ReadyPlanet.com
dot dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




สุตตธนุชาดก

สัตตธนุชาดก

 

 

                        พระศาสดาประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการทรมานพญามารและเสนามาร ซึ่งภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันในธรรมสภายกเรื่องขึ้นกล่าวว่า พระตถาคตทรงละทิ้งจักรพรรดิราชย์ที่กำลังจะได้เป็น ออกมหาภิเนษกรมแต่เพียงพระองค์เดียว ทรงประทับนั่งเหนือวชิรบัลลังก์ ทรงกระทำชำนะพญามารและพลมารประมาณ ๓๐ โยชน์ โดยมิได้ตรัสอะไรเลย ทรงรบชนะพญามารมารซึ่งเนรมิตแขน ๑,๐๐๐ กับทั้งหมู่มารอันมีรูปร่างหน้ากลัวต่างน่าสะพรึงกลัว มีมือถืออาวุธต่างๆ ทุกตัวตน พระศาสดาช่างมีพลานุภาพมากเป็นเอนกอนันต์

                ***************************************

                ครั้นเมื่อพระศาสดาสดับถ้อยคำจึงตรัสว่า มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้นที่เราบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศน์ แล้วดำรงในพุทธภาวะถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แม้ในครั้งก่อนในคราวที่มีญาณยังไม่สุกงอมเต็มที่ ก็ได้ทรมาน ฆันตารยักษ์ถึงชัยชนะเหมือนกัน ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า

                ในเมือง พาราณสีในสมัยโน้นได้มี พระเจ้าพรหมทัตทรงครองราชย์อยู่ พระองค์มีพระมเหสีพระนามว่า เกศินี เป็นประธาน และมีนางสนม ๑๖,๐๐๐ นาง แต่ทั้งหมดไม่มีพระโอรสหรือพระธิดาเลย ชาวนครจึงเข้าเฝ้าพระราชาแล้วทูลว่า ขอให้รีบได้พระโอรสสืบต่อรัชสมบัติเถิด พระราชาทรงรับคำ พระองค์ได้ตรัสเรียกเหล่าพระเทวีและนางนักฟ้อนรำทั้งหลาย แล้วประกาศให้ทราบว่าหากใครได้พระโอรสจะมอบรัชสมบัติให้กึ่งหนึ่ง หญิงเหล่านั้นต่างรับพระดำรัส อ้อนวอนเทวดาที่ตนนับถือแล้วกระทำพลีกรรมต่างๆ บรรดานางสนมทั้งหลายก็ยังมิได้มีใครได้ราชโอรสเลย ฝ่ายพระเทวีเป็นคนฉลาด ในวันอุโบสถทรงตื่นบรรทมแต่เช้าสมาทานศีล บริจาคทรัพย์ ๑,๐๐๐ บริจาคทานแก่วณิพกยาจกเข็ญใจ แล้วเสด็จขึ้นปราสาท ระลึกถึงศีลอธิษฐานให้ได้พระโอรสแล้วบรรทมหลับไป ขณะนั้นด้วยเดชศีล ทำให้ภพของ ท้าวสักกะเทวราชก็ร้อนขึ้นมา ท้าวสักกะทราบเหตุการณ์โดยละเอียด จึงดำริที่จะประทานพระโอรสให้กับพระนาง เมื่อเห็นพระโพธิสัตว์ที่ใกล้หมดอายุขัยจะไปบังเกิดในเทวโลกที่สูงขึ้นไป จึงเสด็จไปสู่สำนักพระโพธิสัตว์ แล้วเชิญขอให้ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางเกศินี พระโพธิสัตว์รับคำเชิญนั้น ท้าวสักกะจึงเสด็จลงมามนุษย์โลกแล้วได้เสด็จเข้าห้องบรรทมของพระนางกระซิบว่า ให้พระเทวีตื่นแต่เช้าทำการสรงพระกายแล้วยืนที่หน้าต่างหันหน้าไปทางประตู จะมีเหยี่ยวคาบผลพุทรามาทิ้งต่อหน้าพระพักตร์ ให้เสวยผลไม้นั้นแล้วโยนเมล็ดลงที่พื้นล่าง ก็จะได้พระโอรส พระนางตื่นบรรทมตกพระทัย ดำริถึงสุบินแล้วทรงทำตามที่สุบิน จนถึงเสวยผลไม้แล้วโยนเมล็ดลงที่พื้นล่าง ในขณะนั้นแม้ม้าแก่เดินอยู่ข้างล่างจึงกินเมล็ดพุทราเสียและตั้งท้อง พระเทวีก็ทรงตั้งครรภ์จึงทูลให้พระราชาทรงทราบ ซึ่งพระองค์ทรงโสมนัสยินดีเป็นล้นพ้น ส่วนแม่ม้าได้ตกลูกก่อน เพราะมีตาสีเขียวเหมือนแก้วมณีจึงตั้งชื่อลูกม้าว่า มณีกักขิ ฝ่ายพระเทวีก็ได้ประสูติพระโอรส ในวันที่พระสูติพระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้นได้นำเครื่องราชบรรณาการมากมายมาถวาย พระราชาจึงให้หมอทำนายนิมิตพยากรณ์พระลักษณะ ซึ่งโหรทำนายว่าพระองค์เป็นผู้มีบุญญาธิการมากจะได้เป็นพระมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่และประเสริฐกว่าใคร ทรงปราบศัตรูหมู่มารให้พ่ายแพ้ไป แต่จะต้องผจญชะตากรรมและซัดเซพเนจรจากบ้านเมืองไปไกล แต่สุดท้ายก็จะได้กลับคืนมาครองเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขต่อไป พระกุมารนั้นมีศิลปะการยิงธนูซึ่งไม่มีใครในชมพูทวีปเทียมถึงพระองค์ได้ พระราชาจึงทรงตั้งพระนามพระโอรสว่า สุธนู หรือ สุตธนุคราวนั้นบุตรของพระมาตุลานามว่า เศวตกุมาร ซึ่งมีน้องสาวชื่อ กเรณุวดีซึ่งมีสิริโฉมงดงาม สมควรแก่พระโพธิสัตว์เท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป คราวพระโพธิสัตว์มีพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา

                ครั้นพระเจ้าพรหมทัตสิ้นพระชนม์ ชาวนครพาราณสีต้องการจะอภิเษกพระกุมารขึ้นครองราชย์แทน จึงน้อมถวายม้าสินธพที่ประดับประดาอย่างดีแล้วมาให้พระองค์ แต่พระโพธิสัตว์มิได้ทรงรับแต่อย่างใด พระองค์เมื่อได้เห็นม้า มณีกักขิก็ให้อำมาตย์นำไปประดับแล้วนำมาถวาย พอพระโพธิสัตว์ทรงม้าเท่านั้น ม้าก็พาพระราชกุมารไปจนถึง เมืองเศวตนคร ซึ่งมี พระเจ้าเศวตครองราชย์อยู่ โดยมีพระนางปทุมคัพภาเป็นพระมเหสี และมีพระธิดาพระนามว่า จิรปภาซึ่งมีพระสิริโฉมงดงามยิ่งนัก มีหญิงค่อมสาวใช้ชื่อ นางปทุมา ก็พระราชามีพระประสงค์จะถวายแก่ เทวินทเทพ จึงให้สร้างปราสาท ๗ ชั้นให้พระธิดาอยู่อย่างดี พระมหาบุรุษจึงเปลี่ยนเพศเป็นพราหมณ์เข้าไปในพระนคร พวกชาวบ้านที่คุยกันเป็นกลุ่มพูดถึงนางจิรปภานั้นว่าทำกรรมใดจึงมีสิริโฉมงดงามยิ่งนัก พระโพธิสัตว์ได้ฟังก็คิดหาวิธีที่จะได้เห็นนางให้ได้ ตกตอนกลางคืนจึงคิดถึงม้า ขอให้นำไปหานางจิรปภา โดยได้นำเอามาลัยและของหอมไปด้วยจนถึงประตูห้องของนาง ได้แลดูทางช่องกุญแจ ก็ทอดพระเนตรเห็นพระนางบรรทมอยู่กับสาวใช้ เมื่อได้ทราบว่าคือพระนางจิรปภาจึงได้เปิดประตูเข้าไป ทรงทอดพระเนตรตั้งแต่พระเศียรจนถึงพระบาทก็มิได้อิ่มเลย จึงลูบไล้พระวรกายด้วยสุคนธชาติ สวมกุสุมมาลัยและจารึกเป็นปริศนาไว้ที่หลังนางปทุมาสาวใช้ และประดับด้วยมาลัยที่เหลือ พอสว่างพระนางตื่นบรรทม เห็นรูปปริศนาที่หลังของสาวใช้ และมาลัยเครื่องลูบไล้ คิดว่าอมรินทราธิบดีคงเสด็จมาเป็นแน่ จึงนัดแนะกับสาวใช้ให้คอยกำหนดจับให้ได้ ซึ่งพระโพธิสัตว์ได้กระทำเหมือนในวันก่อนและออกไปได้ แต่ในวันที่ ๔ พระนางได้กระซิบกับสาวใช้ให้จับไว้ให้ได้ พระนางลุกขึ้นจับที่บั้นเอว พระโพธิสัตว์จึงบอกไปตามความจริงว่า พระองค์เป็นโอรสของพระเจ้าพาราณสีนามว่า สุธนุกุมารหรือ เมื่อพระธิดาได้สดับคำนั้น ก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก ด้วยความรักและบุพเพสันนิวาสทั้งสองจึงได้อภิรมย์รักกันในที่สุด พระธิดาจึงตกลงพระทัยกราบทูลให้พระบิดาและพระมารดาฟังทั้งหมด พระราชานั้นทรงพิโรธยิ่งนัก จึงอยากจะทดลองบุญบารมีและศิลปะการต่อสู้ของพระราชกุมารแห่งพาราณสี จึงให้ประชุมพระราชาน้อยใหญ่ทั้งปวง พระราชาจึงตรัสว่าอยากชมศิลปของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็ทรงแสดงศิลปะการยิงธนูโดยยิงได้ทะลุเป้าทั้งหมด ครั้งนั้นพระเจ้าเศวตราชทรงลุกจากพระที่นั่งแล้วทรงจุมพิตที่ศีรษะพระโพธิสัตว์ และได้ทรงกระทำพิธีวิวาหมงคลให้กับทั้งสองพระองค์ในที่นั้น

                ก็เมื่อกาลผ่านไป วันหนึ่งพระโพธิสัตว์บรรทมอยู่กับพระชายา เมื่อเวลาใกล้รุ่งทรงระลึกถึงพระมารดา จึงทูลลาพระบิดาและพระมารดาของพระชายาเพื่อไปหาไปพระมารดาของพระองค์พร้อมด้วยพระชายาจิรปภา ซึ่งวันเดียวเท่านั้นก็เดินทางได้ถึง ๗๐๐ โยชน์ เพราะกำลังและความเร็วของม้า ซึ่งความเร็วและลมแดดที่มากนั้นพระมเหสีเห็นทีว่าจะทนไม่ไหว พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นอาการไม่ดี จึงบอกให้ม้าหยุด ม้าบอกว่าหยุดไม่ได้ เพราะดินแดนนี้เป็นเขตของ ฆันตารยักษ์ ซึ่งเดิมทียักษ์นี้ได้บำรุง ท้าวเวสสุวรรณด้วยการตักน้ำถวายถึง ๓ ปี เมื่อครบกำหนดจึงได้ทูลขอพรให้ได้โอกาสรักษาเขตนี้และสามารถจับกินมนุษย์ที่เข้ามาบริเวณได้ จึงสร้างบรรณศาลาอยู่ ณ แห่งนี้ ใครเข้าไปก็จะทำการถาม ๓ ครั้ง หากได้คำตอบก็จะไม่กิน หากไม่ได้คำตอบครบ ๓ ครั้งจึงจับกินเป็นอาหาร พญายักษ์นี้มีน้องสาวชื่อ นางอัญชนวดี โดยยักษ์สร้างปราสาทให้นางอยู่แล้วไปชิงพระธิดาจากเมืองต่างๆ มาเป็นข้ารับใช้ ถึงแม้แต่ นางกเรณุวดีก็ถูกชิงมาอยู่ในที่นั้นด้วย ส่วนตนสร้างปราสาทอยู่ไม่ไกลกันนัก ม้าบอกว่าพระองค์อย่าอยู่ที่นี้เลย แต่พระโพธิสัตว์ซึ่งแลเห็นศาลาแล้ว ถามได้ตรัสถามว่า ยักษ์กินได้ทุกคนหรือ ม้าตอบว่ามิได้ทุกคน พระโพธิสัตว์ตรัสว่า พักที่นี่เถิด หากเดินทางไปต่อพระเทวีต้องสิ้นพระชนม์เป็นแน่ ม้าไม่สามารถทัดทานได้จึงลงมาเข้าไปที่ศาลานั้น พระโพธิสัตว์ก็ได้ให้คำตอบเป็นระยะทุกครั้งที่ถูกยักษ์ถาม คราวนั้นในปัจฉิมยาม พระเทวีตื่นบรรทมทูลขอให้พระโพธิสัตว์บรรทมบ้าง พระองค์จะรักษาเวรยามต่อให้เอง พระเทวีก็ทรงถูกความง่วงครอบงำอย่างหนัก จึงตอบเสียงค่อยลงและหลับไปในที่สุด ครั้งที่สามยักษ์มาถามอีกไม่ได้ยินคำตอบจึงคิดว่าหลับหมดแล้ว จึงส่งเสียงดังถามว่าใคร แล้วผลักประตูเข้าไปยืนอยู่ พระกุมารและพระเทวีตื่นบรรทมต่างตกพระทัย และได้ออกไปสู้กับยักษ์บนอากาศ พระมหาสัตว์จึงตรัสให้ม้าระวังบังเหียนไว้ให้ดีๆ ฝายยักษ์ได้ยินคิดว่าบังเหียนเป็นเหล็ก จึงจับที่บังเหียนอย่างแน่นหนา ฝ่ายม้าแม้พยายามดิ้นรนแต่ก็ไม่หลุดพ้น กลับหมดกำลังลง ขณะนั้นยักษ์จึงขี่ม้าหนีไปส่งให้บริวารของตัวเองรักษาไว้อย่างดี สองกษัตริย์ไม่ได้ยินเสียงของม้า ได้แต่ร้องเรียกหาแต่ก็ไม่พบ พบแต่รอยเลือดจึงคิดว่าม้าถูกจับได้แล้ว พระโพธิสัตว์ทรงปลอบพระเทวี แล้วตั้งสติเล็งเห็นหมู่ไม้เบื้องหน้าเขียวทึบเป็นสีเมฆ อาจจะมีมหาสมุทรอยู่เป็นแน่ จึงเสด็จไปที่นั้น ทำการผูกธงผ้าที่ปลายไม้เพื่อให้สัญญาณแก่พวกพ่อค้าวาณิชที่เดินทะเลจะได้ไปด้วยกัน ครานั้นพ่อค้า ๕๐๐ นาย ได้แล่นเรือมาพร้อมด้วยภัณฑสินค้า เมื่อพบพระโพธิสัตว์จึงถาม และให้อาศัยเรือไปด้วยกัน เมื่อคราวที่ทั้งสองกษัตริย์ขึ้นเรือไปด้วยนั้น เรือได้แล่นไปด้วยกำลังลมแรง ๗ วัน พ่อค้าควบคุมเรือไม่ได้คิดว่าต้องตายแน่นอน ต่างก็อ้อนวอนเทวดาที่ตนนับถือให้ช่วยรักษา ฝ่ายพระโพธิสัตว์กับพระเทวีเห็นเหตุการณ์แล้ว ก็เสวยเนยใสน้ำกรวดจนพอประมาณแล้ว เอาผ้าสาฎกชุบน้ำมันพันกายให้เบา แล้วขึ้นเสากระโดงเรือเอาผ้าผูกสะเอวพระเทวีผูกติดกับแผ่นกระดานอย่างแน่นหนา เมื่อเรือเริ่มจมลง พระโพธิสัตว์เห็นมหาสมุทรแดงฉานเพราะถูกปลาและเต่ากัดกินคนทั้งหลาย เมื่อกำหนดทิศที่เมืองพาราณสีตั้งอยู่ และนึกถึงพระมารดาไว้ในพระทัย แล้วก็กระโดดจากเสากระโดงเรือเลยพวกปลาเต่าไปตกในที่ประมาณอุสภพหนึ่ง แต่ด้วยผลกรรมที่สองกษัตริย์ได้ทำมา แผ่นกระดานกลับแตกเป็นสองเสี่ยง แต่ละคนได้แผ่นกระดานคนละครึ่งลอยไป ถูกกระแสน้ำพัดไป ได้รับทุกขเวทนาอย่างหนักท่ามกลางสมุทร เพราะทำกรรมอะไรจึงได้เสวยทุกข์อย่างนี้ ตอบว่าในอดีตกาลในเมืองพาราณสีนั้น ทั้งสองพระองค์ก็เป็นสามีภรรยากัน วันหนึ่งไปฝั่งแม่น้ำและเล่นน้ำกัน ตอนนั้นมีสามเณรหนุ่มรูปหนึ่งพายเรือเล่นน้ำอยู่ สองสามีภรรยาเห็นเข้าอยากจะแกล้งเล่น จึงตีฟองเกิดระลอกคลื่นใส่เรือสามเณรจนสามเณรจมน้ำ แต่ก็ได้ช่วยขึ้นฝั่งได้ เพราะทำกรรมประมาณนี้จึงได้เสวยทุกข์ใน ๕๐๐ อัตภาพ พระเทวีจิรปภาถูกน้ำพักไปถึงฝั่งอีกด้านหนึ่ง พอข้ามขึ้นได้ ก็ได้เดินไปเพียงพระองค์เดียว ได้คิดถึงพระโพธิสัตว์พลางร้องไห้คร่ำครวญเดินซัดเซพเนจรไป เมื่อพระนางค่อยคลายความโศกลงจึงเอาภูษาชุบน้ำให้ชุ่ม ถอดพระธำมรงค์ผูกที่ชายผ้าเดินไป ทั้งที่ไม่รู้ทิศทางที่เดินไป ๒-๓ วันก็ถึง เมืองอินทปัตถ์ ซึ่งเมืองนี้มี พระเจ้ามหาปนาทปกครองอยู่ เมื่อเข้าไปภายในเมืองแล้วแปลงเพศเป็นหญิงเข็ญใจ ในเมืองนั้นมีเศรษฐีถึงคราวตกยากถือกระเบื้องขอทานเลี้ยงชีพอยู่ พอพระนางถึงบ้านของเขาก็ขออยู่อาศัยด้วย เมื่อได้โอกาสอยู่แล้ว ในวันรุ่งขึ้นจึงถอดพระธำมรงค์วงหนึ่ง ให้แก่ผู้เฒ่านำไปขาย แล้วซื้อทาสทาสีสิ่งของเครื่องใช้และไม้มาสร้างศาลา เมื่อสร้างเสร็จให้เขียนรูปอันวิจิตรไว้ท่ามกลางถนน ๔ แพร่ง

                อันดับแรกนางให้วาดรูปพระราชาทรงม้าเหาะ เปิดประตูห้องทอดพระเนตรจนถึงรูปที่เรือแตก แล้วตั้งทานวัตรบริจาคทานแก่บุคคลที่สัญจรผ่านไปมา เมื่อเลี้ยงดูจนอิ่มหนำแล้วให้ดูรูปจิตรกรรมนั้น จึงตั้งชื่อศาลาว่า ศาลานางอุมมาทยันตี ถวายทานบริจาคทานรอฟังข่าวของพระโพธิสัตว์อยู่ ฝ่ายพระโพธิสัตว์ถูกคลื่นซัดไปกับแผ่นกระดาน ก็ลุถึง ท่าอัญชนวดีตามลำดับ เมื่อขึ้นฝั่งได้ก็คิดถึงพระชายา ครั้งนั้นนางอัญชนวดียักษิณีเรียกนางกเรณุวดีมาบอกว่า ให้ไปท่าน้ำตักน้ำสรงมาให้ นางพร้อมกับขัตติยานีสิบหกนางจึงไปท่าน้ำ ส่วนตนเองก็เดินตามหลังไป พระโพธิสัตว์พอเห็นนางก็จำได้ ในเวลาที่นางอาบน้ำเสร็จกำลังจะกลับไป จึงออกจากดงกล้วยมาเรียกนาง นางจึงมองหาดูเมื่อพบเห็นจึงถามได้ความแล้วจึงร้องไห้ พระกุมารบอกให้นางอย่าบอกใครเป็นอันขาดว่าเห็นพระองค์ นางก็รับปากแล้วกลับเข้าปราสาทไปแต่กลิ่นมนุษย์ได้ติดกายของนางมา จึงถูกคาดคั้นให้บอกเรื่องราว พอได้ฟังว่าพระสุธนูเสด็จมา นางอัญชนวดียักษิณีถึงกับเกิดความรักอยากจะได้พบหน้าใจจะขาด จึงเขียนหนังสือให้นางกเรณุวดีไปพร้อมกำชับว่าหากพระกุมารฉลาด ก็จะเข้าใจความและก็จะเสด็จมา หากไม่รู้จะเป็นภักษา(จับกินเป็นอาหาร)ต่อไป นางกเรณุวดีรับหนังสือส่งให้พระกุมาร พระกุมารเข้าพระทัยจึงตรัสกะนางกเรณุวดีว่าไม่มีอะไรน่ากลัว จึงเขียนรูปตนจับที่พระศอของนางยักษิณี ส่งให้นางกเรณุวดีไป พอนางได้รับก็ดีใจตระเตรียมการต้อนรับอย่างดี ซึ่งพระโพธิสัตว์ก็เสด็จมาหาและได้อภิรมย์สังวาสเป็นสามีภรรยากันในที่สุด

                เมื่อกาลผ่านไป วันหนึ่งพระโพธิสัตว์ก็ระลึกถึงพระมารดายิ่งนัก จึงออกอุบายที่จะไปหา แต่ไม่มีช้างม้าที่เป็นพาหนะจึงถามนางกเรณุวดี นางตอบว่าฆันตารยักษ์มีม้าอยู่ตัวหนึ่ง พระโพธิสัตว์จึงหาอุบายให้นางอัญชนวดีทูลขอม้ากับพระยายักษ์ผู้พี่ชาย นางอัญชนวดีจึงทนรบเร้าจากสามีมิได้จึงส่งนางกเรณุวดีไปขอ นางกเรณุวดีจึงบอกม้ามณีกักขิว่าพระสุธนูมาถึงแล้ว ม้าดีใจมากจึงยินยอมไปกับนาง พอได้พบกันพระสุธนูกับม้าต่างดีใจยิ่งนัก และถามถึงพระเทวีจิรปภา แล้วปรึกษากันว่าจะออกไปตามหานาง จึงปรึกษากับนางกเรณุวดีได้ความว่า จะหลอกมอมเมานางอัญชนวดีในอุทยานแล้วให้เสด็จหนีไป และเมื่อได้ทำอย่างนั้นแล้วก็หนีไปถึงเมืองอินทรปัตถ์

                ในคราวนั้นจึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์เข้าเมืองไป โดยพักม้าไว้ภายนอกพระนคร เที่ยวถามชาวนครว่า พวกสมณพราหมณ์บัณฑิตประชุมกันที่ไหน ได้ความว่าประชุมกันที่ศาลานางอุมมาทยันตี ซึ่งเป็นของนางปริพพาชิกานางหนึ่ง จึงเสด็จไปที่นั้น และได้ทำตามวัตรธรรมเนียมของที่นั้น เมื่อเสวยแล้วได้ทอดพระเนตรรูปเขียนต่างๆในศาลาอันเป็นเรื่องของพระองคืกับพระนางจิรปภามเหสีของพระองค์นั้นเอง  แล้วพระองค์ก็ร้องไห้ แล้วก็หัวเราะออกมา พวกนางสาวใช้เห็นกิริยาอาการเช่นนั้น จึงนำเรื่องไปบอกนางปริพพาชิกา นางจึงรีบมาดูและจำได้ว่าเป็นพระสวามีของพระนางนั้นเอง ก็เข้าไปกราบแทบพระบาทร้องไห้คร่ำครวญนานาประการแล้วก็ได้บอกความจริงและขอบคุณชาวพระนคร แล้วก็ออกเดินทางไปหาพระมารดาของพระโพธิสัตว์ต่อไป ในคราวที่พระมหาสัตว์เสด็จจากไปแล้วคราวนั้น พระมารดามิได้มีความสุขเลย มีแต่ความทุกข์ระทมตลอดเวลา พระโพธิสัตว์มาถึงจึงเข้าไปถวายบังคมแทบบาทมูลของพระมารดาทรงกรรแสง ฝ่ายพระมารดาก็สวมกอดพิไรรำพันว่ามิได้มีความสุขตลอดเวลา ไม่ว่าจะกระทำการใดๆทั้งเดิน ยืน นั่ง บรรทม น้ำตาไหลพรากตลอดเวลาที่พระองค์จากไป

                 บัดนี้พระลูกเจ้ากลับมาแล้วจึงคลายโศกลงได้ และได้อภิเษกในกองในรัตนะแก้วของกรุงพาราณสีเคียงคู่พระนางจิรปภาเทวีมเหสีอย่างสุขยิ่ง กาลต่อมาพระโพธิสัตว์หวนระลึกถึงนางอัญชนวดีและนางกเรณุวดี จึงเสด็จไปลุถึงเมืองฆันตารยักษ์ ตรัสกับฆันตารยักษ์ว่า นางอัญชนวดีนั้นได้เป็นพระชายาของพระองค์แล้วจงมอบนางให้มาเถิด ซึ่งถ้าไม่ให้ก็เป็นการทำผิดศีลธรรมด้วย แล้วจึงอบรมสั่งสอนให้ยักษ์ตั้งอยู่ในศีลธรรมต่อไปว่า หากรักษาศีลจะไปเกิดในพรหมโลก โดยพระโพธิสัตว์ได้ตรัสกะยักษ์ว่า พระยายักษ์ฆันตารยักษ์ท่านนั้นในครั้งก่อนเป็นมนุษย์ แต่เพราะทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต บัดนี้จึงเกิดเป็นยักษ์ ดุร้าย หยาบคายดังนี้ จากนี้ไปขอท่านได้สมาทานสุจริต รักษาศีล ๕ ข้อ มหายักษ์เมื่อได้ฟังธรรมของพระมหาสัตว์ก็เลื่อมใสอย่างยิ่ง พระมหาสัตว์จึงได้ทรมานยักษ์จนหมดพยศ แล้วก็ให้สมาทานศีล ๕ แล้วก็พานางอัญชนวดี และนางกเรณุวดีกลับเมืองพาราณสีเป็นพระมเหสีเคียงคู่โดยให้ดำรงตำแหน่งใหญ่สมพระเกียรติ และได้ไปทำการสักการะแม่ของม้ามณีกักขิพระอาชาคู่พระทัยของพระโพธิสัตว์ด้วย จากนั้นพระองค์ก็ได้เสวยสมบัติครองราชย์กรุงพาราณสีจวบจนสิ้นอายุขัย เมื่อสิ้นอายุขัยพระโพธิสัตว์ได้ไปบังเกิดในพรหมโลกส่วนพระมารดาและพระมเหสีตลอดจนนางสนมบริวารทั้งหลายได้ไปเกิดในสวรรค์กันทุกพระองค์

                 พระศาสดาครั้นนำอดีตนิทานนี้มา ทรงประชุมชาดกว่า

พระเจ้าพรหมทัตคือพระเจ้าสุทโธทนะ พระนางเกศินีเทวีคือพระมหามายาเทวี พระเจ้าเศวตราชคือพระมหาโมคลลัานะ ท้าวสักกะคือพระอนุรุธ พระเจ้ามหาปนาทคือพระสารีบุตร ปทุมคัพภาเทวีคือพระนางปชาบดีโคตมี พระนางจิรปภาเทวีคือพระยางยโสธรา หญิงค่อมสาวใช้ชื่อปทุมาคืออุบลวรรณาเถรี ม้ามณีกักขิคือม้ากัณฐกะ นางอัญชนวดียักษิณีคือจันทเถรี นางกเรณุวดีคือสุนทรีภิกษุณี ฆันตารยักษ์คือกาลาวิรยักษ์ (มาราธิราช) ส่วนสุตธนุราชาคือพระโลกนาถสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเอง ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดกอย่างนี้







Copyright © 2010 All Rights Reserved.