ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




ตำนาน : สงคราม๙ ทัพ

ตำนาน : สงคราม๙ ทัพ

สุดยอดวีรกรรมของกษัตริย์ และบรรพบุรุษของไทยแห่งราชอาณาจักรสยาม

 

                        ******************************

            “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช”(ทองด้วง) พระองค์ผู้เป็น “รัชกาลที่๑” ผู้ซึ่งก่อตั้งและสถาปนา “กรุงรัตนโกสินทร์”(กรุงแห่งพระแก้วมรกต หรือกรุงแห่งพระแก้วของพระอินทร์หรือท้าวสักกะเทวราช)หรือ “กรุงเทพฯ”ของเรานี้ เป็นปฐมกษัตริย์แห่ง “ราชวงศ์จักรี” ซึ่งพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนบรรพบุรุษชาวไทยของเราแห่งราชอาณาจักรสยาม ได้ทุ่มเทชีวิตและเลือดเนื้อ เพื่อก่อตั้งบ้านเมืองให้ลูกหลานไทยได้มีแผ่นดินอยู่อาศัย ทำมาหากินและดำรงเผ่าพันธุ์อย่างมีเอกราชและมีศักดิ์ศรี และตั้งใจให้ลูกหลานเป็นคนดีมีความสุข ดังพระปณิธานของพระองค์ท่านที่โด่งดัง ลือลั่นและปรากฏสืบทอดสู่กันมาจนถึงทุกวันนี้ ว่า

            “...ตั้งใจจะอุปถัมภก

        ยอยกพระพุทธศาสนา

        จะป้องกันขอบขันฑสีมา

        จะรักษาประชาชนและมนตรี...”

    ที่มา :  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

 

            จากพระปณิธาน และวีรกรรมของพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ และบรรพบุรุษของไทยในสมัยของพระองค์นั้น มีมากมายและยิ่งใหญ่หลายเรื่อง และนี่คือเรื่องหนึ่งที่ลูกหลานไทยจดจำและระลึกถึงตลอดจนเชิดชูและสดุดีด้วยสำนึกกตัญญูและจงรักภักดีมาจนถึงทุกวันนี้

ตำนานสงคราม๙ ทัพ และสมรภูมิทุ่งลาดหญ้า

           “สงคราม ๙ ทัพ” เป็นชัยชนะของการทำสงครามครั้งยิ่งใหญ่ของ “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช”  หรือ “รัชกาลที่๑” แห่ง “ราชวงศ์จักรี” ที่พระองค์ได้กระทำเพื่อป้องกันการรุกรานจาก “พระเจ้าปดุง”กษัตริย์พม่า ในปี พ.ศ.๒๓๒๘(ซึ่งกรุงรัตนโกสินทร์หรือกรุงเทพฯ พึ่งจะก่อตั้งยังไม่ครบ๓ ปี และกำลังมีการเฉลิมฉลองสมโภชพระนครอยู่) ผลของการสงครามครั้งนี้ได้ให้บทเรียนเรื่องยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ที่ใช้กำลังน้อยต่อสู้กับข้าศึกที่มีกำลังมากกว่า และยังทรงใช้หลักการสงครามอย่างชาญฉลาด ที่สามารถใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ โดยใช้ท่อนไม้แทนกระสุนปืนใหญ่ ชัยชนะของฝ่ายไทยในการทำสงครามครั้งนี้ เป็นชัยชนะที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากไทยพ่ายแพ้จะต้องสูญเสียเอกราช แผ่นดินไทยจะถูกผนวกเป็นอาณาเขตของพม่า อาจถูกกลืนชาติเผ่าพันธุ์ เหมือนที่พม่าทำกับมอญมาแล้วในอดีต และในเวลาต่อมา เมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งไทยก็ย่อมถูกพ่วงเป็นอาณานิคมไปด้วย

       สงคราม ๙ ทัพ จึงเป็นการทำสงครามเพื่อรักษาเอกราชของชาติไทยโดยแท้ และสมรภูมิแห่งประวัติศาสตร์ที่โลกจะต้องจารึกใน “ศึกสงคราม ๙ ทัพ” และคนไทยทุกยุคทุกสมัยควรจะต้องรู้จักและจดจำ เพื่อสำนึกรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบรมวงศานุวงศ์ และบรรพบุรุษของเราในอดีต อีกทั้งเพื่อสำนึกในความรักชาติรักแผ่นดินตลอดไป คือสมรภูมิแห่งทุ่งลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี

       “ทุ่งลาดหญ้า” เป็นที่ราบอยู่ระหว่างแม่น้ำแควใหญ่กับลำน้ำตะเพินไหลมาบรรจบกัน ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีขึ้นไปทางเหนือประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ณ ที่นั้น คือสมรภูมิแห่งการสงครามปกป้องรักษาเอกราชของชาติ

       “สงคราม ๙ ทัพ” ณ สมรภูมิลาดหญ้านี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไว้ในหนังสือเรื่อง ไทยรบพม่า สรุปความได้ว่า

       เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๔ “ตะแคงปดุง”หรือ “พระเจ้าปดุง” ราชบุตรคนที่ ๔ ของ “พระเจ้าอลองพญา”แห่งพม่า ชิงราชสมบัติและสำเร็จโทษ “มังหม่อง”ซึ่งชิงราชสมบัติจาก “พระเจ้าจิงกูจา” และครองราชย์สมบัติอยู่ได้เพียง ๑๑ วัน พระเจ้าปดุงได้ราชสมบัติแล้วต้องปราบปรามจราจลภายในบ้านเมืองอยู่หลายปี จนต่อมารบตี “ประเทศมณีปุระ”ทางเหนือ และ “ประเทศยะไข่” ทางตะวันตกได้ จึงคิดจะยกมาตีเมืองไทย ให้เป็นเกียรติยศเป็นมหาราช

ถึงปีมะเส็ง พ.ศ.๒๓๒๘(กรุงรัตนโกสินทร์ หรือกรุงเทพฯพึ่งจะก่อตั้งและสถาปนาได้เพียง๓ ปี) ดังนั้นพระเจ้าปดุงจึงเกณฑ์กองทัพทั้งเมืองหลวงและหัวเมืองขึ้นต่างๆ รวมจำนวนพลถึง ๑๔๔,๐๐๐ จัดกระบวนทัพเป็น ๙ ทัพ ตั้งทัพบกทัพเรือเข้ามาตีไทย พม่ายกเข้ามาหลายทิศทาง หวังให้ทลายลงอย่างราบคาบก่อนที่จะเจริญรุ่งเรืองและเติบใหญ่เป็นภัยต่อพม่าได้ ซึ่งถือว่าเป็นการระดมทัพใหญ่ มีกำลังพลมากที่สุดและบุกพร้อมกันหลายทิศทางเท่าที่ราชอาณาจักรสยามหรือไทยเราได้ผจญมาในอดีต

ทัพที่ ๑ เข้ามาทางปักษ์ใต้ มาตั้งที่เมืองมะริด ตีเมืองชุมพร สงขลา ตะกั่วป่า ลงไปจนถึงถลาง

ทัพที่ ๒ เข้ามาทางด้านบ้องตี้ ตีหัวเมืองไทยตั้งแต่ ราชบุรี เพชรบุรี ลงไปบรรจบกันที่ที่ชุมพร

ทัพที่ ๓ ยกเข้ามาทางเชียงแสน ตีเมืองลำปาง และหัวเมือง ริมแม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำยม ตั้งแต่สวรรคโลก สุโขทัย ให้มาบรรจบกองทัพหลวงที่กรุงเทพฯ

ทัพที่ ๔ ยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อตีกรุงเทพฯ

ทัพที่ ๕ ๖ ๗ เป็นทัพหน้าเข้ามาตั้งที่เมืองเมาะตะมะ ทัพที่ ๘ เป็นทัพหลวง พระเจ้าปดุงเป็นจอมทัพ ยกลงมาทางเมืองเมาะตะมะ

ทัพที่ ๙ เข้ามาทางด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก ตีหัวเมืองเหนือตั้งแต่ตาก กำแพงเพชร ลงมาบรรจบทัพหลวงที่กรุงเทพฯ

       กองทัพพม่าครั้งนี้ ยกเข้ามาถึง ๕ ทางพร้อมกัน หวังจะทุ่มเทกำลังไพร่พลมหาศาลเข้าตีไทยพร้อมกันหมดทุกทาง มิให้ไทยมีประตูสู้ แต่ยุทธศาสตร์ของพระเจ้าปดุง มีข้อผิดพลาด เพราะยกทัพจำนวนมาก แยกย้ายกันมาเป็นหลายทิศหลายทาง มิได้คิดว่าเป็นการยากที่จะให้เข้ามาถึงพร้อมกัน ทั้งยังมีปัญหาเรื่องการหาและลำเลียงเสบียงอาหารมาเลี้ยงไพร่พลจำนวนมากด้วย

       ในขณะที่พม่ายกทัพเข้ามานั้น หัวเมืองต่างๆ ทั้งกาญจนบุรี และหัวเมืองเหนือ ได้แจ้งข่าวศึกเข้ามายังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงประชุมปรึกษาพระราชวงศ์ เสนาบดี ข้าราชการ เพื่อจะสู้ศึกพม่า กำลังของฝ่ายไทยในขณะนั้นสำรวจพลได้เพียง ๗๐,๐๐๐ เศษ น้อยกว่าข้าศึกถึงเท่าตัว ทรงพิจารณาว่า ถ้าจะแบ่งกำลังไปรับข้าศึกทุกทาง คงจะเสียเปรียบ ควรจะรวมกำลังไปสู้ศึก ณ ทางที่สำคัญก่อน ทางไหนไม่สำคัญปล่อยให้ข้าศึกทำตามชอบใจไปพลางก่อน เมื่อมีชัยชนะในทางสำคัญแล้ว จึงปราบปรามขับไล่ทางอื่น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงจัดกองทัพเป็น ๔ ทัพ

       ทัพที่ ๑ ให้กรมพระราชวังหลัง(ทองอินทร์) ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ยกพล ๑๕,๐๐๐ ไปตั้งขัดตาทัพทางเหนือที่เมืองนครสวรรค์ ป้องกันอย่าให้ทัพพม่าล่วงลงมาถึงกรุงเทพฯได้

       ทัพที่ ๒ จัดพล ๓๐,๐๐๐ เป็นทัพใหญ่กว่าทุกทัพให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(บุญมา)หรือวังหน้า พระอนุชาธิราชเสด็จเป็นแม่ทัพ ยกไปตั้งรับที่เมืองกาญจนบุรี(เก่า) คอยต่อสู้ทัพหลวงของพระเจ้าปดุง ที่จะยกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์

       ทัพที่ ๓ ให้เจ้าพระยาธรรมา (บุญรอด) กับเจ้าพระยายมราช(บุนนาค)ถือพล ๕,๐๐๐ ไปตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรี รักษาทางลำเลียงของกองทัพที่ ๒ และคอยต่อสู้สกัดพม่าที่จะยกมาจากทางใต้หรือทางเมืองทวาย

       ทัพที่ ๔ กองทัพหลวงจัดเตรียมไว้ในกรุงเทพฯ จำนวนพล ๒๐,๐๐๐ เศษ เป็นกองหนุน ถ้าศึกหนักทางไหน จะได้ยกไปช่วยได้ทันท่วงที พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเป็นจอมทัพ

       กองทัพที่ ๔ ของพม่ายกเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ผ่านเมืองไทรโยคเข้ามาทางเมืองท่ากระดาน ตีด่านกรามช้างแตก แล้วยกเข้ามาตั้งที่ทุ่งลาดหญ้า เผชิญกับกองทัพของกรมพระราชวังบวรฯที่ตั้งค่ายรับอยู่

       การยกทัพไปตั้งสกัดข้าศึกถึงชายแดน เป็นยุทธวิธีที่เพิ่งมีขึ้นในรัชกาลที่ ๑ นี้ ทุ่งลาดหญ้าอยู่เชิงเขา เมื่อพม่ามาถึง ได้ต่อสู้กับกองทัพไทย ถูกกองทัพไทยจับทหารได้กองหนึ่ง จัดตั้งค่ายที่เชิงเขา เมื่อเป็นดังนี้ ทัพที่ ๖ ทัพที่ ๗ ของพม่าที่ยกตามมาไม่สามารถเดินหน้าต้องตั้งทัพบนภูเขาต่อเนื่องกันไป จนทัพหลวงของพระเจ้า

ปดุงซึ่งเป็นทัพที่ ๘ ยกเลยด่านเจดีย์สามองค์เข้ามาได้เพียงเล็กน้อย พม่าต้องหาบขนเสบียงข้ามเขาไปเลี้ยงทหารจำนวนมาก ซ้ำยังถูกฝ่ายไทยซุ่มโจมตีตัดการลำเลียงเสบียงด้วย จนทหารพม่าอดอยาก เจ็บป่วยล้มตายลงมาก

       ขณะที่กองทัพกรมพระราชวังบวรฯสู้รบติดพันอยู่กับพม่าที่ทุ่งลาดหญ้านั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงห่วงใยได้เสด็จฯยกทัพหลวงไปถึงทุ่งลาดหญ้า แต่กรมพระราชวังบวรฯได้กราบทูลขอให้เสด็จฯกลับกรุงเทพฯ ด้วยเกรงว่าทัพพม่าจะยกเข้ามาทางอื่นอีก จะได้ยกไปช่วยทันท่วงที

      

ซึ่งถือว่าเป็น “ศุภนิมิต”หรือนิมิตอันดีงามอย่างยิ่ง ที่พระองค์เสด็จมาเยี่ยม ดังนั้นกรมพระราชวังบวรฯ ถือเอานิมิตนี้ แปลงเป็นกลยุทธ์อันยอดเยิ่ยมและแยบคาย คือทำทีเป็นว่ามีกองกำลังหนุนเข้ามาช่วยอยู่เสมอทั้งๆที่มีกำลังเท่าเดิม ซึ่งได้ผลยิ่งเพราะทหารพม่าเริ่มเกรงกลัวว่ากองทัพไทยมีกำลังมาก มีการเสริมกำลังและเสบียงตลอดเวลา โดยที่พม่าเองกลับล้มตายลงเรื่อยๆและเสบียงอาหารก็ขาดแคลน แถมผู้นำทัพก็ไม่แจ้งในกลศึกนี้เลย ต่อมากรมพระราชวังบวรฯทรงทำกลอุบาย โดยในเวลากลางคืนแบ่งกองทัพให้ลอบกลับไป แล้วเวลาเช้าให้ถือธงทิวเดินเป็นกระบวนกลับมา พม่าอยู่บนภูเขาที่สูง เห็นกองทัพไทยมีกำลังหนุนเพิ่มเติมมาเสมอ ก็ครั่นคร้ามกองทัพไทย ในที่สุด กองทัพไทยก็เข้าระดมตีค่ายพม่าพร้อมกันทุกค่ายในเวลาเดียวกัน มีชัยชนะตีค่ายแตกทุกค่าย ฆ่าฟันพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือแตกหนีกระจัดกระจาย ถูกกองโจรของ "พระองค์เจ้าขุนเณร"เข้าตีซ้ำเติมแตกพ่ายกลับไป

       พระเจ้าปดุงทราบว่ากองทัพหน้าของพม่าแตกกลับไปแล้ว เห็นว่าจะทำการต่อไปไม่สำเร็จ และกองทัพขัดสนเสบียงอาหาร เจ็บป่วยล้มตายกันมาก จึงสั่งให้เลิกทัพกลับไปเมืองเมาะตะมะ

        และนี่คือที่มาและตำนานวีรกรรม “สมรภูมิทุ่งลาดหญ้า” หรือ “วันชนะศึกทุ่งลาดหญ้า”ของบรรพบุรุษไทยแห่งราชอาณาจักรสยาม หรือราชอาณาจักรไทย(ในปัจจุบัน)

       ส่วน “กองทัพหม่ากองอิ่น”ที่เข้ามาทางด่านบ่องตี้ เข้ามาจนถึงเขางูราชบุรี และทัพที่เข้ามาทางเหนือเข้ามาถึงปากพิง นครสวรรค์ แต่ในที่สุดก็ถูกกองทัพไทยตีแตกกลับไป ส่วนทัพที่เข้ามาทางใต้ ผ่านชุมพร ตีได้เมืองนครศรีธรรมราช ตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง ไปจนถึงเมืองถลาง(จังหวัดภูเก็ตในปัจจุบัน) ขณะนั้นพระยาถลางถึงแก่อนิจกรรม “คุณหญิงจันทร์”(ภริยาพระยาถลาง) และ “นางมุก”น้องสาวของคุณหญิงจันทร์ ได้ร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกับกรมการเมืองช่วยกันรบพุ่งต้านทานพม่าอย่างสุดกำลัง พม่าล้อมเมืองถลางไว้เดือนเศษ แต่ตีถลางไม่ได้และยังถูกโจมตีล้มตายไปเป็นอันมาก และหมดเสบียงลงจึงต้องล่าทัพกลับไปอย่างชอกซ้ำ

       กองทัพกรมพระราชวังบวรฯ นั้น เมื่อเสร็จศึกที่ลาดหญ้าแล้ว ได้เสด็จยกกองทัพไปช่วยต่อสู้ทัพพม่าที่เข้ามาทางใต้ ไปตั้งทัพที่ไชยา สุราษฎร์ธานี ในที่สุดฝ่ายไทยก็ขับไล่พม่าทั้ง ๙ ทัพไปจากผืนแผ่นดินไทย ด้วยกลยุทธ์อันชาญฉลาด ใช้กำลังน้อยมีชัยชนะกำลังมากได้

       ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรไทยและความพ่ายแพ้อย่างยับเยินทั้ง๙ ทัพของพม่าในครั้งนี้ ก็ด้วยอัจฉริยภาพ บุญบารมี และความสามัคคีของพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ และบรรพบุรษของไทยเรานั้นเอง

        ..........................................................................

หมายเหตุ

๑.     “พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช”นั้น พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระบรมเดชานุภาพและบุญบารมีมากที่สุดตั้งแต่มีราชอาณาจักรสยามหรือราชอาณาจักรไทย พระองค์ได้ทำการอัญเชิญ “พระแก้วมรกต(พระพุทธมหารัตนปฏิมากร)” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก มาจากกรุงเวียงจันทร์แห่งราชอาณาจักรล้านช้าง(ลาว) ในคราวที่พระองค์ไปรบกับลาวในการรับราชการเป็น “พระมหากษัตริย์ศึก”ในรัชสมัย “ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”มาไว้ที่แผ่นดินไทยด้วยพระองค์เองเมื่อพ.ศ.๒๓๒๑

๒.   “คุณหญิงจันทร์”และ “คุณหญิงมุก” สองสาวพี่น้องที่เป็นสามัญชน ได้สร้างวีรกรรมคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ต่อราชอาณาจักรไทย อันเป็นแผ่นดินเกิดคือเมืองถลางหรือจังหวัดภูเก็ต ในเหตุการณ์ “สงคราม๙ ทัพ” ในรัชกาลที่๑ จนได้รับการยกย่องและสดุดีแล้วตั้งตั้งให้เป็น “ท้าวเทพกษัตรี” และ “ท้าวศรีสุนทร” ซึ่งมีอนุสาวรีย์ให้ระลึกถึงและกราบไหว้บูชาอยู่ที่จังหวัดภูเก็ตนั้นเอง

(...ซึ่งหายากมากที่หญิงสามัญชนจะได้รับการยกย่อง สดุดี และกราบไหว้สักการะบูชาตลอดจนมีอนุสาวรีย์ไว้ให้ ซึ่งก็มี “คุณหญิงจันทร์(ท้าวเทพกษัตริย์ตรี)”และ “คุณหญิงมุก(ท้าวศรีสุนทร)”ในรัชกาลที่๑ และ “คุณย่าโม(ท้าวสุรนารี)”ในรัชกาลที่๓ เท่านั้นเอง...)

๓.                       พระอริยเจ้าผู้มีอภิญญาญาณท่านบอกไว้ว่า “...พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือรัชกาลที่๑ นั้น พระองค์คือ “พระสยามเทวาธิราช” ที่คอยปกปักรักษาและช่วยเหลือกษัตริย์ไทย ลูกหลานไทย และแผ่นดินไทยอยู่ตลอดมา และตลอดไป...”

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.