฺโต ความว่า ข้าแต่พระมารดา นั่นคือพระโอรสแห่งพระเจ้าโอกกากราช แต่พระแม่เจ้าทรงเข้าพระทัยว่า เป็นทาส หม่อมฉันจะเรียกพระเจ้ากุสราชนั้นว่า เป็นทาส เพราะเหตุอะไร. บัดนี้ พระนางประภาวดี เมื่อจะทรงพรรณนาถึง พระเกียรติยศของพระเจ้ากุสราช พระองค์นั้น จึงทูลว่า 

               
ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา พระราชาพระองค์ใดทรงเชื้อเชิญ พราหมณ์สองหมื่นคนให้บริโภคภัตตาหาร ในกาลทุกเมื่อ พระราชาพระองค์นั้น คือพระเจ้ากุสราชพระโอรสแห่งพระเจ้าโอกกากราช แต่ว่าพระมารดาเข้าพระทัยว่า เป็นทาส 
               
ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา เจ้าพนักงานทั้งหลาย เตรียมช้างไว้สองหมื่นเชือก ในกาลทุกเมื่อ เพื่อพระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์นั้น คือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช แต่ว่าพระมารดาเข้าพระทัยว่า เป็นทาส 
               
ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา เจ้าพนักงานทั้งหลายเตรียมรถไว้สองหมื่นคัน ในกาลทุกเมื่อ เพื่อพระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์นั้น คือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช แต่ว่าพระมารดาเข้าพระทัยว่า เป็นทาส 
               
ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา เจ้าพนักงานทั้งหลาย เตรียมรีดนมโคไว้สองหมื่นตัว ในกาลทุกเมื่อ เพื่อพระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์นั้น คือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช แต่ว่าพระมารดาเข้าพระทัยว่า เป็นทาส. 

               
ก็เมื่อพระนางประภาวดีนั้นทรงพรรณนาถึง พระอิสริยยศของพระมหาสัตว์ ด้วยคาถา ๕ คาถาอย่างนี้แล้ว ลำดับนั้น พระมารดาของพระนางก็ทรงเชื่อ ด้วยทรงพระดำริว่า ลูกสาวของเราคนนี้ กล่าวถ้อยคำอย่างไม่สะทกสะท้าน ถ้อยคำนี้คงเป็นอย่างนี้แน่ จึงรีบเสด็จไปยังพระตำหนักของพระราชา กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ ท้าวเธอก็เสด็จไปยังพระตำหนักของพระนางประภาวดีโดยด่วน ตรัสถามว่า เป็นความจริงหรือลูก ได้ยินว่า พระเจ้ากุสราชเสด็จมาในที่นี้ พระนางประภาวดีกราบทูลว่า เป็นความจริงเช่นนั้น ข้าแต่พระบิดา พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้นทรงทำหน้าที่ พนักงานเครื่องต้นแก่พระธิดาทั้งหลายของพระองค์ ถึงวันนี้ล่วงไปได้ ๗ เดือนแล้ว ท้าวเธอยังไม่ทรงเชื่อพระนาง จึงตรัสถามนางค่อม นางก็กราบทูลตามความเป็นจริงทุกประการ. 
               
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงติเตียนพระธิดา จึงตรัสพระคาถาว่า 

               
ดูก่อนเจ้าผู้เป็นพาล เจ้ากระทำกรรมอันชั่วร้ายเหลือเกิน ที่เจ้าไม่บอกพ่อว่า พระเจ้ากุสราชผู้เป็นกษัตริย์ มีทแกล้วทหารมาก ผู้เป็นพระยาช้าง มาด้วยเพศแห่งกบ. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ คือ โดยส่วนเดียวเท่านั้น. 

               
พระราชาพระองค์นั้น ครั้นทรงติเตียนพระธิดาแล้ว ก็รีบเสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั้นโดยด่วน ทรงมีปฏิสันถารอันพระโพธิสัตว์ทรงกระทำแล้ว จึงทรงประคองอัญชลี เมื่อจะทรงแสดงโทษของพระองค์ จึงตรัสพระคาถาว่า 
               
ข้าแต่พระมหาราชผู้จอมทัพ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดงดโทษแก่หม่อมฉันด้วย ที่ไม่ทราบว่า พระองค์เสด็จมาในที่นี้ ด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จักด้วยเถิด. 

               
พระมหาสัตว์เจ้าทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า ถ้าเราจักกล่าวคำตัดพ้อต่อว่าขึ้น หัวใจของท้าวเธอก็จักแตกเสียในที่นี้ เป็นแน่ เราควรจักเอาใจท้าวเธอไว้ ประทับยืนอยู่ในระหว่างภาชนะ ทีเดียว ตรัสคาถานอกนี้ว่า 
               
คนเช่นหม่อมฉันมิได้ปกปิดเลย หม่อมฉันนั้นเป็นพนักงานเครื่องต้น พระองค์เท่านั้นทรงเลื่อมใสแก่หม่อมฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ แต่พระองค์ไม่มีกรรมชั่วช้า ที่หม่อมฉันจะต้องอดโทษ. 

               
พระราชาทรงได้รับปฏิสันถารจากสำนักของพระโพธิสัตว์เจ้านั้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นสู่ปราสาท รีบตรัสสั่งให้หาพระนางประภาวดีมาเฝ้า ทรงหวังจะส่งไปเพื่อต้องการให้อดโทษ จึงตรัสคาถาว่า 
               
ดูก่อนเจ้าคนพาล เจ้าจงไปขอขมาโทษพระเจ้ากุสราช ผู้มีกำลังมากเสียเถิด พระเจ้ากุสราชที่เจ้าขอขมาแล้ว จักประทานชีวิตให้เจ้า. 

               
พระนางประภาวดีนั้นได้สดับพระดำรัสของพระบิดาแล้ว จึงพร้อมด้วยพระภคินีทั้งหลาย และพวกนางบริจาริกาเป็นจำนวนมาก เสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น. 
               
ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ประทับยืนอยู่ด้วยเพศแห่งคนล้างหม้อเช่นนั้นแล ทรงทราบว่า พระนางประภาวดีนั้นเสด็จมายังสำนักของพระองค์ จึงทรงพระดำริว่า วันนี้ เราจักทำลายมานะของแม่ประภาวดี ให้นางหมอบลงในโคลนใกล้เท้าของเราให้จงได้ จึงทรงราดน้ำที่พระองค์ตักมาทั้งหมด ทรงเหยียบย่ำที่ประมาณเท่ามณฑลแห่งลานนวดข้าว ทำให้เป็นโคลนไปหมด พระนางประภาวดีนั้นเสด็จไปยังสำนักของพระเจ้ากุสราชผู้พระโพธิสัตว์นั้น ทรงหมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระองค์ ประทับนั่งที่โคลน แล้วทรงขอโทษพระโพธิสัตว์นั้น. 

               
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า 
               
พระนางประภาวดี ผู้มีผิวพรรณดังเทพธิดา ทรงรับพระดำรัสของพระบิดาแล้ว ได้ซบพระเศียรลงกอดพระบาทพระเจ้ากุสราช ผู้มีพระกำลังมาก. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิรสา ความว่า พระนางประภาวดีทรงหมอบพระเศียรลง แล้วทรงจับพระเจ้ากุสราชที่พระบาท 

               
ก็แล ครั้นทรงจับแล้ว เมื่อจะยังพระโพธิสัตว์เจ้านั้นให้ทรงอดโทษ จึงได้ภาษิตพระคาถา ๓ คาถาว่า 
               
ราตรีเหล่านี้ที่ล่วงไป เว้นจากพระองค์นั้น เพียงใด หม่อมฉันขอถวายบังคม พระยุคลบาทของพระองค์ ด้วยเศียรเกล้า เพียงนั้น. 
               
ขอพระองค์โปรดอย่าทรงพิโรธหม่อมฉันเลย หม่อมฉันขอตั้งสัตว์ปฏิญาณแก่พระองค์ โปรดทรงสดับหม่อมฉันเถิด เพค่ะ หม่อมฉันจะไม่พึงทำความชิงชังแก่พระองค์อีกต่อไปละ. 
               
ถ้าพระองค์จะไม่ทรงโปรดกระทำตามคำของหม่อมฉัน ผู้ทูลวิงวอนอยู่เช่นนี้ พระบิดาคงเข่นฆ่าหม่อมฉัน แล้วทรงประทานแก่กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กาลบัดนี้เป็นแน่. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รตฺยา ได้แก่ ทั้งกลางคืนและกลางวัน. บทว่า ตา อิมา ได้แก่ ราตรีเหล่านี้นั้นทั้งหมด ล่วงไปแล้วเว้นจากพระองค์. บทว่า สจฺจนฺเต ปฏิชานามิ ความว่า ข้าแต่พระมหาราช หม่อมฉันกระทำการเกลียดชังพระองค์ ตลอดกาลมีประมาณเพียงเท่านี้ บัดนี้ หม่อมฉันจะขอปฏิญาณคำสัตย์อย่างนี้แก่พระองค์ พระองค์จงสดับถ้อยคำอื่นอีก จำเดิมแต่นี้ไป หม่อมฉันจักไม่กระทำการเกลียดชังพระองค์อีกต่อไป. บทว่า เอวญฺเจ ความว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงทำตามถ้อยคำของหม่อมฉัน ผู้วิงวอนอยู่อย่างนี้. 

               
พระราชาได้ทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า ถ้าเราจักพูดว่า เธอคนเดียวเท่านั้นจักรู้เรื่องนี้ ดังนี้ หัวใจของนางก็จักแตก เราจักปลอบใจเธอ แล้วจึงตรัสว่า 
               
เมื่อพระน้องรักอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ไฉนพี่จักไม่ทำตามคำของพระน้องเล่า พี่ไม่โกรธพระน้องเลยนะคนงาม อย่ากลัวเลยประภาวดี พี่ขอตั้งสัตย์ปฏิญาณต่อพระน้อง โปรดขอจงทรงฟังพี่เถิดนะ พระราชบุตรี พี่จะไม่พึงกระทำความเกลียดชัง แก่พระน้องนางอีกต่อไปละ ดูก่อนน้องประภาวดี ผู้มีตะโพกอันกลมผึ่งผาย พี่สามารถจะทำลายตระกูลกษัตริย์มัททราชมากมายแล้ว นำพระน้องนางไปได้ แต่เพราะความรักพระน้องนาง พี่จึงสู้ยอมทนทุกข์มากมาย. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ น กาหามิ ความว่า เพราะเหตุไร เราจึงจะไม่ทำตามคำของเธอเล่า. บทว่า วิกุทโธ ตยสมิ ความว่า เราไม่มีความโกรธ ไม่มีความแค้นเคืองต่อเธอเลย. บทว่า สจจนเต ความว่า เราจักขอให้ปฏิญาณคำสัตย์นี้แก่เธอสัก ๒ ข้อ คือ จะไม่ขอโกรธเคือง ๑ ไม่ทำความเกลียดชัง ๑. บทว่า ตว กามา ความว่า เพราะรักใคร่ คือปรารถนาเธอ. บทว่า ติติกขิสสํ แปลว่า อดทน. บทว่า พหุมททกุลํ หนตวา ความว่า เราสามารถที่จะฆ่าตระกูลพระเจ้ามัททราชแล้ว นำเอาเธอไปโดยพลการก็ได้ 

               
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เจ้านั้นทอดพระเนตรเห็น พระนางประภาวดีพระอัครมเหสีของพระองค์ ประหนึ่งว่า เทพกัญญาผู้เป็นบริจาริกาของท้าวสักกเทวราช ก็ทรงยังขัตติยมานะให้บังเกิดขึ้น ทรงพระดำริว่า ได้ทราบว่า เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ทั้งคน พระราชาทั้งหลายเหล่าอื่นจักมาแย่งเอาพระอัครมเหสีของเราไปเชียวหรือ จึงทรงแสดงท่าทางอันสง่าเสด็จลงไปยังพระลานหลวง ประดุจราชสีห์ ทรงประกาศบันลือ เปล่งเสียง โห่ร้อง ตบพระหัตถ์อยู่เอ็ดอึงว่า ชาวเมืองทั้งสิ้นจงทราบเถิดว่า เรามาแล้ว ตรัสสั่งว่า บัดนี้ เราจักจับกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนครเหล่านั้น จับให้ได้ทั้งเป็น ท่านทั้งหลายจงจัดแจงเทียมรถเป็นต้น มาให้เรา แล้วตรัสคาถาอันเป็นลำดับไปว่า 

               
เจ้าพนักงานทั้งหลายจงตระเตรียมรถและม้า อันวิจิตรด้วยเครื่องอลังการต่างๆ ให้มั่นคงแข็งแรง ท่านทั้งหลายจงเห็นความพยายามของเรา ผู้กำจัดศัตรูทั้งหลายให้พ่ายแพ้ไป ในบัดนี้. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นานาจิตฺเต ได้แก่ วิจิตรด้วยเครื่องอลังการต่างๆ. บทว่า สมาหิเต นี้ ท่านกล่าวหมายถึง ม้าทั้งหลาย อธิบายว่า ม้าที่ฝึกหัดมาดีแล้ว ไม่พยศ. บทว่า อถ ทกฺขถ เม เวคํ ความว่า ท่านทั้งหลายจักได้เห็นความหาญศึกของเราในกาลนี้. 

               
พระโพธิสัตว์เจ้านั้นทรงส่งพระเจ้ามัททราชไปด้วยพระดำรัสว่า ขึ้นชื่อว่า การจับพระราชาทั้ง ๗ พระนคร เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันเอง พระองค์จงเสด็จไปสรงสนาน ทรงประดับร่างกายแล้ว เสด็จขึ้นไปยังปราสาทเถิด. ฝ่ายพระเจ้ามัททราชก็ได้ทรงส่ง พวกอำมาตย์ไปเพื่อทำการอุปัฏฐากพระโพธิสัตว์เจ้านั้น. พวกอำมาตย์เหล่านั้นพากันจัดแจงกั้นพระวิสูตร ล้อมรอบที่ประตูห้องเครื่องต้นนั้นทีเดียว แล้วให้พวกเจ้าพนักงานช่างกัลบกเข้าไปตัดพระเกศา ปลงพระมัสสุพระโพธิสัตว์เจ้านั้น. พระองค์ทรงใช้ช่างทำการปลงพระมัสสุเสร็จแล้ว ทรงสรงสนานชำระพระเศียรเกล้า ทรงประดับเครื่องแต่งตัวสำหรับกษัตริย์ทั้งหมด มีอำมาตย์ทั้งหลายห้อมล้อมเป็นบริวาร เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ทอดพระเนตรดูไปรอบๆ ทุกทิศแล้ว ทรงปรบพระหัตถ์อยู่ฉาดฉาน. สถานที่ที่พระองค์ทรงมองดูแล้วก็หวั่นไหว. พระองค์จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงคอยดูการบุกเข้าต่อสู้กับข้าศึกของเรา ในบัดนี้. 

               
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า 
               
ก็นารีทั้งหลาย ภายในพระราชวังของพระเจ้ามัททราชนั้น พากันมองดูพระโพธิสัตว์เจ้า ผู้เสด็จเยื้องกรายดุจราชสีห์ ทรงปรบพระหัตถ์ เสวยพระกระยาหารถึงสองเท่าพระองค์นั้น. 

               
คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ก็พวกหญิงพากันเปิดหน้าต่าง ในภายในบุรีแห่งพระราชาแล้ว มองดูพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ผู้ทรงเยื้องกรายและปรบพระหัตถ์อยู่ ในที่นั้น. 

               
ลำดับนั้น พระเจ้ามัททราชทรงส่งช้างตัวประเสริฐ อันประดับแล้วมีควาญช้างประจำพร้อมเสร็จไปถวาย. ท้าวเธอเสด็จขึ้นประทับบนคอช้าง ซึ่งมีเศวตฉัตรอันยกขึ้นแล้ว ตรัสว่า พวกท่านทั้งหลายจงพาพระนางประภาวดีมาเถิด แล้วให้พระนางประทับนั่ง ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ อันจตุรงคินีเสนาแวดล้อม เป็นกระบวนทัพ เสด็จออกทางประตูด้านทิศปราจีน ทอดพระเนตรเห็นกองทัพของข้าศึก จึงเปล่งพระสุรสีหนาทขึ้น ๓ ครั้งว่า เราคือพระเจ้ากุสราช ใครรักชีวิต ก็จงยอมอ่อนน้อมกับเราเสียเถิด แล้วได้ทรงกระทำการปราบปรามกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนคร. 

               
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า 
               
ก็พระเจ้ากุสราช ครั้นเสด็จขึ้นประทับบนคอช้างสาร โปรดให้พระนางประภาวดีประทับเบื้องหลัง แล้วเสด็จเข้าสู่สงคราม ทรงบันลือพระสุรสีหนาท 
               
กษัตริย์ ๗ พระนครทรงสดับพระสุรสีหนาทของพระเจ้ากุสราช ผู้บันลืออยู่ ถูกความกลัวแต่เสียงของพระเจ้ากุสราชคุกคามแล้ว พากันแตกหนีไป เหมือนดังฝูงมฤค พอได้ยินเสียงของราชสีห์ก็พากันหนีไป ฉะนั้น 
               
พวกพลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า ผู้อันความกลัวแต่เสียงพระเจ้ากุสราชคุกคามแล้ว ก็พากันแตกตื่นเหยียบย่ำกันและกัน ท้าวสักกะจอมเทพได้ทอดพระเนตรเห็น พระโพธิสัตว์ทรงมีชัยในท่ามกลางสงครามนั้น มีพระทัยชื่นชมยินดี ทรงพระราชทานแก้วมณี อันรุ่งโรจน์ดวงหนึ่งแก่พระเจ้ากุสราช 
               
พระเจ้ากุสราชทรงชนะสงคราม ได้แก้วมณีอันรุ่งโรจน์แล้ว เสด็จประทับบนคอช้างสาร เสด็จเข้าสู่พระนคร รับสั่งให้จับกษัตริย์ ๗ พระนครทั้งเป็น ให้มัดนำเข้าถวายพระสัสสุระ ทูลว่า ขอเดชะ กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ ศัตรูทั้งหมดซึ่งคิดจะกำจัดพระองค์เสียนี้ ตกอยู่ในอำนาจของพระองค์แล้ว เชิญทรงกระทำตามพระประสงค์เถิด พระองค์ทรงกระทำกษัตริย์เหล่านั้นให้เป็นทาสแล้ว จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารเสียตามแต่พระทัยเถิด. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปลายึสุ ความว่า กษัตริย์เหล่านั้นไม่อาจจะตั้งสติได้ เป็นผู้มีจิตวิปลาสแตกกระจัดกระจายไป. บทว่า กุสสท ทภยฏฏิตา ความว่า เป็นผู้ถูกภัยอันเกิดขึ้น เพราะอาศัยเสียงแห่งพระเจ้ากุสราชกระทบโสตประสาทแล้ว จึงเป็นผู้มีจิตอันหลงลืม. บทว่า อญญมญญสส ฉินทนติ ความว่า ฆ่าฟันเหยียบย่ำกันเอง. บาลีว่า ภินทึสุ ดังนี้ก็มี. บทว่า ตสฺมึ ความว่า ท้าวสักกะทอดพระเนตรเห็นการบุกรบข้าศึก จนมีชัยของพระมหาสัตว์นั้น ในสงครามครั้งสำคัญ จนแตกไปด้วยอำนาจแห่งเสียงของพระโพธิสัตว์อย่างนี้ ก็มีพระทัยยินดี จึงพระราชทานแก้วมณีดวงหนึ่ง ชื่อว่า เวโรจนะ แก่พระมหาสัตว์เจ้านั้น. คำว่า พระนคร หมายเอาบุรี คือพระนคร. บทว่า พนธิตวา ได้แก่ ใช้ผ้าสาฎกของพวกกษัตริย์เหล่านั้น นั่นเองมัดกษัตริย์เหล่านั้นเอาแขนไว้ข้างหลัง. บทว่า กามํ กโรหิ เต ตฺยา ความว่า พระมหาสัตว์เจ้าทูลว่า ขอพระองค์จงทรงกระทำตามความต้องการ ความปรารถนา ความชอบใจของพระองค์เถิด ด้วยว่ากษัตริย์เหล่านี้ พระองค์กระทำให้เป็นทาสแล้ว. 

               
พระราชาตรัสว่า 
               
กษัตริย์เหล่านี้ เป็นศัตรูของพระองค์ มิได้เป็นศัตรูของหม่อมฉัน ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ (เป็นใหญ่) กว่าหม่อมฉัน จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารศัตรูเหล่านั้น ก็ตามเถิด. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตวํ โน สพเพสํ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ผู้เดียวเท่านั้น ทรงเป็นใหญ่กว่าพวกหม่อมฉัน. 

               
เมื่อพระเจ้ามัททราชตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงทรงพระดำริว่า ประโยชน์อะไร เราจะฆ่าพวกกษัตริย์เหล่านี้ การมาของกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนครเหล่านั้น อย่าได้เปล่าจากประโยชน์เสียเลย พระธิดาของพระเจ้ามัททราช ซึ่งเป็นพระกนิษฐภคินีของพระนางประภาวดี ก็มีอยู่ถึง ๗ พระองค์ เราจักยกพระนางให้แก่กษัตริย์ทั้ง ๗ พระนครเหล่านั้น ดังนี้แล้ว จึงตรัสคาถาว่า 
               
พระราชธิดาของพระองค์ ล้วนทรงงดงามดังเทพกัญญา มีอยู่ถึง  พระองค์ ขอพระองค์โปรดพระราชทานแก่กษัตริย์ทั้ง ๗ นั้น องค์ละองค์ ขอกษัตริย์เหล่านั้นจงเป็นพระชามาดาของพระองค์เถิด. 

               
พระเจ้ามัททราชทรงสดับคำนั้น แล้วก็เต็มพระทัย ที่จะพระราชทานพระธิดาทั้งหลายของพระองค์ จึงตรัสคาถาว่า 
               
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เป็นใหญ่กว่าหม่อมฉันทั้งหลาย และแก่พวกลูกของหม่อมฉันทั้งหมด เชิญพระองค์นั่นแหละทรงพระราชทาน พวกลูกของหม่อมฉันแก่กษัตริย์เหล่านั้น ตามพระราชประสงค์เถิด. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตวํ โน สพเพสํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้เป็นจอมแห่งชนชาวแคว้นกุสะ พระองค์พูดอะไร พระองค์ผู้เดียวเป็นใหญ่เหนือพวกหม่อมฉันหมด คือ พระราชาทั้ง  พระนครเหล่านี้ด้วย เหนือหม่อมฉันด้วย และเหนือพวกลูกๆ ของหม่อมฉันเหล่านี้ด้วย. บทว่า ยทิจฉสิ ความว่า พระองค์ทรงประสงค์พระธิดาพระองค์ใด เพื่อกษัตริย์พระองค์ใด ก็จงประทานพระธิดาองค์นั้น แก่กษัตริย์พระองค์นั้นเถิด. 
               
พระมหาสัตว์เจ้าจึงตรัสสั่งให้พวกเจ้าพนักงานตกแต่งพระธิดาของพระเจ้ามัททราชทั้ง  พระองค์เหล่านั้น แล้วพระราชทานแก่พระราชาทั้ง  พระองค์นั้นองค์ละองค์. 

               
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงได้ทรงภาษิตพระคาถา  พระคาถาว่า 
               
ในกาลนั้น พระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดังเสียงราชสีห์ ได้ทรงยกพระราชธิดาของพระเจ้ามัททราช ประทานให้แก่กษัตริย์  พระองค์นั้น องค์ละองค์ 
               
กษัตริย์ทั้ง  พระองค์ ทรงอิ่มพระทัยด้วยลาภนั้น ทรงขอบพระคุณพระเจ้ากุสราช ผู้มีพระสุรเสียงดังเสียงราชสีห์ แล้วพากันเสด็จกลับไปยังพระนครของตนๆ ในขณะนั้นทีเดียว 
               
ฝ่ายพระเจ้ากุสราช ผู้มีพระกำลังมาก ทรงพาพระนางประภาวดี และดวงแก้วมณีอันงามรุ่งโรจน์ เสด็จกลับยังกรุงกุสาวดี เมื่อพระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดีทั้ง ๒ พระองค์นั้น ประทับอยู่ในพระราชรถคันเดียวกัน เสด็จเข้ากรุงกุสาวดี มีพระฉวีวรรณและพระรูปพระโฉมทัดเทียมกัน มิได้ทรงงดงามยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย 
               
พระมารดาของพระมหาสัตว์ และพระชยัมบดีราชกุมารทั้ง ๒ พระองค์ ได้เสด็จไปต้อนรับถึงนอกพระนคร แล้วเสด็จกลับพระนคร พร้อมด้วยพระราชโอรส 
               
ในกาลนั้น พระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดีก็ทรงสมัครสมานกัน ได้ทรงปกครองราชอาณาจักรกุสาวดี ให้รุ่งเรืองตลอดมา. 

               
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปีณิตา ได้แก่ ทรงเอิบอิ่ม. บทว่า ปายึดสุ ความว่า กษัตริย์เหล่านั้น เมื่อพระโพธิสัตว์ผู้เป็นจอมแห่งชนชาวกุสะ ประทานโอวาทว่า บัดนี้ ท่านทั้งหลายพึงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ดังนี้แล้ว ก็พากันกลับไป. บทว่า อคมาสิ ความว่า ฝ่ายพระเจ้ากุสราชเสด็จพักอยู่ประมาณ ๒-๓ วัน ก็ทูลลาพระสัสสุระว่า หม่อมฉันจักกลับไปยังพระนครของหม่อมฉัน แล้วก็เสด็จกลับ. บทว่า เอกรเถ ยนฺตา ได้แก่ พระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดีแม้ทั้ง ๒ พระองค์ เสด็จขึ้นสู่ราชรถคันเดียวกันเสด็จไป. บทว่า สมานา วณณรูเปน ความว่า ทรงทัดเทียมเสมอกันด้วยผิวพรรณ และพระรูปโฉม. บทว่า นาญญมญญมติโรจยํ ความว่า องค์หนึ่งจะงดงามกว่าองค์หนึ่งก็หามิได้. 
               
ได้ยินว่า พระมหาสัตว์มีพระรูปโฉมงดงาม มีผิวพรรณดุจดังสีทอง ถึงความเป็นผู้ล้ำเลิศด้วยความงาม เพราะอานุภาพของแก้วมณี. บทว่า สํคญฉิ ความว่า ลำดับนั้น พระมารดาของพระมหาสัตว์เจ้านั้น ทรงสดับว่า พระมหาสัตว์เสด็จกลับมา จึงให้พวกราชบุรุษตีกลองป่าวร้องไปทั่วพระนคร แล้วทรงถือเครื่องบรรณาการเป็นอันมาก เสด็จออกไปต้อนรับ แล้วเสด็จกลับมาด้วยกัน. ก็พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ทรงกระทำประทักษิณพระนครพร้อมกับพระชนนี ตรัสให้เล่นการมหรสพสมโภช ๗ วัน แล้วเสด็จขึ้นสู่พื้นปราสาทอันประดับประดาแล้ว. พระภัสดาและพระชายา แม้ทั้ง ๒ พระองค์นั้น ก็ได้มีความสามัคคีกัน. ตั้งแต่นั้นมา พระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดี ก็ทรงสมัครสมานสามัคคีกัน ทรงรื่นเริงบันเทิงอยู่ ทรงปกครองแผ่นดินให้รุ่งเรืองสุขสำราญ ตลอดพระชนมายุทั้ง ๒ พระองค์ ด้วยประการฉะนี้. 

               
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เบื่อหน่ายในธรรมวินัยรูปนั้น ก็บรรลุโสดาปัตติผล 
               
แล้วทรงประชุมชาดกว่า 
               พระชนนีและพระชนกนาถของพระเจ้ากุสราช ในกาลนั้น คือตระกูลมหาราช ในบัดนี้ 
               
ชยัมบดีราชกุมารผู้เป็นอนุชาของพระเจ้ากุสราช ในกาลนั้น คือ พระอานนท์ ในบัดนี้ 
               
นางค่อม คือ นางขุชชุตตราอุบาสิกา ในบัดนี้ 
               
พระนางประภาวดี คือ พระมารดาของพระราหุล ในบัดนี้ 
               
บริษัทที่เหลือในกาลนั้น ได้เป็นพุทธบริษัท 
               
ส่วนพระเจ้ากุสราช ก็คือ เราตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล.







Copyright © 2010 All Rights Reserved.