ReadyPlanet.com
dot dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




เจ้าแม่กวนอิมอีสาน article

คุณแม่จันทา ฤกษ์ยาม : เจ้าแม่กวนอิมอีสาน

        ......................................................

ก.) มูลเหตุจูงใจ

                จากการศึกษาพุทธประวัติและประวัติของพุทธบริษัท๔ (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา)ในสมัยพุทธกาล ทำให้เข้าใจว่ามีทั้งอุบาสกและอุบาสิกาที่ไม่ได้บวชเป็นภิกษุและภิกษุณี ท่านเหล่านั้นก็สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงเป็น “พระอริยะบุคคล”ตั้งแต่ขั้น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ได้ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจหรือตื่นเต้นเท่าไหร่เพราะคิดว่าคนในสมัยโน้นล้วนเป็นบุคคลที่มีกิเลสเบาบางและมีพุทธานุภาพของพระพุทธองค์ช่วยได้ แต่ที่อัศจรรย์ใจและประทับใจมากก็คือมีอุบาสิกาซึ่งเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาในยุคนี้ ที่ท่านรักษาศีลและปฏิบัติธรรมทั้งๆที่เป็นอุบาสิกามีครอบครัว มีสามี และมีลูกหลานทั่วๆไป ซึ่งดำรงตนและครองชีพเป็นหญิงชาวบ้านทั่วไปไม่ได้บวชและปฏิบัติธรรมในพุทธสถานแต่อย่างใด ท่านรักษาศีลและปฏิบัติธรรมตามปกติของการดำรงชีวิตของชาวนาทั่วไปในภาคอีสาน แต่ท่านก็สามารถกลายเป็น “อริยะชน” หรือ “อริยะบุคคล” หรือ “บุคคลผู้ประเสริฐ”ขึ้นมาได้ สามารถมีอภิญญาญาณ และที่สำคัญคือมี “ภาวนามยปัยญา”ทำให้ตัดกิเลส และหยั่งรู้อดีต รู้อนาคตได้ รู้กฎแห่งกรรม และสามารถช่วยเหลือเวไนยสัตว์ในทุกภพภูมิต่างๆได้ ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

            ที่กล่าวมานี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “คุณแม่จันทา ฤกษ์ยาม” แห่ง “สำนักปฏิบัติธรรมบ้านไร่พัฒนา(ภูริทัตตะ)” บ้านหนองไศล ตำบลดูกอึ่ง อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด  ผู้ที่เป็นอุบาสิกาในพระพุทธศาสนา ที่รักษาศีลและปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันและเป็นการพิสูจน์ให้เห็นเป็นสัจธรรมความจริงที่ว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็น “สัจธรรม” คือ เป็นความจริงตามธรรมชาติดังที่พระพุทธองค์ได้ “ตรัสรู้”มานั้นเอง ซึ่งหากปฏิบัติตามก็จะพบกับสัจธรรมความจริงนั้น ไม่ผันแปรไปเป็นอื่นตามกาลเวลา คือเป็น “อกาลิโก”นั้นเอง และยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นให้เข้าใจอีกว่า การทำบุญสร้างกุศลและคุณงามความดีตามหลัก “ไตรสิกขา”คือ “ศีล สมาธิ และปัญญา”นั้น จึงจะทำให้มีปัญญาขั้นสูง สามารถมีอภิญญาญาณและเกิด “ภาวนามยปัยญา” อันทำให้รอบรู้ทุกอย่าง รู้ทันและขัดเกลากิเลสให้เบาบาง ลดน้อยถอยลง และบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสได้ กลายเป็น “อริยะบุคคล” หรือเป็น “พระอริยะเจ้า” และบรรลุเป็น “พระอรหันต์”ได้ในที่สุด ซึ่งที่น่าแปลกใจมากก็คือว่าคุณแม่ทา ฤกษ์ยามนั้น ท่านไม่ได้เรียนหนังสือที่ดีอ่านหนังสือไม่ออกแต่อย่างใด แต่ทุกวันนี้ท่านรู้ทุกอย่าง และทุกภาษา มีอภิญญาญาณจนสามารถอ่านและทายใจได้หมดทุกคน และทุกภพภูมิของเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโดยเฉพาะการปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานนั้น ท่านสามารถปฏิบัติได้ดีมาก ซึ่งพระอริยะเจ้าผู้เป็น “พระอรหันต์”ศิษย์เอกของหลวงปู่มั่นหลายรูป เช่น หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่หล้า เขมปัตโต หลวงพ่อพุธ ฐานิโย และหลวงปู่บุญมี สิริธโร หลวงปู่บัว สิริปุณโณ หลวงพ่อสมชาย วิริโย หลวงปู่ศรี มหาวีโร เป็นต้น และยังมีพระอริยะเจ้าหลายรูปในวงพระกรรมฐานรูปอื่นๆที่ไม่ใช่ศิษย์ของหลวงปู่มั่นโดยตรงก็มี เช่น หลวงพ่อบุญทัน ปุญญทัตโต พระอาจารย์บุญชวน ธัมมโฆสโก พระอาจารย์บุญเดช ญาณเตโช หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม พระอาจารย์คำสิงห์ สุนิมมโร เป็นต้น ต่างยกย่องและรับรองเลยทีเดียว

            และที่สำคัญมากนั้นก็คือก่อนที่ "หลวงปู่สรวง" พระอริยะเจ้าผู้เหนือโลก เทวดาเดินดิน เทพเจ้าผู้สงเคราะห์โลก ฯลฯ จะละสังขารไป(เพื่อแลกกับชีวิตลูกหลานไทยและเขมร ที่จะถูกพายุฝนทำลายหนักและต้องเสียชีวิตเป็นหลักหมื่นถึงแสนเลยทีเดียว ในปีพ.ศ.๒๕๔๓ นั้นเอง)ท่านได้มีมหาเมตตาและมหากรุณาแก่แม่ทาว่า "ทุกสิ่งทุกอย่าง หลวงปู่ขอมอบให้อีนาง(แม่ทา)ทั้งหมด ยกดวงธรรมที่บังเกิดทั้งหมดให้อีนางเลย ดวงธรรมที่หลวงปู่มีอยู่นี้ ที่เคยทำไว้อยู่นี้ให้อีนางไปใช้ต่อ" ซึ่งนับว่าจะหาหญิงใดจะโชคดีและมีบุญบารมีเทียบกับแม่ทานั้นยากมาก

ข.) แบบอย่างที่ดีเยิ่ยม

                คุณแม่จันทา ฤกษ์ยาม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า “แม่ทา” จากหญิงชาวบ้านและเป็นชาวนาอีสานทั่วไป ท่านได้กลายมาเป็นอริยะบุคคลในพระพุทธศาสนา ก็เนื่องมาจากการการที่ท่านได้ปฏิบัติธรรมรักษาศีลจากคำแนะนำของครูบาอาจารย์ของท่าน ซึ่งอาจจะพิเศษและแปลกประหลาดจากบุคคลทั่วๆไปก็คือว่า มีธรรมญาณของพระอริยะเจ้าผู้ประเสริฐและยิ่งใหญ่มากที่สุดของประเทศไทย ยากที่จะมีผู้ใดเทียมท่านได้ซึ่งท่านได้ละสังขารไปนานแล้ว นั้นก็คือ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” ผู้ที่ได้รับการยกย่องและเคารพบูชาให้เป็น “พ่อแม่ครูอาจารย์ของพระวิปัสสนากรรมฐาน”เลยทีเดียว ซึ่งหลวงปู่มั่นนั้นท่านเป็นต้นสายของ “พระวิปัสสนาจารย์” หรือ “พระวิปัสสนากรรมฐาน”หรือ “สายพระป่า”หรือ”พระธรรมยุติ”ที่เก่งกาจและเคร่งครัดใน “ธุดงควัตร”เป็นที่สุดของประเทศไทย ซึ่งท่านได้มีมหาเมตตาและมหากรุณาแก่คุณแม่ทา โดยการใช้ญาณธรรม(ธรรมญาณ)ของท่านมาสอนให้แม่ทาได้ทำทาน รักษาศีล และปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะ “การมีสติ” โดยให้ฝึกปฏิบัติและรักษาจิต โดยให้มีสติคอยควบคุมจิตให้อยู่กับคำภาวนาที่ว่า “พุทโธ”อยู่ทุกขณะจิต ไม่ว่าจะทำอะไร และอยู่ในอิริยาบถไหนก็ตาม ซึ่งแรกๆแม่ทาก็ไม่เชื่อและยังลังเลสงสัยจึงไม่เชื่อและปฏิบัติตาม แต่เมื่อนานวันและความสามารถพิเศษในการฝึกสอนของหลวงปู่มั่น ทำให้เกิดคุณงามความดีต่างๆเกิดขึ้นมากมายแก่ชีวิตของแม่ทา ทั้งๆที่ท่านอ่านหนังสือไม่ออกเพราะไม่ได้เรียนหนังสือที่ดีแต่อย่างใด แต่การมีสติหรือการปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของ “สติปัฏฐาน๔”อันเป็นทางสายเอกในการที่จะหลุดพ้นสู่ “พระนิพพาน” ตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่หลวงปู่มั่นได้สอนและฝึกให้แม่ทานั้น ทำให้แม่ทาเกิดมี “อภิญญาญาณ”สามารถทายใจคนอื่น คือมี “เจโตปริยญาณ” รู้และเข้าใจตลอดจนสามารถสื่อสารกับเวไนยสัตว์ได้ทุกภพภูมิ สามารถหยั่งรู้อดีตและอนาคตต่างๆได้มากมาย สามารถไปท่องเที่ยวและไปเยี่ยมชมภพภูมิต่างๆ เช่น นรก สวรรค์ และพรหมโลก เป็นต้น ซึ่งสามารถไปได้ทั้งด้วยกายทิพย์และกายเนื้อของท่านเอง สามารถคุยเป็นภาษาต่างชาติกับชาวต่างชาติได้ทุกภาษาของโลกมนุษย์ทั้งๆที่ตัวท่านเองไม่ได้เรียนและได้ศึกษาภาษาของคนเหล่านั้นมาก่อนแต่อย่างใดเลย “เส้นขน”หรือ “เส้นผม” และ “เศษเล็บมือเล็บเท้า”ที่ล่วงหลุดออกมาจากร่างกายของท่านล้วน “ขดเป็นรูปก้นหอย” และล้วนกลายเป็น “พระธาตุ” โดยเฉพาะ “กระดูกฟัน” ทั้งๆที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม ซึ่งเป็นหลักฐานและเป็นดัชนีชี้วัดได้อย่างดีว่า ท่านคือ “อริยะบุคคล” หรือ “พระอริยะเจ้า”ทั้งๆที่เป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาดีๆนี่เอง

            ที่พิเศษและมีโชควาสนาดีอย่างนี้นั้นก็คือว่า ซึ่งคุณแม่ทาได้มีเมตตาบอกกับลูกหลานและลูกศิษย์ทั้งหลายว่า ในอดีตชาติก่อนที่จะเกิดเป็นแม่จันทา ฤกษ์ยาม คนนี้นั้น ท่านเคยเกิดเป็น “สุนัขขี้เรื้อนตัวผู้”และได้มีโอกาสเดินตามและคอยเป็นเพื่อนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ท่านได้เดินธุดงค์และปฏิบัติธรรมตามป่าตามเขาต่างๆ ซึ่งสุนัขตัวนี้คอยรับใช้และติดตามไปทุกหนทุกแห่ง และได้รับอาหารซึ่งแบ่งปันจากการบิณฑบาตของหลวงปู่มั่นอีกด้วย เมื่อสุนัขตัวนี้สิ้นอายุขัยก็ยังได้รับความเมตตาจากหลวงปู่ได้ฝังศพและสวดกุสลาส่งดวงวิญญาณให้อีกด้วย โดยมหาเมตาและและมหากรุณาของหลวงปู่มั่นต่อสุนัขตัวนั้นก็คือท่านได้ลั่นวาจาไว้ว่า “ไม่ว่าดวงวิญญาณของสุนัขตัวนี้ไปเกิดเป็นอะไร เราก็จะตามไปช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ในสังสารวัฏนี้ ให้หลุดพ้นสู่พระนิพพานให้ได้...”ซึ่งจากชาตินั้นแล้วแม่ทาก็ได้ไปเกิดเป็นสัตว์ที่มีอายุขัยสั้นๆ เช่น ผีเสื้อ แมลง และหนอนต่างๆ ยกเว้นอย่างเดียวที่ไม่ได้เป็นคือใส้เดือน ติดต่อกันเป็นเวลา๑๖ ชาติ ก่อนที่จะได้มาเกิดเป็นคุณแม่จันทา ฤกษ์ยามคนนี้

            ถึงจะโชคดีเช่นนี้อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่จันทา ฤกษ์ยาม ไม่ศรัทธาและเชื่อมั่นในคำสั่งสอน และปฏิบัติตามหลักของ “ไตรสิกขา” โดยเฉพาะการ “ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน”ตามแนวทางของ “สติปัฏฐาน๔” คือมี “สติ”อยู่ในปัจจุบันในทุกการกระทำและทุกอิริยาบถหรือทุกขณะจิตแล้วนั้น การจะเกิดมี “ภาวนามยปัญญา”อันเป็นปัญญาขั้นสูงสุดที่จะสามารถช่วยเหลือตัวเองและเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายในทุกภพภูมิให้มีความสุขและสามารถชดใช้กรรมให้ลดน้อยลงไปและมีชีวิตที่มีความสุขเพิ่มขึ้นมาได้นั้น จะไม่สามารถมีขึ้นมาได้แต่อย่างใดเลย ซึ่งแม่ทาท่านเน้นย้ำกับลูกศิษย์และลูกหลานอยู่เสมอๆว่า “...เฮ็ดจริง ทำจริง เอาจริง จั่งซิได่ของจริง...” และก็ “...เอาสติให่อยู่กับพุท-โธ ติดแน่นเป็นหนึ่ง บ่ให่เป็นสอง อย่างอื่นบ่ต้องเอา บ่ให่รั่วไหลไปใส...จั่งซิได่ของจริง...”

ค.) ประวัติคุณแม่จันทา ฤกษ์ยาม

            คุณแม่จันทา ฤกษ์ยาม ท่านเกิดเมื่อวันที่๑๒ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๐ ณ บ้านหนองไศล ตำบลดูกอึ่ง อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรีของพ่อทองดี และคุณแม่พรหม สมอาสา ซึ่งเป็นชาวนาธรรมดาและก็มีบรรพบุรุษเป็นชาวนาในชนบทถิ่นอีสานสืบต่อกันมา ในวัยเด็กคุณแม่ทาก็ได้เรียนหนังสือบ้างแต่ไม่ได้เรียนเต็มหลักสูตรและการเรียนการสอนในสมัยโน้นก็เป็นไปแบบตามบุญตามกรรม ทำให้แม่ทาไม่สามารถอ่านออกหรือเขียนหนังสือได้แต่อย่างใด ซึ่งคุณแม่ทาก็ได้ช่วยงานพ่อแม่ เช่น ทำนา เลี้ยงควาย หุงหาอาหาร ซักผ้า ผ่าฝืน และเผาถ่าน  เป็นต้น ซึ่งเป็นงานที่ลูกที่ดีและกตัญญูต้องช่วยเหลือครอบครัวและบุพการีนั้นเอง เมื่อโตเป็นสาวอายุช่วงอายุ๑๕-๑๖ ปี ก็มีโอกาสได้เข้าวัดและปฏิบัติธรรมคือบวชชีพราหมณ์ที่วัดกลางพนมไพร อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งก็สามารถทำสมาธิและเกิดความสงบอย่างดี จนเมื่อมีอายุ๒๑ ปีก็ได้แต่งงานกับพ่อบุญเหลือ ฤกษ์ยาม ซึ่งสมัยเด็กๆก็เคยเป็นเพื่อนกัน เมื่อแต่งงานก็ได้ย้ายมาอยู่บ้านของสามี ซึ่งแม่ทาได้ถูกรังเกียจและกลั่นแกล้งต่างนาๆจากญาติของสามี เพราะหาว่ายากจนไม่คู่ควรกันนั้นเอง แต่สามีคือพ่อบุญเหลือก็รักใคร่และเข้าใจ ไม่ได้รังเกียจและอยู่กินกับแม่ทาด้วยดีตลอดมา จนมีลูกด้วยกัน๕ คน เป็นชาย๒ คนและเป็นหญิง๓ คน

            จุดหักเหหรือจุดเปลี่ยนของแม่ทาก็คือ “การพบทุกข์ก่อนแล้วพบธรรม” คือเมื่ออยู่ร่วมกับญาติของสามีนั้น มีแต่ความทุกข์ใจเป็นล้นพ้น ก็เกิดความตรอมใจ กินข้าวปลาอาหารไม่ค่อยได้ รักษาอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น จนร่างกายซูบผอมจนเนื้อหนังติดกระดูก คิดว่าตนเองจะต้องตายจึงต้องเรียกลูกๆซึ่งกำลังเล็กๆอยู่ก็มีมานอนใกล้ๆ ส่วนพ่อบุญเหลือก็คอยดูแลและห่วงใยอยู่ใกล้ๆคอยเป็นกำลังใจและทำหน้าที่พ่อบ้านและสามีที่ดี จนกระทั่งมีเทพบุตรและเทพธิดามาพูดคุยเยี่ยมเยือนและให้กำลังใจ และยังได้บอกว่า “ไม่ตายหรอก”ให้ทำตามแม่ชีซึ่งจะมาเยือน หลังจากนั้นไม่นานก็มี “แม่ชีนารี”มาเยือน ให้กำลังใจ และสอนธรรมะในฝัน โดยบอกว่า “...บ่ตายดอก ต่อไปซิได่เหยียบฟ้าเหยียบดิน...” และแม่ชียังบอกวิธีปฏิบัติให้คือ “...ให้มีสติอยู่กับพุทโธ ให้ภาวนาพุทโธ อย่านอนอยู่เฉยๆ...” และยังบอกอีกว่า “...อีก๗ ปี แม่ซิไห่เจ้าเหยียบฟ้า เหยียบดินได่...” หลังจากนั้นแม่ชีก็ได้พบกับ “แม่ชีใส”ซึ่งท่านมีเมตตามาเยี่ยมไข้และให้กำลังใจและบอกให้บริกรรม “พุทโธ”แก่แม่ทาเช่นเดียวกัน ซึ่งแม่ทาก็ทำตาม ทำให้แม่ทามีอาการดีขึ้นผิวพรรณผ่องใส กินข้าวปลาอาหารได้ และยังเดินได้ด้วยตัวเองอีกด้วยเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

            และที่สำคัญที่สุดก็คือ มีเสียงพิเศษและแปลกประหลาดของหลวงปู่แก่ๆ(หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)คอยสอนวิธีปฏิบัติ “สมาธิ”และ “กรรมฐาน”โดยเฉพาะการปฏิบัติ “วิปัสสนากรรมฐาน”ที่ถูกต้อง ซึ่งแรกๆแม่ทาก็กลัวและแปลกใจแต่เมื่อนานไป และได้เห็นผลดีจริงจากการปฏิบัติตาม ก็ทำให้คุณแม่จันทาหรือคุณแม่ทานี้ มีอภิญญาต่างๆ เกิดขึ้น สามารถหยั่งรู้อดีต และอนาคต สามารถสื่อสารกับมนุษย์ทุกชนชาติและทุกภาษาได้ สามารถติดต่อสื่อสารและล่วงรู้เรื่องราวของเหล่าเวไนยสัตว์ในภพภูมิต่างๆตลอดจนสามารถช่วยเหลือเวไนยสัตว์ต่างๆเหล่านั้นได้ตามอัถภาพที่ไม่เหนือไปกว่า “กฎแห่งกรรม”อีกต่างหาก ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมแม่ทาถึง “เหยียบฟ้าและเหยียบดินได้” และได้รับสมญานามที่ลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั้งหลายต่างเรียกขานและให้สมญานามท่านว่า “อุบาสิกาใจเพชร” หรือ “เจ้าแม่กวนอิมอีสาน” หรือ “เจ้าแม่กวนอิมลาว”อย่างไม่ต้องสงสัยแต่ประการใดเลยจริงๆ

            ...เว้าจริง เฮ็ดจริง ทำจริง ปฏิบัติจริง ภาวนาจริง เพราะธรรมเป็นของจริง ไม่ได้แยกเพศหญิง หรือชาย...

 

ง. พุทธสุภาษิต

“ ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ”

อ่านว่า : ทันโต เสฏโฐ มนุสเสสุ

แปลว่า : ในหมู่มนุษย์ คนที่ฝึกแล้ว ประเสริฐสุด

 

 

                                  จาก ลูกหลาน/ศิษย์ตถาคต

                                    ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

 

                        ********************************************

                               

หมายเหตุ :

ประวัติและประสบการณ์ตลอดจนธรรมะที่คุณแม่จันทา ฤกษ์ยาม ซึ่งได้ปฏิบัติและรับรู้จริงด้วยตัวท่านเอง และจากครูบาอาจารย์ของท่านทั้งที่ดำรงธาตุขันธ์อยู่และละสังขารไปแล้วนั้นมีมากมายนัก หากสนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้โดยตรงกับ คุณแม่จันทา ฤกษ์ยาม สำนักปฏิบัติธรรมบ้านไร่พัฒนา(ภูริทัตตะ) บ้านหนองไศล ตำบลดูกอึ่ง อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด ๔๕๑๔๐




แบบอย่างที่ดีเยิ่ยม

ตำนานรักล้านนา article
เปาบุ้นจิ้น article
แก้วหน้าม้า article
พญาคันคาก article
สัจบารมี : สามก๊ก สามกษัตริย์ article
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช article
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช article
พระปฐมบรมราชจักรีวงศ์ article
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ความจริงประเทศไทย : พญาครุฑ กับ พญานาค article
นางไข่ฟ้า-ท้าวสุพรหมโมกขา article
ภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา article
พญาครุฑช่วยชาติ article
พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี
นิทานสอนใจ
การสร้างความรำรวยแบบยั่งยืน article
บทเรียน
มหาสตรี : สาวิตรี article
ความหมายของ สุ จิ ปุ ลิ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.