ReadyPlanet.com
dot dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




กรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"

กฏแห่งกรรมและตำนานรักอมตะ :

นางอุสา-ท้าวบารส

 

    **************************

        

        ในชาติปางก่อน “นางอุสา”เป็นเทพธิดาในเมืองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และได้ทำผิดกฎสวรรค์  ดังนั้น“พระอินทร์”หรือ “ท้าวสักกะเทวราช”ผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ จึงมีบัญชาให้ลงมาเกิดชดใช้กรรมบนโลกมนุษย์ โดยเกิดเป็นมนุษย์ผู้หญิงบนดอกบัวในป่า “เมืองพาน” หรือ “เมืองกงพาน” ซึ่งต่อมา“พระฤาษีจันทา”ได้มาพบเข้าจึงได้นำมาเลี้ยงไว้ ครั้นเมื่อ“พระยาพาน”มาพบเข้า จึงได้ขอนางจากพระฤาษีไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมของ “ท้าวพานนา”และ “นางสมัญญา” ซึ่งเป็นบุตรและธิดาของตนอีกที ทั้งนี้พระฤาษีได้ทำนายและตักเตือนไว้แล้วว่า หากนำนางไปเลี้ยงและเมื่อนางเจริญวัยแล้วได้สามีเมื่อไหร่ ก็จะเป็นเหตุให้พระยาพานสวรรคตได้ แต่พระยาพานก็ไม่เปลี่ยนพระทัยแต่อย่างใด

      “ท้าวกงพาน”หรือ “พระยาพาน”เจ้าเมืองกงพานซึ่งเป็นเมืองใหญ่ และอุดมสมบูรณ์ เป็นผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์มาก ส่วนนางอุสานั้นเป็นผู้มีบุญญาธิการมากเป็นผู้มีกลิ่นเนื้อหอมและผมหอมอีกด้วย อีกทั้งมีรูปร่างหน้าตาสวยงามมาก เมื่อเติบโตเป็นสาวความงามของนางได้เรื่องลือไปไกล ซึ่งได้มีเจ้าชาย และเจ้าเมืองต่าง ๆ มาสู่ขอไปเป็นคู่ครองของตน เช่น “เจ้าชายไกรลาส” โอรสเจ้าเมือง “หมากแข้ง”หรือเมือง "ภูเงิน"ก็ได้แต่งเครื่องราชบรรณาการและสินสอดอย่างมากมายแต่ก็ถูกปฏิเสธกลับไปอย่างไม่ใยดีจากพระยาพานเลย เพราะท้าวกงพานนั้นหวงลูกสาวบุญธรรมคนนี้มาก จึงไม่ยอมยกให้ใครไปแต่อย่างใด แต่พระยาพานและพระมเหสีก็จำและตระหนักได้ถึงคำทำนายของพระฤาษีในกาลโน้นอยู่เสมอ จึงได้หาอุบายเพื่อแก้เคราะห์กรรมนั้น โดยได้ไปสร้างหอให้นางอุสาและพี่เลี้ยงอยู่กลางป่าเขา เพื่อไม่ให้พบกับผู้ชายคนใดแม้แต่เด็กทารกผู้ชายก็ตาม เพื่อไม่ให้มีเหตุที่ตนจะต้องตาย เพราะว่านางอุสาจะไม่ได้มีสามีนั้นเอง จึงได้ไปสร้างตำหนักบนภูเขา (เขาภูพาน หรือภูพระบาทในปัจจุบัน) ให้นางอยู่อาศัยหลับนอน (หอนางอุสา) และบอกว่าเพื่อให้เรียนวิชากับพระฤาษีจันทาซึ่งมีอาศรมอยู่ไม่ไกลกันไปมากนัก โดยที่นางอุสาและพี่เลี้ยงซึ่งมีแต่หญิงสาวไม่แจ้งในอุบายจริงๆที่ว่าทำไม?ตนต้องมาอยู่ในป่าเฉพาะพวกผู้หญิง ซึ่งลำบากและขัดสนตลอดจนห่างไกลผู้คนและไม่มีผู้ชายกล้ามากล้ำกรายได้เลย 

      นางอุสาซึ่งอยู่ในช่วงเป็นสาวรุ่น นางฝันแปลกๆ และฝันว่ามีพระยางูตัวใหญ่สีเหลืองทองมารัดนางทำให้นางตกใจกลัวและสะดุ้งตื่นในตอนกลางคืน แต่นางก็ไม่ได้เล่าความฝันนี้ให้ใครฟัง วันหนึ่งนางอุสา และพี่เลี้ยงบริวารทั้งหลาย ได้ไปเล่นน้ำที่ลำธารใกล้ๆกับตำหนัก และนางได้เก็บดอกไม้มาร้อยเป็นมาลัยรูปหงส์ แล้วส่งลอยลงแม่น้ำไป พลางอธิษฐานจิตว่า ...ผู้ใดเป็นเนื้อคู่ของนางขอให้ได้พบมาลัยนี้ด้วยเถิด... ซึ่งพวงมาลัยรูปหงส์นี้ได้ลอยไปลงสู่แม่น้ำโขงถึงหน้า “เมืองปะโคเวียงงัว” โดย "ท้าวบารส"ซึ่งเป็นโอรสเจ้าเมืองปะโคนั้น เป็นเจ้าชายหนุ่มรูปงามและมีบุญญาธิการมาก โดยเมื่อตอนประสูตินั้นปรากฏเหตุการณ์อัศจรรย์ว่าดอกไม้บานทั้งเมือง จึงได้ชื่อว่า “บารส” แปลว่า “ผู้มีกลิ่นหอม”นั้นเอง คืนก่อนที่มาลัยรูปหงส์จะมาถึงเมืองปะโค ท้าวบารสนอนฝันไปว่า ...ได้ไปเล่นน้ำในสระน้ำแห่งหนึ่งที่มีดอกบัวมากมายและบานสล้าง ในดอกบัวดอกหนึ่งมีดวงแก้วสุกใส และงดงามมาก บารสรีบว่ายน้ำเข้าไปเอาดวงแก้วนั้น พอจับดวงแก้วขึ้นมา ดวงแก้วก็แตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ ท้าวบารสเสียใจมากจนร้องไห้ออกมา และตกใจสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที...จึงรู้ว่าเป็นความฝัน แต่ก็เสียดายดวงแก้วนั้นมาก เกิดความกลัดกลุ้มใจด้วยความเสียดายยิ่งนัก

      จึงชวนบริวารทั้งหลายไปเล่นน้ำที่แม่น้ำโขงบริเวณหน้าเมือง ขณะที่ว่ายน้ำอยู่นั้น ท้าวบารสเห็นมาลัยรูปหงส์ลอยทวนน้ำมาซึ่งน่าแปลกใจมาก ท้าวบารสก็รีบว่ายเข้าไปหาและเก็บมาดู เห็นเป็นมาลัยดอกไม้รูปหงส์ที่สวยงาม และมีกลิ่นหอมอบอวลมาก ท้าวบารสจึงให้สืบหาเจ้าของมาลัยแต่ก็ไม่มีผู้ใดรู้ จึงตัดสินใจออกสืบค้นหาด้วยตนเอง ท้าวบารสเดินทางตามหาเจ้าของมาลัยไปในที่ต่าง ๆ จนมาถึงเขาภูพาน(ภูพระบาทภูพานคำในปัจจุบันนี้นั้นเอง) ซึ่งท้าวบารสและบริวารได้ขี่ม้าขึ้นไปบนภูเขา เมื่อไปถึงหินก้อนหนึ่งม้าของท้าวบารสก็ไม่ยอมเดินทางต่อไป ท้าวบารสจึงพักม้าที่หินก้อนนั้น (คอกม้าบารส) และบริวารก็แยกไปผูกม้าที่ก้อนหินอีกก้อน (คอกม้าน้อย) ท้าวบารสผูกม้าแล้วก็ออกสำรวจตรวจภูมิประเทศบริเวณนั้น และแล้วก็ได้พบกับนางอุสาที่กำลังเล่นน้ำอยู่ที่ลำธารและรู้ว่านางเป็นเจ้าของมาลัยหงส์อันนั้น ทั้งคู่ต่างตกตะลึงและเกิดความหวั่นไหวในหัวใจอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ด้วยบุพเพสันนิวาส และความใกล้ชิดกันของทั้งสอง จึงเกิดความรักและความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นและลึกซึ้งเกินหักห้ามใจ จนได้เสียและเป็นสามีภรรยากันในที่สุด โดยปกปิดไม่ให้ท้าวกงพานรู้แต่อย่างใด 
      แต่ต่อมาความแตกและรู้ไปถึงพระยาพานซึ่งกริ้วจัด จึงสั่งให้ทหารมาจับท้าวบารสไปประหาร แต่เสนาอำมาตย์ทั้งหลายต่างก็ห้ามไว้ ด้วยกลัวว่าจะเกิดสงครามระหว่าง “เมืองปะโคริมโขง” กับ “เมืองกงพาน”ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเมืองกงพานแน่เพราะเมืองปะโคเป็นเมืองใหญ่และมีความอุดมสมบรณ์และเข้มแข็งทางด้านการเมืองและการสงครามมากนั้นเอง  แต่พระยาพานก็พยายามที่จะหาหนทางกำจัดท้าวบารสให้ได้ จึงทำอุบายว่าให้ท้าพนันแข่งขันกันสร้างวัดในหนึ่งวันให้แล้วเสร็จ โดยนับตั้งแต่เช้าไปจนดาวประกายพรึกหรือดาวประจำเมือง(ดาวศุกร์)ขึ้นจึงให้ทำการหยุดสร้าง ผู้ใดสร้างไม่เสร็จจะต้องเสียหัว(ถูกฆ่าตัดหัว)แก่อีกฝ่าย ซึ่งท้าวบารสเลือดกษัตริย์ขัตติยาก็รับท้าพนันนั้น สร้างความหวั่นวิตกให้กับนางอุสา และพี่เลี้ยงของนางตลอดจนบริวารติดตามท้าวบารสเป็นอย่างยิ่ง  ฝ่ายพระยาพานนั้นซึ่งกระหยิ่มในใจว่าตนเองจะเป็นฝ่ายชนะและจะได้ตัดหัวท้าวบารสแน่ๆ ก็เกณฑ์ไพร่พลมากมายให้มาสร้างวัดที่เมืองกงพาน(วัดพ่อตา) ส่วนท้าวบารสไม่มีไพร่พลมาช่วยสร้างเลย นอกจากตัวท้าวบารสเอง นางอุสาเมียรัก พี่เลี้ยงนางอุสาและมีบริวารอีกไม่กี่คนที่มาด้วยกับท้าวบารสจากเมืองปะโคเท่านั้น ซึ่งจะต้องสร้างไม่ทันตามกำหนดแน่ๆ แต่มีนางพี่เลี้ยงของนางอุสาที่เป็นคนเฉลียวฉลาดคนหนึ่ง จึงออกอุบายให้ท้าวบารสยกโคม(ขี้ใต้)ขึ้นไปแขวนไว้บนยอดไม้ใหญ่ในเวลาจวนดึกเพื่อแสดงให้เห็นว่าดาวประกายพรึกหรือดาวประจำเมืองขึ้นแล้ว เพราะเมื่อพวกเมืองกงพานมองขึ้นมาก็จะเห็นเป็นดาวประกายพรึก ก็จะพากันหยุดสร้างวัดนั้นเอง และท้าวบารสก็จะได้รีบเร่งสร้างต่อไปจนถึงเช้าคงจะเสร็จทันเวลาเป็นแน่ รุ่งเช้าพระยาพานมาตรวจการก่อสร้าง ก็ปรากฏว่าท้าวบารสสร้างวัด(วัดลูกเขย)ได้สำเร็จ และเสร็จตามสัญญาจริงๆ แต่พระยาพานนั้นสร้างยังไม่เสร็จ ด้วยขัตติยะมานะของกษัตริย์ตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ จึงต้องถูกตัดหัวตามสัญญาในที่สุด(เลือดสีแดงของพระยาพานนั้นกระเด็นติดผนังหินและปรากฏให้เห็นอยู่มาจนถึงทุกวันนี้) ทางเมืองกงพานก็ได้สถาปนา “ท้าวพานนา”โอรสของพระยาพานขึ้นเป็นเจ้าเมืองกงพานแทนบิดาต่อไป

         หลังจากนั้นท้าวบารสจึงได้พานางอุสากลับเมืองปะโคเวียงงัว ซึ่งบรรดาภรรยาและสนมทั้งหลายของท้าวบารสนั้นต่างก็ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ต่างโกรธและเกลียดนางอุสามาก เพราะท้าวบารสก็ยกให้นางเป็นใหญ่กว่าพวกตนและนางยังมีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามกว่าพวกตนอีก จึงออกอุบายหาทางทำร้ายนางต่างๆนาๆ โดยคบคิดกับ “โหรหลวง”ให้ตั้งพิธีสะเดาะเคราะห์กรรม และโหรก็ทำนายว่าท้าวบารสเคราะห์ร้ายมากถึงชีวิต ต้องออกเดินป่าแต่เพียงผู้เดียวให้ครบหนึ่งปีก่อน จึงจะเข้าเมืองได้และจะพ้นเคราะห์กรรม ท้าวบารสจำต้องออกเดินป่าไปโดยทิ้งนางอุสาไว้ที่เมืองปะโค นางถูกบรรดาภรรยาและสนมของท้าวบารสกลุ้มรุมทำร้ายต่างๆนาๆ และท้าวปะโคบิดาและแม่เมืองมารดาของท้าวบารสก็ไม่ได้ช่วยเหลือนางได้เลย นางอุสาโศกเศร้าเสียใจหนัก และทุกข์ทรมานมากจนทนไม่ไหว จึงพาพี่เลี้ยงกลับเมืองกงพานไปอยู่ที่หอนางอุสาเหมือนเดิม และได้ล้มป่วยด้วยความตรอมใจและทุกข์ทรมานด้วยความรักและคิดถึงท้าวบารสสามีสุดที่รักของนางนั้นเอง

         ส่วนท้าวบารสเมื่อกลับจากเดินป่าเป็นเวลาครบหนึ่งปีแล้ว เมื่อได้รู้ว่านางอุสาหนีกลับไปเมืองกงพานแล้วก็เสียใจมาก เมื่อสืบทราบความจริงต่างๆ และด้วยความรักและความห่วงหาอาลัยเพราะคิดถึงนางจึงรีบรุดตามนางไปที่เมืองกงพานทันที และก็ได้พบกับนางในสภาพที่น่าสงสารมากเธอผอมแห้ง หมองคล้ำ ไม่สวยงาม และมีสง่าราศีเหมือนแต่ก่อนเลย เพราะกินไม่ได้นอนไม่หลับ เฝ้าแต่คำนึงคิดถึงแต่สามีมาเป็นเวลานานนับตั้งแต่สามีออกเดินป่า ซึ่งเมื่อนางได้พบหน้าสามีก่อนที่นางกำลังจะสิ้นใจนางมีจิตมีวิญญาณที่สดชื่นดีใจและมีความสุขอย่างยิ่ง ซึ่งนางก็สิ้นใจในอ้อมกอดของท้าวบารสนั้นเอง (ซึ่งเป็นบุญเก่าของนางที่ได้สร้างมาไว้ก่อนยังพอมีอยู่นั้นเอง เพราะหากว่าเมื่อจิตดวงสุดท้ายไม่เศร้าหมองก็จะได้ไปสู่สุคตินั้นเอง ไม่งั้นวิญญาณนางก็ต้องไปเป็นเปรตหรือผีสัมภเวสี คอยท่าตามหาสามีอย่างทุกข์ทรมานและโหยหวนเหมือนกับ "แม่นาคพระโขนง"นั้นเอง) ฝ่ายท้าวบารสนั้นได้ทำพิธีศพและฝังร่างของนางไว้ที่บนภูพาน (หินก้อนหนึ่งใกล้ ๆ หอนางอุสา เรียกว่า หีบศพอุสา) ซึ่งต่อมาท้าวบารสซึ่งสะเทือนใจและห่วงหาอาลัยในเมียรักที่จากไปมาก ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ และไม่ยอมกลับไปเมืองของตน ก็ตรอมใจตายตามนางไปในที่สุดที่เมืองกงพานนั้นเอง ซึ่งสร้างความโศกเศร้าเสียใจมาสู่ชาวเมืองกงพาน โดยเฉพาะท้าวพานนาและนางสมัญญา จึงได้ปรึกษาพระฤาษีจันทาและชาวเมือง ซึ่งต่างลงความเห็นว่าให้ฝังศพท้าวบารสไว้ให้อยู่เคียงข้างศพนางอุสานั้นเอง (หินก้อนนั้นชื่อ หีบศพบารส)

..ดวงวิญญาณของทั้งคู่ก็ได้กลับไปอยู่บนสวรรค์เมื่อหมดเวรกรรมในโลกมนุษย์ในชาตินั้น..และก็ได้ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีกต่อไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า..จนกว่าจะบรรลุพระนิพพานในที่สุดนั้นเอง...

 

      ...ทุกดวงจิตต่างก็ท่องเที่ยวและเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้ มิรู้จักจบจักสิ้นตามบุญตามกรรมที่ได้กระทำกันไว้แล้วนั้นเอง และการที่คนเราเกิดมาพบปะและมีปฏิสัมพันธ์กันนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่อย่างใด ต่างก็เคยสร้างบุญสร้างกรรมร่วมกันมาทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะมีใครรู้และเข้าใจถึง “กฎแห่งกรรม”นั้นหรือเปล่า...

     

      ...ซึ่งทั้ง “ท้าวบารส”และ “นางอุสา”ก็ต้องพบปะและเวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยใหญ่ในสังสารวัฏนี้ อย่างไม่มีข้อยกเว้นแต่อย่างใด จนกว่าจะบรรลุ “พระนิพพาน”ในอนาคตกาลแล้วนั้นเอง...

 

                        .............................................................

 

หมายเหตุ :

 

๑.                        หลักฐานที่หลงเหลืออยู่ เช่น “หอนางอุสา” “คอกม้าบารส” “คอกม้าน้อย” “หีบศพอุสา” “หีบศพบารส” "ถ้ำฤาษี" "บ่อน้ำนางอุสา" "วัดพ่อตา" "วัดลูกเขย" "หีบศพพ่อตา" เป็นต้น ยังมีหลักฐานอยู่ที่ “อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท” อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี จนถึงปัจจุบันนี้

๒.                       เมืองกงพาน คือ ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ในปัจจุบัน

๓.                        เมืองปะโคเวียงงัว คือ ตำบลปะโค อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ในปัจจุบัน

๔.                       เป็นภพชาติหลังของ “ผาแดง-นางไอ่” ในอดีตชาตินั้นเอง โดย “ท้าวผาแดง”ก็คือ “ท้าวบารส”ในอดีตชาติ  ส่วน “นางไอ่” ในอดีตชาติก็คือ “นางอุสา” นั้นเอง

๕.                       ภูเขาแถบนั้นยังมีภูเขาอยู่ลูกหนึ่งที่ตั้งชื่อว่า “ภูย่าอู่” นั้นก็มาจากชื่อของ “นางอุสา” หรือ “แม่อุสา” หรือ “ย่าอุสา” หรือ “ย่าอู่” นั้นเอง

 

 

...พระอริยะเจ้าผู้มีอภิญญาญาณ ท่านสอนไว้ว่า

“ที่ใดที่เราเคยได้อยู่ เคยได้ไปมาแล้ว เราก็จะได้ไปอีกน่ะ...

โดยที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม”???...

  

      







Copyright © 2010 All Rights Reserved.