ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




อานิสงส์ของพระพุทธรูป

อานิสงส์ของ “พระพุทธรูป”

                **************************************

ทำไม?ต้องเรียบเรียงคำสอนและเผยแพร่ :

            ก็เนื่องจากว่าในยุคปัจจุบันนี้ พบว่าได้มีการสั่งสอนและเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์อย่างผิดๆหลายๆด้าน  โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับ “พระพุทธรูป” โดยยกโน่นอ้างนี่จับแพะชนแกะมั่วไปหมด แล้วก็อาศัยผ้าเหลืองหลอกลวงชาวบ้านทำมาหากินบนหลังของเขา ซึ่งก็มีผู้ที่หลงผิดหลงเชื่อมากมาย อันเนื่องจากว่าเขาเหล่านั้นไม่รู้ความจริง และยังไม่เข้มแข็งในภูมิปัญญา(มีศรัทธาแต่ขาดปัญญา) และที่สำคัญครูบาอาจารย์ผู้แนะนำสั่งสอนนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นเสนามาร บางท่านยังเป็นพญามารตัวจริงอีกด้วย ทำให้พระพุทธศาสนาต้องมัวหมองและชีวิตของผู้หลงผิดเหล่านั้น ต้องเสื่อมถอยลง ต้องพบกับความทุกข์และความเดือดร้อนทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ซึ่งจะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับว่าทำบาปหนักหรือเบา มากหรือน้อยเท่านั้นเอง แต่ที่ได้บุญหรือไม่บาปนั้นไม่มีเลย!

 

วัฏฏังคุลีราชชาดก

        เรื่อง “วัฏฏังคุลีราชชาดก” กล่าวถึงการสร้างพระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์แดงของ “พระเจ้าปัสเสนทิโกศล”ในสมัยพุทธกาล ว่า

                สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยหมู่ภิกษุเสด็จจาริกไปเพื่อโปรดเวไนยสัตว์ที่มาเข้าข่ายคือพระญาณของพระองค์ตามพุทธกิจของพระองค์ วันหนึ่งพระเจ้าปัสเสนทิโกศลเสด็จไปสู่พระเชตวันมหาวิหาร ไม่เห็นพระศาสดาและภิกษุสงฆ์จึงเกิดความสลดพระทัยว่า ถ้าว่าพระผู้มีพระภาคไม่ประทับอยู่เราจะได้อะไรเป็นตัวแทนของพระองค์เอาไว้กราบไหว้ เมื่อกลับมาจึงดำริว่าจะสร้างพระพุทธปฏิมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับมาแล้วจึงเข้าไปกราบทูลขออนุญาต พระผู้มีพระภาคก็ทรงอนุญาต เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็มาทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จไปชมพระพุทธปฏิมา แล้วทูลถามว่าผู้ได้สร้างพระพุทธปฏิมาจะได้ผลอานิสงส์อย่างไร พระศาสดาจึงตรัสบอกอานิสงส์โดยประการต่างๆ ว่า ผู้ที่ได้สร้างพระพุทธปฏิมา จะเป็นบุรุษก็ตามสตรีก็ตาม สร้างด้วยดินเหนียวหรือศิลาก็ตาม สร้างด้วยโลหะและทองแดงก็ตาม สร้างด้วยไม้และสังกะสีดีบุกก็ตาม สร้างด้วยรัตนะและเงินทองก็ตาม ผู้นั้นจักได้อานิสงส์ล้นพ้นที่จะนับจะประมาณได้ เมื่อพระพุทธปฏิมาประดิษฐานอยู่ในโลกตราบใด โลกก็ชื่อว่าไม่ว่างเปล่าจากพระพุทธเจ้าตราบนั้น พระพุทธปฏิมานี้ได้ชื่อว่ายังพระพุทธศาสนาให้ตั้งมั่นถาวร ผู้ที่ได้สร้างก็จะมีแต่ความสุขเป็นเบื้องหน้า แม้ปรารถนาผลอันใดก็จะสำเร็จสมปรารถนา แม้แต่พระองค์เองครั้งเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์ก็เคยได้ทำพระหัตถ์ของพระพุทธปฏิมาที่หักอยู่ให้บริบูรณ์ขึ้นด้วยดินเหนียว อานิสงส์อันนั้นทำให้ไปเกิดในเทวโลก เมื่อจุติจากเทวโลกแล้วมาเกิดในเมืองมนุษย์มีพระองคุลี(นิ้ว)เป็นอาวุธ ชี้ไปทางข้าศึกศัตรูๆ ก็ล้มเซระเนระนาดไปไม่สามารถจะสู้รบได้ เมื่อตรัสดังนี้แล้วจึงทรงนำเอาอดีตนิทานมาแสดงในเรื่อง “วัฏฏังคุลีราชกุมาร”ผู้มีนิ้วพระหัตถ์อันวิเศษสามารถเอาชนะข้าศึกศัตรูทั้งร้อยเอ็ดราชาได้ด้วยการใช้นิ้วพระหัตถ์ชี้ใส่ข้าศึกเหล่านั้น ดังนี้


วัฏฏังคุลีราชชาดก


            ในอดีตกาล มีพ่อค้าคนหนึ่งชื่อ “กุลภัทรกุมาร” ไดัชักชวนพ่อค้าทั้งหลายเดินทางไปค้าขายยังต่างเมือง ระหว่างทางเขาเห็นพระพุทธปฏิมากรทำด้วยดินเหนียวองค์หนึ่ง ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอาราม ในป่าชัฏ พระพุทธปฏิมากรนั้น มีนิ้วพระหัตถ์หักไปนิ้วหนึ่ง จึงเอาดินเหนียวมาขยำกับน้ำอ้อย ปั้นนิ้วพระหัตถ์พระพุทธปฏิมากรปฏิสังขรณ์ให้เต็มบริบูรณ์ทั้ง ๕ นิ้ว แล้วเอาเงิน ๕ กหาปนะ ให้หญิงทาสีคนหนึ่ง คอยปฏิบัติรักษา พระพุทธปฏิมากรนั้น และให้มูลค่าประทีป เทียน แลมาลา ของหอม สำหรับบูชาพระปฏิมากรนั้นด้วย ครั้นบูชาแล้ว จึงตั้งความปรารถนาด้วยว่า “อานิสงส์ที่ข้าพเจ้าได้ปฏิสังขรณ์นิ้วพระหัตถ์นี้ ขึ้นชื่อว่าข้าศึกศัตรูทั้งปวง อย่าให้มีเฉพาะหน้าข้าพเจ้าเลยอนึ่งขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพระพุทธเจ้าในอนาคตด้วยเถิด”

        นับแต่นั้นมา ข้าศึกศัตรูและสัตว์ร้ายทั้งหลาย แม้แต่งู ตะขาบ และแมลงป่อง เป็นต้น ก็มิได้กล้ำกลายกุลภัทรกุมารเลยแม้แต่น้อย เมื่อตายไปได้เกิดเป็นเทพในสวรรค์ พวกอสูรในเทวโลกก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ พากันหนีห่างไปหมด เมื่อปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี เทพบุตรซึ่งเป็นบริวารพันหนึ่งก็มาเกิดในครรภ์ของภรรยาพวกอำมาตย์ เมื่อประสูติพระกุมารแล้ว ในกาลนั้น สรรพสัตว์ทั้งหลายมีช้าง แลม้า เป็นต้น แม้จะดื้อดึงเพียงใด เมื่อพระราชกุมารยกนิ้วพระหัตถ์ชี้มาในกาลใด สัตว์เหล่านั้นก็ซวนเซล้มลงไป พระราชกุมารจึงได้พระนามว่า “วัฏฏังคุลีราชกุมาร” 

        เมื่อได้ครองราชย์เป็น “พระเจ้าวัฏฏังคุลีราชโพธิ ” ประกอบด้วยเมตตากรุณา ไม่เคยเบียดเบียนชีวิตใดเลย ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม ในกาลนั้นพระยาร้อยเอ็ดทั้งหลายในชมพูทวีปจึงปรึกษากันจักไปชิงราชสมบัติของพระเจ้าวัฏฏังคุลีราช เพราะเห็นว่าพระองค์ไม่ฆ่าสิ่งมีชีวิตใดเลย คงได้เมืองมาโดยง่าย เมื่อยกทัพมาประชิดเมืองของพระเจ้าวัฏฏังคุลีราช พระองค์เพียงชี้นิ้วพระหัตถ์ ใส่พวกพระยาร้อยเอ็ดและเหล่าทหารก็ตกจากยานพาหนะและหกล้มระเนระนาดเกลื่อนไป พระยาร้อยเอ็ดเหล่านั้นจึงสวามิภักดิ์ยอมเป็นประเทศราชของพระโพธิสัตว์โดยดุษฎี

         สมเด็จพระทศพลจึงตรัสพระคาถาว่า บุคคลผู้สร้างพระพุทธรูปนั้น จะได้เป็นพระอินทร์ ๘ ครั้ง จะได้เป็นสมเด็จบรมจักรพรรดิ ๘๐ ชาติหรือ ๑๐๐ ชาติ จะได้เป็นพระราชานับประมาณไม่ได้ ผลแห่งการปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมพระพุทธรูปนั้น ไม่ควรคิดว่ามีค่าเท่าใดเพราะเป็นอจินไตย ประมาณไม่ได้ บุคคลผู้ก่อสร้างพระพุทธรูปด้วยปีติเลื่อมใสแล้วจะเกิดในสวรรค์สิ้นกาลนาน ผู้ปลูกมหาโพธิ์ นรชนผู้บวชตน นรชนผู้สร้างพระปฏิมากร นรชนสามจำพวกนี้ จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล เป็นเที่ยงแท้!

 

                   …………………………………………..

 

            อานิสงส์การจัดสร้างพระพุทธรูป หรือสิ่งพิมพ์อันเกี่ยวกับพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นบุญกุศลมีอานิสงส์มาก ดังนี้


. อกุศลกรรม ใน อดีตชาติ แต่ปางก่อน จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ
. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย คุ้มครอง สรรพภยันตรายสลายไป ปวงภัยไม่มี คนคิดร้ายไม่สำเร็จ
. เจ้ากรรมนายเวร ในอดีตชาติแต่ปางก่อน เมื่อได้รับส่วนบุญไปแล้วก็จะเลิกจองเวรจองกรรม
. เหล่ายักษ์ ผี รากษส งูพิษ เสือร้าย ไม่อาจเป็นภัย อยู่ในที่ใดก็แคล้วคลาดจากภัยจากพวกเหล่านี้
. จิตใจสงบ ราศีผ่องใส สุขภาพแข็งแรง กิจการงานเป็นมงคล รุ่งเรืองก้าวหน้า ผู้คนนับถือ
. มั่นคงในคุณธรรม ความอุดมสมบูรณ์ปรากฏ(เกินความคาดฝัน) ครอบครัวสุขสันต์ วาสนายั่งยืน
. คำกล่าวเป็นสัจจ์ ฟ้าดินปราณี ทวยเทพยินดี มิตรสหายปรีดา หนี้สินจะหมดไป
. คนโง่สิ้นเขลา คนเจ็บหายได้ คนป่วยหายดี ความทุกข์หายเข็ญ สตรีจะได้เกิดเป็นชาย(ในอนาคต)เพื่อบวชบำเพ็ญบุญบารมีที่เพิ่มพูนขึ้นไป
. พ้นจากมวลอกุศล เกิดใหม่มามีบุญเกื้อหนุน มีปัญญาล้ำเลิศ บุญกุศลเรืองรอง
๑๐. สิ่งที่สร้างจะบังเกิดเป็นกุศลจิต แก่ทุกคนที่ได้พบเห็น เป็นเนื้อนาบุญอย่างเอนกอนันต์ทุกชาติของผู้สร้าง ที่เกิดมาจะได้ฟังธรรม จากพระอริยะเจ้า มีปัญญาในธรรมแก่กล้า สามารถได้อภิญญาหก และสำเร็จโพธิญาณได้

 

อานิสงส์การสร้างสมเด็จองค์ปฐม(พระพุทธเจ้าพระองค์แรกเริ่ม)

โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ


หลวงพ่อ :  “ช่างมาถามเกี่ยวกับลักษณะองค์ปฐม อาตมาบอกสร้างแบบพระพุทธรูปธรรมดา แต่ต้องอ้วนหน่อยนะ คือมีเนื้อมากหน่อย ไม่ใช่อ้วนพุงพลุ้ยนะ และก็เวลาลงไปสอนกรรมฐาน เมื่อเสร็จแล้วเขาก็คุยกันเขาก็ถามปัญหา ถามไปถามมา เขาถามถึงพระพุทธเจ้าองค์ปฐมว่า ถ้าจะสร้างจะมีอานิสงส์ยังไง ลุงสองลุง นายบัญชี กับลุงพุฒิ ท่านมายืนอยู่นานแล้ว ท่านไม่มีโอกาสคุย เพราะอาตมาขึ้นไปคุยกับพระซะท่านบอกว่า การสร้างองค์ปฐมนี่ ท่านเปลี่ยนบัญชีใหม่ เอาบัญชีมาให้ดู บอก นี่…บัญชีเล่มนี้ (คือว่าเป็นอีกเล่มหนึ่งจากที่ที่จดธรรมดา) “บัญชีสีทอง” เป็นทองคำล้วนทั้งเล่มเลย ฉันอยากได้บัญชีเอามาขาย ท่านบอก.. ถ้าสร้างองค์ปฐมลงบัญชีเล่มนี้โดยเฉพาะ ก็แสดงว่าคนที่จะสร้างพระพุทธเจ้าองค์ปฐมได้นี่ ต้องเป็นคนมีบุญมาก…หรือไง? แต่ก็ไม่ได้หมายความต้องเงินมากนะ คือว่าโดยมากเราจะนึกไม่ถึงกันใช่ไหม เรานึกกันถึง พระกกุสันโธ พระโกนาคม พระพุทธกัสสป แต่ยังไม่เคยนึกถึงองค์ปฐม ส่วนใหญ่ไปนึกถึง พระศรีอาริย์ ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า ใช่ไหม นี่องค์นี้เป็นองค์แรก ก็คุยกันแล้ว ท่านบอกว่า การสร้างพระพุทธเจ้าองค์ปฐมทำได้ยาก คือว่าเป็นพระพุทธเจ้าต้นพระพุทธเจ้าทั้งหมด ใช่ไหม และการทำบุญเนื่องในการสร้างวิหารก็ดี สถานที่ก็ดี เอาของไปประดับก็ตาม ทีนี้อย่างคนมีเงินน้อย ๆ ใช่ไหม ก็มีสตางค์ไม่มาก เอาสตางค์ ๙ สตางค์ ๑๐ สตางค์ ไปใส่แท่น อย่างนี้ลงบัญชีสีทองหมด
คือไม่หมายความต้องมีเงินมากเสมอไปนะ ที่เขามีน้อยๆ บาทสองบาท ๑๐ สตางค์ ๒๐ สตางค์ พวกนี้เอาไปใส่แท่นอย่างนี้ลงบัญชีทองหมด...
ก็ถามว่า บัญชีสีทองหมายถึงอะไร ท่านบอก มันหมายถึงกลับไม่ได้ เพราะว่าพระพุทธเจ้าทุกองค์ต้องโมทนา หมด”


ผู้ถาม : “หลวงพ่อครับ การหล่อองค์ปฐมด้วยทองคำนี่อานิสงส์จะเหมือนกับหล่อพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน หรือว่าจะแตกต่างกันอย่างไรครับ ถ้าเป็นทองคำเหมือนกัน
หลวงพ่อ : “ก็มีอานิสงส์เหมือนกัน แต่ว่าต่างกันอยู่นิดหนึ่งที่ไปนิพพานเร็ว ไปนิพพานเร็วมาก เพราะเขาเข้า บัญชีสีทอง ไม่ใช่ตัวทอง บัญชีทั้งเล่มเป็นทอง ลงบัญชีเล่มนั้น
”
ผู้ถาม : “หมายถึงเป็นเจ้าภาพหล่อองค์ปฐมนี่หรือครับ

หลวงพ่อ : “ใช่ ๆ ๆ จะทองคำก็ดี จะเป็นเงินก็ตาม…เหมือนกันลงบัญชีเล่มเดียวกัน”

 

อานิสงส์การสร้างพระพุทธรูป

คำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีลิงดำ(พระราชพรหมยาน) วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี
เกี่ยวกับอานิสงส์การสร้างพระพุทธรูป


การสร้างพระพุทธรูปจัดว่าเป็น พุทธบูชา ถ้าในกรรมฐานจัดว่าเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน (การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์) ถ้าตายจากคนไปเกิดเป็นเทวดา มีรัศมีกายสว่างไสวมาก การสร้างพระถวายด้วยอำนาจพุทธบูชา ทำให้มีรัศมีกายมากเป็นคนสวย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

"พุทธะปูชา มะหาเตชะวันโต" แปลว่า "การบูชาพระพุทธเจ้ามีเดชอำนาจมาก"

การสร้างพระพุทธรูปนี่เป็นพุทธบูชาเป็นพุทธานุสสติในกรรมฐาน ๔๐ กอง ท่านบอกว่ากำลังของพุทธานุสสติเป็นเหตุให้เข้าถึงนิพพานได้ง่ายที่สุด ง่ายกว่ากองอื่นก็เห็นจะจริง เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านอยู่ที่นิพพานนี่ และท่านก็เป็นต้นตระกูลของพระนิพพาน ทีนี้เมื่อเราต้องการสร้างพระพุทธรูปให้สวยตามที่เราชอบเห็นแล้วก็ทำให้จิตใจสดชื่น จิตมันก็นึกถึงพระอยู่เสมอ ถ้าจิตนึกถึงพระพุทธรูปองค์นั้นอยู่เสมอก็จัดเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน ถ้าใจเราเกาะพระพุทธเจ้าเป็นปกติ ตายแล้วลงนรกไม่เป็น ฉะนั้นถ้าเราชอบพระแบบไหนปางไหน ก็ให้สร้างอย่างที่เราชอบจิตจะได้เกิดศรัทธา หลวงพ่อปานวัดบางนมโคแนะนำว่าควรหันหน้าพระบูชาไปทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ ไม่ควรหันหน้าพระบูชาไปทางทิศตะวันตก หรือทิศใต้ เพราะจะทำให้สตางค์ไม่เหลือใช้

          ส่วนอานิสงส์การสร้างแท่นพระนั้น ก็มีอานิสงส์เหมือนกับการสร้างพระพุทธรูป คือแท่นพระพุทธรูปเขาบกพร่องอยู่ เราทำให้เต็ม อย่างที่นางวิสาขาหรือพระสิวลีได้เคยทำมาในอดีตชาติ อานิสงส์ไม่ใช่เล็กน้อยนะ อานิสงส์ใหญ่มาก จะเกื้อหนุนให้รวย วาสนาบารมีสูง การสร้างแท่นพระหนุนพระพุทธรูป ซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าให้สูงน่ะ จะทำให้ฐานะของเราดีขึ้น

        ครั้งหนึ่งมีญาติโยมถามหลวงพ่อฤาษีลิงดำเรื่องการชำระหนี้สงฆ์ว่า ถ้าหากนับรวมหลาย ๆ ชาติเราไม่รู้ว่าเคยล่วงเกินของสงฆ์มามากน้อยเท่าไหร่ จะทำอย่างไรจึงจะชำระหนี้สงฆ์ได้หมด หลวงพ่อท่านกำหนดสมาธิจิตถามพระพุทธเจ้า ก็ปรากฏนิมิตเป็นพระพุทธเจ้าลอยมาตอบคำถามท่านว่า "ถ้าจะชำระให้ครบถ้วนเป็นเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ ให้สร้างพระพุทธรูปหน้าตัก ๔ ศอก" พระหน้าตัก ๔ ศอก ถือว่าเป็นพระประธานมาตรฐาน ท่านบอกว่า "พระพุทธรูปนี่ไม่มีใครตีราคาได้ ใช้ในการชำระหนี้สงฆ์ หนี้สงฆ์ที่แล้ว ๆ มา ถือเป็นการหมดกันไป" เมื่อถามว่าการสร้างพระองค์หนึ่งชำระหนี้สงฆ์ได้คนเดียวหรือกี่คน ท่านก็บอกว่า "ถ้าไม่ปิดทองได้คนเดียว ถ้าปิดทองครบถ้วนได้ทั้งคณะ" คำว่า "คณะ" หมายความว่าบุคคลหลายคนก็ได้ ตัดบาปเก่าชำระหนี้สงฆ์เก่า ๆ ได้หมด แต่ถ้าสร้างหนี้ใหม่ต่อก็เป็นหนี้ใหม่เหมือนกันนะ เวลาถวายสังฆทานเพื่ออุทิศให้แก่ผู้ตาย อย่างน้อยควรมีพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง ๕ นิ้วขึ้นไป ผู้ที่อนุโมทนารับบุญรับกุศลจะมีรัศมีกายสว่างมาก เพราะเทวดาหรือพรหมเขาแบ่งฐานะกันตามความสว่างของร่างกาย ไม่ได้ดูที่เครื่องแต่งตัว ถ้ามีผ้าจีวรด้วย ผู้อนุโมทนาจะมีเครื่องประดับสวยงามกว่าเดิม ถ้ามีอาหารด้วย ความเป็นทิพย์ของร่างกายจะดีกว่าเก่า

            ที่มา : อานิสงส์การสร้างพระพุทธรูป นำมาจากหนังสือ "หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๑" โดยพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม (ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี จัดทำโดย เจ้าหน้าที่ธัมมวิโมกข์

 

 

                        เพิ่มเติม

 

๑.) หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ :

สร้างพระ ๑ องค์ ได้อานิสงส์ ๕ กัป ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ สร้างด้วยอะไรก็ตาม หมายความว่าบุญกุศลจะตามหนุนส่งท่านไปทุกภพทุกชาตินานถึง ๕ กัป

๒.) หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : กล่าวว่า"การสร้างสมเด็จองค์ปฐมทำได้ยาก คือ ว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต้นพระพุทธเจ้าทั้งหมด การสร้างองค์ปฐมนี้ ท่านเปลี่ยนบัญชีใหม่ โดยใช้บัญชีสีทอง เป็นทองคำล้วนทั้งเล่ม จดบันทึก(เป็นอีกเล่มหนึ่งจากที่จดธรรมดา) ก็แสดงว่า คนที่จะสร้างพระพุทธเจ้าองค์ปฐมได้นี้ ต้องเป็นคนมีบุญมาก และไปนิพพานได้เร็วมาก" เพราะบัญชีสีทอง หลวงพ่อฯบอกว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องโมทนาหมด”

) หลวงพ่อขอมวัดไผ่โรงวัว : ผู้ใดสร้างรูปพระพุทธเจ้า จะเป็นองค์เล็กเท่าต้นคาก็ดี ใหญ่กว่าต้นคาก็ดี ผู้นั้นจะได้เป็นพรหม เป็นพระอินทร์ หมื่นชาติแสนชาติ ถ้าเป็นมนุษย์ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหมื่นชาติ แสนชาติ จะไม่เป็นผู้ตกต่ำเลย ตราบจนกว่าเข้าสู่นิพพาน

๔.) หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา : การสร้างพระ เปรียบได้กับธนาคารบุญ ซึ่งจะเกิดบุญกุศลกับผู้ที่มีส่วนในการสร้าง โดยบุญกุศลนั้น จะเกิดขึ้นทุกครั้ง ที่มีผู้มากราบไหว้ สักการะบูชา เท่ากับจำนวนคน และจำนวนครั้ง

๕.) หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม : การที่ผู้สร้างพระพุทธรูปได้เกิดศรัทธา จนถึงสละเงินออกมาสร้างพระพุทธรูปได้ และออกมาทำทาน ในงานฉลองพระพุทธรูปได้ ชื่อว่าเป็นผู้มี "ความเห็นตรง เห็นถูกแท้" เพราะเป็นบุญของตนเอง ไม่ใช่บุญของใครเลย ผู้สร้างพระพุทธรูป ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ชื่อว่า เป็นผู้ได้เตรียมตัวก่อนตาย

๖.) หลวงปู่เณรคำ : อานิสงส์จากการสร้างพระพุทธรูปนี้ จิตใจของมนุษยชนทั้งหลายจะเข้าถึงพระธรรมคำสอนขององค์พระศาสดามากยิ่งขึ้น จะส่งผลให้ทุกท่านมีใจอันผ่องแผ้ว มีกุศลถึงพร้อม บารมีจากการสร้างย่อมประจักษ์เด่นชัดอย่างมหาศาลทั้งในโลกนี้ และโลกหน้าอันเป็นสุคติภูมิ จักถึงซึ่งพระนิพพานในอนาคตกาล และหากยังไม่ถึงพระนิพพาน ก็จักไปเกิดในภพภูมิที่ดี หรือเกิดเป็นมนุษย์ในตระกูลสัมมาทิฐิ ที่เจริญใน อายุ วรรณะ สุขะ พละ และเจริญในลาภ ยศ สุข สรรเสริญทุกชาติไป

 

๗.) หลวงปู่โลกอุดร : พระพุทธองค์สมัยที่ยังบำเพ็ญบารมีพระโพธิสัตว์อยู่ ก็ยังกราบไหว้สักการะบูชา และทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปด้วยพระองค์เองเลย

 

                                ฯลฯ

 

เทวรุกขกุมารชาดก

 

                        พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภทานบารมีของพระองค์ ตรัสคำนี้ว่า อิมินา จ ปน ภนฺเต ดังนี้ ความมีอยู่ว่า ครั้งนั้น บุรุษคนหนึ่งออกจากบ้าน ถือเอาดอกไม้ธงและอาหารเช้าไปสู่พระเชตวัน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนอยู่ที่ควรข้างหนึ่ง บูชาพระธรรมด้วยดอกไม้ธงและอาหาร ขณะนั้น ดอกไม้ธงและอาหารแตกกระจายออกไปตั้งพัน เกิดขึ้นเพื่อบูชาพระธรรมตรงพระพักตร์ของพระศาสดา ด้วยเดชและด้วยกำลังแห่งการบูชา บุรุษนั้นเห็นอัศจรรย์แล้วเกิดโสมนัส สรรพรัตนะปรากฎขึ้นแล้วในบ้านของตน จึงถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจนตลอดชีวิต ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรม พรรณนาอยู่ว่า ชื่อว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทรงไว้ซึ่งกำลังคุณมากมาย สัตว์ทั้งหลายมีเทวดามนุษย์ คนธรรพ์ ครุฑ นาค กินนร เทวดา และพรหม เป็นต้น ทำการบูชารัตนตรัยด้วยกำลังศรัทธา สมบัติทั้งหลายได้ปรากฏเห็นประจักษ์อย่างนี้ สัมปรายภพเป็นอย่างไร

                ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสดับด้วยทิพยโสต แล้วเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ จึงตรัสว่า ชื่อว่าทานอันบุคคลให้แล้วด้วยศรัทธาจิต ผลอันอุกฤษฏ์ย่อมปรากฏในปัจจุบันทีเดียว ผลทานเป็นของอัศจรรย์ นักปราชญ์แต่ปางก่อน ได้บูชาพระพุทธรูปซึ่งมีญาณยังไม่แก่กล้า ย่อมได้สมบัติในปัจจุบัน ด้วยกำลังแห่งผลบูชา ดังนี้แล้ว ทรงนิ่งไป อันพระภิกษุทั้งหลายทูลขอ จึงทรงนำอดีตนิทานแสดงว่า

                ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอดีตการ มีพระราชาองค์หนึ่ง ครองราชสมบัติอยู่ในปุรินทนคร คราวนั้น พระโพธิสัตว์ได้เกิดในตระกูลคนเข็ญใจ ชื่อว่า “เทวรุกขกุมาร” วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ ลุกขึ้นแต่เช้า เกี่ยวหญ้าและหาฟืนมาขาย ได้ทรัพย์มาเลี้ยงชีพ พระโพธิสัตว์นั้น รักษาปัญจศีลสมาทานอุโบสถ วันต่อมาเข้าไปสู่ป่า ได้เห็นต้นรังส่งรัศมีประหนึ่งแสงสุริโยทัย พระโพธิสัตว์นึกไปว่า ไม้รังต้นนี้สวยงาม ชะรอยอะไรจะมีในที่นี้ จึงเดินเข้าไปใต้ต้นรังนั้น มองดูที่นั้น ได้เห็นพระพุทธรูปแล้วจึงพนมหัตถ์ขึ้นกลางอกแล้วไหว้พระพุทธรูป กล่าวว่า ข้าแต่พระโลกนาถผู้เจริญ ผู้เป็นที่พึ่งและกรุณาของโลก ก็แล ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นำดอกไม้ทั้งหลายมาบูชาพระพุทธรูป ฉีกผ้าห่มของตนออกทำเป็นวิชนี ปัดกวาดภายใต้ต้นรัง ฉีกผ้าซึ่งไม่มีค่าของตนออกทำเป็นแผ่นธงบูชาพระพุทธรูปไหว้โดยเคารพ ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ทำความปรารถนาว่า ด้วยบุญกรรมอันนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดกว่าสรรพสัตว์ ในกาลเบื้องหน้า ก็ถ้าเมื่อยังเที่ยวอยู่ในสงสารวัฏ พึงไปเกิดในอุดมตระกูล บริบูรณ์ด้วยกำลัง รูปงาม มีปัญญา ประเสริฐสุดกว่าเหล่ามนุษย์ พวกปัจจามิตรมีโจร เป็นต้น อย่าได้มีมาเฉพาะหน้าของข้าพเจ้า ขอให้ข้าล่วงพ้นเวรภัยทั้งมวลเป็นบรมสุข

                คราวนั้น มีหญิงหม้ายคนจนผู้หนึ่ง รักษาศีลห้า มีอาชีพเกี่ยวหญ้าหาฟืนขายเลี้ยงมารดา ในเวลาต่อมาหญิงนั้นกลับจากป่าเดินมาพบพระพุทธรูปใต้ต้นรังต้นนั้น ได้เข้าไปนมัสการฉีกผ้าโพกศีรษะตรงกลางออก บูชาพระพุทธรูปท่อนหนึ่ง ตั้งความปรารถนาว่า ด้วยการบูชาด้วยผ้านี้ ขอให้ข้าพเจ้าพึงไปเกิดเป็นหญิงมีรูปทรงผิวพรรณงาม ดังเทพกัญญา จงได้เป็นอัครชายาของชายคนนั้น ขออย่าให้ข้าเป็นคนเข็ญใจ นับได้แสนแห่งชาติ ขอให้ไปเกิดในสกุลพราหมณ์หรือกษัตริย์เป็นใหญ่กว่านรชนทั้งมวล อันมนุษย์และเทพยดาทั้งหลายบูชาแล้ว ผ้าอาภรณ์พึงให้เกิดมีร่ำไป กว่าข้าพเจ้าจะได้ถึงพระนิพพาน ดังนี้แล้ว ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ลุกออกจากอาสนะมานั่งอยู่ในที่นั้นนั่นเอง ลำดับนั้น ด้วยเดชแห่งบุญแห่งชนทั้งสองที่ได้ทำไว้แล้วในปางก่อน และด้วยอานุภาพกุศลที่ชนทั้งสองได้สร้างในปัจจุบัน ชนทั้งสองก็ได้เป็นสามีภรรยากัน ตามปรารถนา พระศาสดาทรงหมายเอาเรื่องนี้ จึงตรัสสอนพุทธบริษัทสี่อย่างนี้ว่า ชนเหล่าใด แม้จะเป็นเด็กหนุ่มสาว สูงอายุ คนพาล บัณฑิต ผู้มั่งมีหรือยากจนทั้งมวล ย่อมมีความตายเป็นไปในเบื้องหน้า ชนทั้งปวงนั้น สมาทานศีลห้า รักษาไม่ให้ขาด เว้นจากปาณาติบาต งดเว้นสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ทุกวันข้างขึ้น ข้างแรม สิบห้าค่ำ แปดค่ำ สิบสี่ค่ำ ชนเหล่าใด ทำพุทธบูชา ชนเหล่านั้น ย่อมยินดีในเทวโลก ชนเหล่าใด ถวายผ้าทำเพดานพระพุทธเจดีย์ เป็นต้น ชนเหล่านั้น ย่อมจะได้รื่นรมย์ในเทววิมาน ด้วยผลแห่งบุญที่บำเพ็ญแล้วนั้น ชนเหล่าใด ได้ทำเพ็ญทศทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ระเบียบดอกไม้ ของหอม เครื่องยานพาหนะ ที่นั่ง ที่นอน ประทีป สิบอย่างนี้หรือบริจาคแต่อย่างหนึ่งก็ดี ชนเหล่านั้น ครั้นทำลายขันธ์แล้ว จะได้ไปรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก จะได้เป็นพระอินทร์เจ็ดชาติ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชและประเทศราชถึงพันชาติ จะไม่เกิดในอบายภูมิสี่ จะเกิดในมนุษยโลก จะไม่เกิดในตระกูลต่ำเป็นทาสทาสี เป็นต้น ย่อมจะเกิดในตระกูลกษัตริย์และพราหมณ์ ด้วยอำนาจแห่งผลบุญนั้น ถ้าสัตว์เดียรัจฉานปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าไซร้ เมื่อได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้ว จะบริบูรณ์ด้วยลักษณ์ ๓๒ ประการ ประกอบด้วยวิสารทญาณเฉียบแหลม ถ้าบุญนั้นบกพร่องไป จะได้ผลติดต่อก่อขึ้นใหม่ในปัจจุบัน บุญเก่านั้นยังไม่สิ้นไปตราบใด อันตรายจักวินาศไปตราบนั้น โรค ๙๖ ชนิดภายในมีวัณโรค เป็นต้น จักพินาศไป ภัย ๑๐๘ ชนิดมีราชภัย เป็นต้น จักไม่มีมาพ้องพาน จะเป็นอิสรภาพทั่วทุกสถาน ชนทั้งหลาย อันมนุษย์และเทพยดาจะบูชาเป็นนิตย์ จะมีความสุขสบายจิตทุกๆ อิริยาบถ ด้วยผลแห่งบุญนั้น

 

จันทเสนชาดก

พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภเนกขัมมานิสงส์ ตรัสเทศนาชาดกนี้ว่า ปญฺจกามคุรํ ชหนฺติ ดังนี้ ความมีอยู่ว่า วันหนึ่ง พระศาสดา ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ร่างกายของสรรพสัตว์ทั้งหลายนี้ เป็นของไม่มีแก่นสาร เปรียบปานว่าต้นละหุ่ง เปรียบดังว่าต้นกล้วย อุปมาดุจฟองน้ำ และอุปมาเช่นกับสายฟ้าแลบ อนึ่ง ชนเหล่าใด ย่อมสร้างพระพุทธ ปลูกต้นมหาโพธิ์ ก่อพระเจดีย์ สร้างพระวิหาร สร้างสะพานเป็นต้น ชนเหล่านั้น ครั้นทำลายขันธ์จากโลกนี้ ย่อมขึ้นไปบังเกิดในเทวโลก ดังนี้ ก็แล ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ทรงดุษณีภาพอยู่ อันภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล

     มีพระราชาองค์หนึ่งทรงพระนามว่าพรหมทัต เสวยสิริราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี พระราชานั้นประกอบด้วยศรัทธา ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถวายทาน ทรงประกาศแนะนำมหาชนชาวพระนครให้บริจาคทาน ให้กระทำปฏิสังขรณ์พระอารามอันชำรุดคร่ำคร่า ให้ทำบุญกิริยาวัตถุ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ บังเกิดในตระกูลคนเข็ญใจ เป็นคนกำพร้า เที่ยวเก็บฟืนและผักในป่ามาขายเลี้ยงชีวิตกับด้วยภรรยา ในสมัยหนึ่ง ทุคคตบุรุษโพธิสัตว์นั้นเข้าไปสู่ป่ากับภรรยาเพื่อจะเก็บฟืนและผักมาขายในตลาดเลี้ยงชีวิตของตน วันหนึ่งทุคคตบุรุษนั้นได้เห็นพระพุทธรูปในวิหารอันคร่ำคร่าหลังหนึ่ง ซึ่งมีพระเศียรพระกรรณและพระบาทหักทำลาย เพราะฝนตกเซาะ จึงปรึกษากับภรรยาว่าควรเอาดินเหนียวมาขยำทำการปฏิสังขรณ์พระพุทธรูป พระพุทธรูปที่ชำรุดหักพังนั้น ก็กลับบริบูรณ์เป็นปรกติดี ครั้นเวลาเย็น ยุคคตบุรุษนั้นกลับมาเคหสถาน พูดกะภรรยาว่า เราปรารถนาจะปิดทองพระพุทธรูป ทำไฉน จักได้ปิดทอง ภริยาจึงพูดกะสามีว่า ท่านจงพาตัวข้าพเจ้าไปขายในเรือนผู้มั่งคั่ง แล้วถือทรัพย์จากเรือนนั้นมาซื้อทองปิดพระพุทธรูปตามความปรารถนาเถิด พระโพธิสัตว์ พาภรรยาไปยังสำนักของผู้มั่งคั่ง ขายภรรยา แล้วรับเอาเงินมาซื้อทองคำเปลวปิดพระพุทธปฏิมากร ก็แล ครั้งทั้งสองปิดทองเสร็จแล้ว มีจิตโสมนัส ตั้งความปรารถนาว่า จักเป็นพระพุทธสัพพัญญูในอนาคตกาลภายหน้า ส่วนภรรยาตั้งความปรารถนาว่า ขอรัศมีทั้งหลายจงปรากฎ ขอให้ข้าพเจ้ามีสีกายอันงามดุจสีทองคำธรรมชาติ สว่างไปในทิศทั้งปวง ครั้นกาลต่อมา ภรรยาของพระโพธิสัตว์ก็พ้นจากความเป็นทาสี ผัวเมียทั้งสอง ก็มีจิตยินดีในการกุศล ระลึกถึงบุญที่ตนได้กระทำกุศลวัตรตราบเท่าอายุกาล เมื่อพระโพธิสัตว์มีอายุถึงปริโยสานที่สุด ก็มีเทพบุตรนำเอารถมาจากเทวโลกลอยอยู่ในอากาศ แล้วร้องเชิญว่า ข้าแต่มหาบุรุษ ท่านจงมาเถิด มาขึ้นรถไปสู่เทวโลกของเราทั้งหลาย พระโพธิสัตว์จึงถามเทพบุตรทั้งหลายว่า ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่มีสมภารอันก่อสร้างแล่้ว ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นไหน ครั้นเทพบุตรเหล่านั้นบอกว่า ในดุสิตเทวพิภพ จึงกล่าวว่า ถ้ากระนั้น ท่านทั้งหลายจงนำเราไปในพิภพดุสิตนั้น พระมหาบุรุษ ประหนึ่งว่าขึ้นสู่รถหลับแล้วและตื่นขึ้น ไปเกิดในวิมานทองอันสูงได้ ๑๒ โยชน์ เกลื่อนกล่นไปด้วยนางเทพอัปสรเป็นยศบริวาร อันมีในดุสิตเทวสถาน

     จุติจากดุสิตเทวพิภพนั้นแล้ว ถือเอาปฏิสนธิในครรภ์อัครมเหสีแห่งพระเจ้าพรหมทัต พระมารดานั้น ครั้นถ้วนทศมาส ก็ประสูติพระโอรส ในวันที่พระโพธิสัตว์นั้นประสูติห่าฝนแก้ว ๗ ประการ ก็ตกลงที่ลานพระหลวง ประดุจดังมหาเมฆ และประดุจดวงพระจันทร์และพระอาทิตย์ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ในวันถวายพระนามโพธิสัตว์นั้น พระประยูรญาติ จึงถวายพระนามว่าจันทเสนกุมาร พระโพธิสัตว์นั้นเจริญวัย มีพระชนม์ได้ ๑๖ ปี ทรงมีพระลักษณะงดงาม พระเจ้าพาราณสี ทอดพระเนตรเห็นรูปสมบัติของพระโพธิสัตว์ปิโยรสของพระองค์ ปรารถนาจะอภิเษกพระโอรสในสิริราชสมบัติ จึงส่งอำมาตย์ทั้งหลายว่า พระยาทั้งร้อยเอ็ดพระนครจงประดับตกแต่งธิดาของตนๆ ส่งมา พระยาทั้งร้อยเอ็ด ได้ทราบราชสาส์นของพระเจ้าพรหมทัตนั้น ต่างก็ประดับตกแต่งธิดาของตนๆ ส่งไปยังสำนักของพระเจ้าเมืองพาราณสี เมื่อพระจันทเสนราชกุมารโพธิสัตว์ ตรวจดูซึ่งพระธิดาของพระยาร้อยเอ็ด มิได้เป็นที่พอพระทัยของกุมารนั้นแม้แต่สักองค์หนึ่ง จึงถวายบังคมลาพระราชบิดามารดาเที่ยวเลือกหาภรรยาด้วยพระองค์เอง แล้วออกจากพระนครพาราณสีไป ก็ลุถึงเมืองอัมพังคนคร พระเจ้าอัมพังคราช ครองราชย์ในอัมพังคนคร ทรงมีธิดาองค์หนึ่งนามว่าอุบลวาเทวี นางมีพระรูปลักษณะอันอุดม เปรียบดังนางเทพอัปสร ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่นางได้ปิดทองพระพุทธปฏิมากร และปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปในศาสนาพระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หญิงที่พระรูปเช่นกับพระนางนั้นไม่มี รัศมีกายของนางนั้นโอภาสสว่างไป ครั้งพระนางมีพระชนม์ได้ ๑๖ ปี พระราชบิดาก็ให้สร้างปราสาท ๗ ชั้นแล้วให้พระราชธิดาของพระองค์ขึ้นอยู่เบื้องบนปราสาท อยู่มาวันหนึ่ง นางอุบลวาราชกุมารี บรรทมอยู่บนพระที่สิริไสยาสน์ ถูกอำนาจกิเลสทำให้เร่าร้อน ครั้นเวลากึ่งราตรี เสด็จลุกขึ้นทรงพระกันแสงร่ำไห้ แล้วกลับบรรทมอีก พระเจ้าอัมพังคราช ได้ทรงสดับดังนั้น จึงทรงดำริว่า ธิดาของเราร้องไห้ ชะรอยจะเป็นเพราะประสงค์จะมีสามี จึงมีรับสั่งให้เหล่าอำมาตย์ไปป่าวร้องพระยาร้อยเอ็ดพระนครว่า ถ้าผู้ใดเป็นผู้มีกำลังมาก สามารถมีศิลปศาสตร์ได้ฝึกหัดแล้ว ผู้นั้น จงถือเอาธนูไปยิงรูปนกยูงยนต์ รูปนกยูงยนต์ประกอบด้วยจักรและยนต์ ตกลงมา พระเจ้าอัมพังคราชจะยกพระราชธิดาให้แก่ผู้นั้น ผู้นั้นจตงพาพระธิดานั้นตามความปรารถนา หลีกไป พระโพธิสัตว์จันทเสนกุมารนั้น ได้ฟังดังนั้น ถือธนูเข้าไปเฝ้าพระราชา ถวายบังคมพระเจ้าอัมพังคราช ขึ้นธนูดีดสาย เสียงสายธนู บรรลือลั่นทั่วทั้งพระนคร พระจันทเสนกุมารโพธิสัตว์นั้น ยิงรูปนกยูงยนต์กับทั้งจักรไป รูปนกยูงยนต์กับทั้งจักรก็ตกลงแล้วแล พระเจ้าอัมพังคราช ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น มีพระหฤทัยโสมนัส จึงสวมกอดจันทเสนราชกุมารโพะสัตว์แล้วจุมพิตเศียรเกล้า ตรัสว่า ท่านจงเป็นบุตรเราเถิด บุรุษผู้ใดผู้หนึ่งที่จะประเสริฐเสมอด้วยท่านนี้มิได้มี ธิดาของเราสมควรแก่ท่านผู้เดียว เราจักกระทำการอภิเษกยกธิดาของเราให้แก่ท่าน ดังนี้ พระราชาทรงกระทำมังคลาภิเษก พระราชทานพระธิดาแก่จันทเสนกุมาร พระโพธิสัตว์จันทเสนกุมาร ขึ้นอยู่บนปราสาท ๗ ชั้น เสวยสิริสมบัติเป็นมหัศจรรย์กับด้วยนางอุบลวาราชธิดา ดุจสมเด็จอัมรินทราเสด็จอยู่ในท่ามกลางเทพบริษัทมีนางสุชาดาเทพรัตนกัญญาเป็นประธานเสวยทิพยโภชนาหาร ฉะนั้น พระโพธิสัตว์จันทเสนกุมาร ครั้นพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ อันอำมาตย์ทั้งหลายพร้อมใจกันให้ครองสิริราชสมบัติในเมืองพาราณสี ทรงปกครองประชาชนด้วยการยกเลิกราชทัณฑ์ ทรงสงเคราะห์ประชาชนด้วยสังควัตถุ ๔ ประการ ทรงบำเพ็ญทานทุกวัน รักษาอุโบสถศีลในวันปักขอุโบสถ รักษาศีล ๕ อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เสด็จประทับนั่งเหนือสยนอาสน์แล้ว ทรงพระดำริว่า บัดนี้ ชาติธรรม ชราธรรม พยาธิธรรม มาถึงแล้ว มรณธรรมก็จักมาถึงเรา ดังเรามีความสลด ราชสมบัติอันมากมาย ที่จะตามบุคคลผู้ไปยังปรโลกมิได้มี โดยที่สุดแม้แต่ร่างกายของตน สัตว์โลกก็จำต้องจะทิ้งไว้ จะพาไปก็มิได้ ก็จำต้องละสิ่งของทั้งปวงไปเป็นธรรมดา ประโยชน์อะไรของเรา ด้วยการอยู่ครองราชสมบัติ เราจะบวช ดังนี้แล้ว จึงทรงมอบราชสมบัติให้แก่พระอัครมเหสีของพระองค์แล้ว ละกามคุณ ๕ ถวายบังคมลาพระชนนีเข้าไปสู่หิมวันตประเทศ ถือบรรพาเพศเป็นดาบส อยู่ในหิมวันตประเทศ เจริญพรหมวิหาร ๔ ได้ญานสมาบัติแล้ว ครั้นสิ้นชีพทำลายขันธ์ ได้เข้าถึงพรหมโลก







Copyright © 2010 All Rights Reserved.