ReadyPlanet.com
dot dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
bulletทีฆีติโกสลชาดก
bulletอกตัญญุตาชาดก
bulletนางผมหอม
bulletเจ้าหญิงแตงอ่อน




สรรพสิทธิ์ชาดก article

พระสรรพสิทธิ์ชาดก

          (ตำนานเจ้าหญิงนกกระจาบ)

ก.มูลเหตุจูงใจและที่มา

          เนื่องในวโรกาสพิเศษยิ่งของเราชาวพุทธ ในวาระครบรอบการ “ตรัสรู้”ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระศาสดาองค์เอกของโลกมนุษย์และจักรวาล ผู้เป็นที่พึ่งของเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งหลายได้อย่างแท้จริง ได้เวียนมาบรรจบครบรอบ๒,๖๐๐ ปี ในปีนี้(พ.ศ. ๒๕๕๕)หรือ “พุทธชยันตี” ผู้เขียนในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง จึงอยากจะพิมพ์เผยแพร่ “นิทานชาดก”เพื่อเป็นธรรมทาน และเป็นการเผยแพร่และสืบทอดพระพุทธศาสนาในวาระพิเศษนี้ด้วย ซึ่งต้องขอขอบคุณและอนุโมทนาบุญกับผู้ให้ข้อมูล แหล่งข้อมูล และผู้อ่าน ตลอดจนผู้นำไปเผยแพร่ต่อไปด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

          เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นำมาจาก “ปัญญาสชาดก”(ชาดก๕๐ เรื่อง) ซึ่งเป็นเรื่องที่๔๐ โดยเชื่อกันว่าเป็นเรื่องในอดีตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในครั้งที่พระองค์ยังต้องสั่งสมบุญบารมีในการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอันยาวนานนั้นเอง ซึ่งหากเราทำการอ่านและศึกษาตลอดจนพิจารณาให้ดีๆ ก็จะทำให้เข้าใจในธรรมะต่างๆ เช่น เกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด กฎแห่งกรรม บุพเพสันนิวาส ความอิจฉาริษยา ความโลภ สติปัญญา และจิตวิญญาณ เป็นต้น ได้เป็นอย่างดี และหากน้อมนำไปพิจารณาอย่างแยบคาย(โยนิโสมนสิการ)จะทำให้สามารถยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นอันเป็นการทำบุญและเกิดบุญขึ้น เพราะว่าเกิด “สัมมาทิฏฐิ” และ “ใจใสเป็นบุญ ใจขุ่นเป็นบาป”นั้นเอง

ข. เนื้อเรื่อง(โดยย่อ)

ในอดีตกาลอันล่วงมานาน ( ครั้งมนุษย์ สัตว์และต้นไม้ยังพูดจาเข้าใจกัน) ยังมีนกกระจาบผัวเมียคู่หนึ่งทำรังอยู่ในป่าอ้อแห่งหนึ่งแถบป่าหิมพานต์ โดยครอบครัวนี้มี๔ ตัว นางนกกระตัวจาบเมียกำลังมีลูกอ่อนเพิ่งฟักออกจากไข่ ๒ ตัว นางจึงต้องเฝ้ารังเลี้ยงดูแลลูกๆ ส่วนพ่อนกก็เป็นฝ่ายออกหาอาหารมาให้ เช้าวันหนึ่งพ่อนกออกจากรัง บินเที่ยวหาอาหาร ไปถึงสระแห่งหนึ่งมีดอกบัวกำลังดอกบานสะพรั่ง ดอกหนึ่งใหญ่โตมาก เกสรหอมอบอวล พ่อนกก็ร่อนลงจิกกิน และคลุกเคล้าเกสรหวังจะพาไปฝากแม่นก มัวหลงเพลิดเพลินอยู่กับรสบัวจนแดดกล้า บัวก็หุบกลีบหุ้มพ่อนกไว้ จะบินออกไปมิได้ ก็จำใจซุกตัวอยู่ในดอกบัวนั้น
                วันนั้นบังเกิดไฟไหม้ป่า ลุกลามไปจนถึงป่าอ้อ แม่นกกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง ตั้งตารอพ่อนกก็ไม่เห็นกลับมา ไฟก็ลุกลามใกล้เข้าไปทุกที แม่นกตกใจและร้อนใจเป็นห่วงลูก พยายามจะเอาลูกบินหนีไฟ แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงได้แต่บินเข้าบินออกจากรัง วุ่นวายใจบนบานเจ้าป่าเจ้าเขาให้ช่วยก็ไม่เป็นผล ไฟก็ไหม้ชิดเข้ามาๆจนถึงรัง แล้วก็เผารังไหม้วอดไปพร้อมกับลูกนก แม่นกเศร้าโศกทุกข์ทรมานมากนัก ได้หนีไฟไปเกาะกิ่งไม้ร่ำให้ แค้นใจว่าพ่อนกไปหลงอะไรอยู่ จนพลบค่ำสิ้นแสงแดด พอพระจันทร์ขึ้น น้ำค้างพรมต้องดอกบัว ดอกบัวก็ขยายกลีบรับแสงจันทร์ พ่อนกกำลังร้อนใจเป็นห่วงรัง ก็คาบเอาเกสรดอกบัว รีบบินข้ามป่าดง มาถึงที่อยู่ เห็นรังถูกไฟไหม้วอดวายพร้อมกับลูก เที่ยวบินวนเวียนเรียกหาแม่นก ฝ่ายนางนกได้ยินเสียงผัวก็บินมาหาด้วยสีหน้าเง้างอด ต่อว่าพ่อนกว่าไปเที่ยวสนุกอบกลิ่นที่ไหนมา ลืมรังลืมเมียลืมลูก ปล่อยให้ไฟคลอกรัง ลูกทั้งคู่ก็ตาย พ่อนกว่าไม่ใช่อย่างนั้น ที่หายไปเพราะไปติดอยู่ในดอกบัว จะพยายามพูดชี้แจงอย่างไร แม่นกก็ไม่ยอมเชื่อ ผินหลังตัดพ้อต่อว่า พ่อนกยิ่งปลอบก็ยิ่งโกรธ ที่สุดก็ว่า ไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไป พนมปีกขึ้นแล้วอธิษฐานว่า จะขอตายตามลูกทั้งสองไป อันพวกชายนั้นสันดานสับปลับนัก ไม่ขอคบค้าสมาคมด้วย หากได้เกิดใหม่จะไม่ขอพูดกับชายใดเป็นเด็ดขาด ว่าแล้วก็กางปีกโผบินเอาศรีษะดิ่งลงสู่กองไฟที่กำลังไหม้ป่าตายตามลูกนกทั้งสองไป  ฝ่ายพ่อนกได้ฟังคำแม่นกว่าดังนั้นก็โศกเศร้าเสียใจอาลัยรักในภรรยาและลูกนกทั้งสองยิ่งนัก ไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไปเช่นกัน ก็จึงตั้งสัจจะอธิษฐานว่า เมียของข้านี้ตายไป จะไปเกิดเป็นอะไร ที่ไหนก็ตาม จะขอตามไปเกิดด้วยแล้วให้ได้พบกันอีก แม้ว่านางจะไม่ยอมพูดกับชายใด ก็ขอให้ได้พูดกับเรา ขออย่าได้คลาดกันเลย เมื่อตั้งสัจจะอธิษฐานเสร็จแล้วพ่อนกก็บินตามเข้าไปในกองไฟ แล้วทั้งคู่ก็ดับสังขารไปตามเวรกรรม

ด้วยอำนาจผลบุญและบุพเพสันนิวาสที่นกทั้งสองได้กระทำแล้วนั้น ครั้นดับชีพแล้วก็ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ในชาติต่อมา ดังนี้

               พ่อนกกลับชาติมาเกิดเป็นเจ้าชายสรรพสิทธิ์เป็นราชโอรสของพระเจ้าวิชัยราช กับ พระนางอุบลเทวี แห่งอลิกนคร พระราชบิดาและพระราชมารดาประทานนามให้ว่า เจ้าชายสรรพสิทธิ์ เพราะเป็นพระโอรสรูปงาม สติปัญญาเฉียบแหลม ครั้นเจริญวัยได้ ๑๕ ปี เจ้าชายสรรพสิทธิ์ก็ลาบิดาไปเล่าเรียนกับอาจารย์เมืองตักศิลา พระบิดาได้จัดเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน รวมพันเอ็ดคนให้เป็นเพื่อนเดินทางไปด้วย สรรพสิทธิ์พร้อมกับเพื่อนและพี่เลี้ยงคู่ใจชื่อ ชานุ ไปถึงกรุงตักศิลาก็เข้าฝากตัวกับทิศาปาโมกข์ผู้มีชื่อเสียง เล่าเรียนวิชาต่าง ๆ สำเร็จโดยเร็ว สรรพสิทธิ์กับพี่เลี้ยงสำเร็จวิชาพิเศษ คือ อรภินทวิทยา อันเป็นวิชาเกี่ยวกับการถอดจิต หรือ วิชาถอดดวงใจ ครั้นเล่าเรียนเจนจบแล้ว เพื่อนพันคนก็ลาพระอาจารย์กลับบ้านเมือง ส่วนสรรพสิทธิ์กับพี่เลี้ยงยังคงปฏิบัติอาจารย์อยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่งก่อน
              ฝ่ายนางนกก็กลับชาติมาเกิดเป็น
ราชธิดาของท้าวพรหมทัต กษัตริย์ผู้ครองเมืองพาราณสี และพระมเหสีซึ่งมีนามว่า พระนางโกสุมาแห่งเมืองโกสัมพี พระธิดาองค์นี้มีพระสิริโฉมงดงามยิ่งนัก พระบิดาประทานนามว่า สุวรรณเกสร แต่นางมีลักษณะประหลาดอย่างหนึ่ง คือตั้งแต่เกิดจนอายุได้สิบห้าปีแล้ว แต่ไม่พูดไม่กับชายใดเลย แม้พระบิดานางก็ไม่พูดด้วย พระบิดาแปลกพระทัยยิ่งนัก จึงให้นางกุสุมาราชเทวี ถามว่า โกรธเคืองพระองค์ด้วยเรื่องอะไรจึงไม่ยอมพูดด้วย นางสุวรรณเกสรก็ทูลว่า ไม่ได้โกรธเคืองอะไร ที่เป็นดังนี้เพราะได้ตั้งสัจจะอธิษฐานจิตไว้แน่วแน่ ว่าจะไม่พูดกับชายใด พระบิดาได้ฟังสาเหตุก็ทรงฉงนพระทัยงงงวยเต็มที แต่ก็ได้สร้างปราสาทปลอดผู้ชายให้พระราชธิดาประทับอย่างสุขสบาย จนนางเจริญวัยได้สิบห้าเป็นสาวเป็นแส้แล้วแต่ไม่ยอมพูดกับหนุ่ม “ มันผิดธรรมดาโลกีย์วิสัยอย่างชัด ๆ ต้องมีเหตุลึกลับสักอย่าง ” ดำริแล้วก็ให้แต่งสาสน์ไปถึงเจ้านครต่าง ๆ ว่าพระองค์จะทำการสยุมพรพระธิดา ขอให้ส่งเจ้าชายมาให้พระธิดาเลือกโดยให้ชวนพระธิดาพูดคุยด้วย หากพระธิดาเจรจาเสวนากับพระกุมารองค์ใด พระองค์ก็จะจัดเสกสมรส และยกพระนครให้ครอบครอง พระกุมารวัยรุ่นทั้งหลายเหล่านั้น ผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปชวนนางสุวรรณเกสรให้พูดด้วย แต่ไม่มีพระองค์ใดทำสำเร็จ ท้าวพรหมทัตก็ลดศักดิ์ของพวกผู้ชายลงมาถึงชั้นมนตรี ชั้นเศรษฐีคหบดี ก็ไม่มีชายชวนให้พระธิดาพูดด้วยได้ ในที่สุดพระองค์ก็ประกาศว่า ชายใดก็ตามจะเป็นคนยากคนจนเข็ญใจก็ไม่ว่า ถ้าสามารถชวนให้พระธิดาพูดด้วยก็จะยกนางให้พร้อมราชสมบัติไปครอง
               ฝ่ายเจ้าชายสรรพสิทธิ์ซึ่งอยู่ปฏิบัติพระอาจารย์ต่อมาอีกระยะหนึ่ง ก็ลาพระอาจารย์เดินทางกลับเมืองพร้อมพี่เลี้ยง มาถึงพระนครก็เล่าเรื่องการไปเรียนวิชาให้พระบิดาฟัง ก็พอดีวันนั้นมีอำมาตย์คนหนึ่งของท้าวพรหมทัตมาเยี่ยมเมืองอลิกนคร เมื่อได้เห็นรูปร่างหน้าตาเจ้าชายสรรพสิทธิ์ก็ชอบใจ ครั้นทราบว่าเป็นพระโอรสของกษัตริย์เมืองนี้ อำมาตย์นั้นก็เล่าเรื่องนางสุวรรณเกสรให้ฟัง ทั้งขอให้สรรพสิทธิ์เข้าไปอาสา แล้วก็ลาพระเจ้าวิชัยกลับมาทูลเรื่องราวทั้งหลายให้ท้าวพรหมทัตทรงทราบ
เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทราบว่ามีเจ้าชายจากเมืองใกล้เคียงมาอาสาก็ดีพระทัย  ท้าวพรหมทัตก็ให้พาสรรพสิทธิ์มายังพระราชวัง จัดการให้สรรพสิทธิ์ได้เข้าเฝ้ากับพระธิดา จึงสั่งให้ทำการกั้นม่านขึ้นเจ็ดชั้นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเจ้าชายจะพูดคุยกับเจ้าหญิงได้เพียงข้างนอก ห้ามรุกล้ำเข้าไปด้านในอย่างเด็ดขาด และในห้องใกล้กันนั้นมีวงมโหรีคอยฟังอยู่ หากได้ยินเสียงเจ้าหญิงสุวรรณเกสรพูดเมื่อใดก็จะพากันบรรเลงขึ้นเพื่อเป็นพยานทันที

               ครั้นได้เวลาพลบค่ำ สรรพสิทธิ์ก็ชวนพี่เลี้ยงคนสนิท ซึ่งไปไหนไปด้วยกันตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ๆ เข้าไป ณ ปราสาทของพระธิดา สรรพสิทธิ์ร่ายมนต์ถอดหัวใจพี่เลี้ยงใส่ไว้กับประตูพระทวารห้องที่ประทับของนางสวรรณเกสร ครั้งได้เวลายามต้น เจ้าสรรพสิทธิ์ก็พูดกับประตูพระทวารว่า “ ประตูเอ๋ย ข้ารับอาสาพระราชามาพูดกับพระธิดา แต่รออยู่ช้านานนางก็ยังไม่ออกมาเจรจาด้วย เรามาสนทนากันก่อนเป็นไร พี่ประตูมีเรื่องอะไร เล่าสู่กันฟังบ้างเถิด” ประตูก็ตอบว่า “ ข้าเป็นเพียงประตู ให้เขาเปิดเข้าเปิดออก บทกลอนอันใดก็ไม่รู้ จนใจจริง ๆ ไม่รู้จะเล่าอะไรให้ท่านฟัง”
            ฝ่ายนางสุวรรณเกสร ประทับอยู่ในห้องได้ยินเสียงประตูพูดได้ ก็นึกพิศวงใจยิ่งนัก เกิดอยากรู้เรื่องต่อไป จึงแอบนั่งฟังอยู่ในม่านก็ได้ยินสรรพสิทธิ์พูดกับประตูว่า “ เมื่อพี่ประตูไม่มีอะไรจะเล่า ข้าก็จะเล่านิทานให้ฟังสักเรื่อง ฟังให้ดีนะ”
               สรรพสิทธิ์เล่าว่า ยังมีชายสี่คนเป็นเกลอรักใคร่กัน คนหนึ่งมีวิชายิงธนู คนหนึ่งรู้ประดาน้ำ คนหนึ่งรู้วิชาชุบคนตายให้ฟื้นคืนชีวิต คนหนึ่งเก่งทางหมอดู วันหนึ่งสี่เกลอชวนกันไปเที่ยว ไปนั่งพักร้อนอยู่ที่ชายหาดแห่งหนึ่ง เกลอคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “ วันนี้เราจะมีลาภบ้างหรือไม่” เกลอผู้เชี่ยวชาญทางหมอดูจับยามดูฤกษ์ผานาทีแล้วก็ว่า วันนี้จะมีลาภใหญ่ นกอินทรีใหญ่จะนำมา “ พูดยังไม่ทันขาดคำ นกอินทรีตัวใหญ่บินพะเยิบ ๆ ใกล้เข้ามา มีนารีนางหนึ่งอยู่ในอุ้งเล็บ เกลอผู้ชำนาญธนูก็ยกธนูปล่อยลูกธนูตรงไปที่นก พญานกอินทรีตกใจก็ปล่อยนารีนั้นตกลงในทะเล แล้วบินหนีไป เกลอที่เก่งประดาน้ำกระโจนว่ายน้ำไปพานางนั้นมาได้ แต่นางนั้นได้สิ้นใจเสียก่อนแล้ว และเกลอคนที่มีวิชาชุบคนตาย ก็ร่ายมนต์ชุบนางให้ฟื้นคืนชีพ ที่นี้เกิดปัญหาว่า เกลอคนใดควรจะได้นางผู้เป็นลาภใหญ่นี้เป็นเจ้าของ สรรพสิทธิ์ถามประตูว่า เกลอคนใดควรจะได้นาง ประตูซึ่งมีหัวใจของพี่เลี้ยงสิงอยู่ตอบว่า คนที่สมควรได้นางก็คนที่เป็นหมอดูเพราะคนอื่น ๆ ไม่รู้ว่าจะมีนกอินทรีพานางบินมา หมอดูรู้ก่อนจึงควรได้นาง นางสุวรรณเกสรเห็นว่าประตูตัดสินผิด ก็อดพูดไม่ได้ จึงพูดกับประตูว่า “ ข้าอยู่ที่นี้มานานไม่เคยได้ยินเจ้าพูดเลย แต่พอได้ยินเจ้าพูดก็รู้ว่าเจ้าโง่เต็มที ตัดสินผิด ๆ พลาด ๆ คนที่ควรจะได้นางนั้นก็คือคนประดาน้ำ เขาได้ถูกเนื้อต้องตัวนางก่อนผู้อื่น ก็เท่ากับว่าเขาได้นางนั้นแล้ว ที่เจ้าตัดสินนั้นผิดไปถนัด ” พวกชาวสนมกำนัลและอำมาตย์ที่เฝ้าคอยดูเหตุการณ์ได้ยินนางสุวรรณเกสรพูดกับประตู เข้าใจว่าพูดกับเจ้าสรรพสิทธิ์ ก็ส่งสัญญานให้หมู่นักดนตรีพร้อมใจกันประโคมดนตรีขึ้น พอนางได้ยินเสียงดนตรีก็นึกได้จึงเงียบไป

ครั้นถึงยามสองฆ้องย่ำบอกยาม พนักงานก็นำสรรพสิทธิ์เข้าไปถึงชั้นชวาลา(ตะเกียง)ใกล้พระแท่นบรรทม เจ้าสรรพสิทธิ์พี่ถอดดวงใจพี่เลี้ยง ออกจากบานพระทวารไปใส่ไว้ที่ดวงชวาลา นั่งเงียบรออยู่นาน ครั้นเห็นนางสุวรรณเกสรเฉยอยู่ สรรพสิทธิ์ก็พูดกับดวงชวาลาว่า “ ข้านั่งอยู่เอกา หาเพื่อนเจรจามิได้ เหงาใจนัก ชวาลาเอ๋ยมีนิทานอันใด เมตตาเล่าให้ฟังแก้เหงาสักเรื่องเถิด ” ตะเกียงชวาลาตอบว่า “ ข้าเป็นแต่ดวงไฟให้ความสว่าง จะเอานิทานที่ไหนมาเล่า หากท่านมีจงเล่าไปเถิด ข้าจะฟัง ” นางสุวรรณเกสรได้ยินดวงชวาลาพูดก็ยิ่งประหลาดใจ ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ตะเกียงพูดได้ จึงสงบใจนิ่งฟังอยู่ เจ้าสรรพสิทธิ์เล่านิทานให้ชวาลาฟัง ( ที่จริงก็ตั้งใจจะให้นางสุวรรณเกสรฟังนั้นเอง ) ว่า
          กาลครั้งหนึ่งมีช่างฝีมือวิเศษอยู่สี่คน คนหนึ่งเป็นช่างแกะสลักไม้ คนหนึ่งมีวิชาชุบชีวิต คนหนึ่งเป็นช่างเขียน คนหนึ่งเป็นช่างแต่งตัวไม้ให้เป็นรูปต่าง ๆ ได้อย่างใจ ช่างทั้งสี่เป็นเพื่อนกัน ได้รับตัวไม้มาทำบานประตูการเปรียญหลังหนึ่ง ช่างแต่งตัวไม้นำแผ่นมาตัด ไสกบ และแต่งเป็นบานประตู เรียบร้อยแล้วก็ส่งให้ช่างเขียนลงลวดลายช่างเขียนก็เขียนเป็นรูปนางอัปสรงามจับตา แล้วก็ส่งให้ช่างสลัก ช่างสลักก็สลักตามแบบเขียนจนได้เป็นตัวตนนางอัปสร ดูราวกับมีชีวิต แล้วก็ส่งให้เพื่อนผู้มีมนต์ชุบชีวิต บัดดลนางอัปสรไม้สลักก็กลับกลายเป็นนารีงามเลิศล้ำ แต่ร่างยังเปลือยเปล่า จึงช่วยกันเอาผ้านุ่งห่มมาให้นางแต่ง ทีนี้เกิดเรื่อง เพื่อนทั้งสี่ต่างอยากได้นางเป็นของตน โต้เถียงไม่ตกลงกัน เออ ถ้าเพื่อนตะเกียงเป็นผู้ตัดสินความ เพื่อนตะเกียงเห็นว่านางควรจะได้กับเพื่อนคนใด ” ตะเกียงก็ตอบอย่างไม่ค่อยจะแน่ใจว่า “ เพื่อนคนที่นำผ้ามาให้นางปิดบังร่างกายควรจะได้นางเป็นภรรยา ”
               นางสุวรรณเกสรนั่งฟังอยู่ข้างในอดรนทนไม่ได้ จึงพูดออกไปว่า “ นี่แน่ชวาลา ตั้งแต่ข้าเกิดมายังไม่เคยได้ยินชวาลาพูดได้ แต่ข้อความที่เจ้าพูดนี้ผิดธรรมเนียม ไม่สมเหตุสมผล ที่ถูกนั้นนางควรจะได้กับช่างแกะสลัก เพราะได้ลูบคลำทำรูปนางทั่วทั้งร่างกาย เพื่อนคนอื่นไม่เคยมีผู้ใดได้ต้องกายนางก่อนเลย ” พวกชาวสนมกำนัลและอำมาตย์ที่เฝ้าคอยดูเหตุการณ์ได้ยินนางสุวรรณเกสรพูดกับดวงชวาลา เข้าใจว่าพูดกับเจ้าสรรพสิทธิ์ ก็ส่งสัญญานให้หมู่นักดนตรีพร้อมใจกันประโคมดนตรีขึ้นเป็นครั้งที่สอง
               ครั้นเมื่อได้ยินเสียงปี่พาทย์บรรเลงขึ้นเจ้าหญิงจึงทรงนึกขึ้นได้ก็นิ่งเงียบอีกครั้ง เจ้าสรรพสิทธิ์ได้ย้ายดวงวิญญาณของชานุผู้เป็นพี่เลี้ยงไปไว้ใกล้พระที่บรรทมของเจ้าหญิงแล้วเล่านิทานปริศนาเรื่องที่สาม เกี่ยวกับชายและหญิง ๔ คู่ซึ่งได้มาพบปะพูดจาเกี้ยวพาราสีกันเมื่อฝ่ายชายถามฝ่ายหญิงว่าเรือนของเธอนั้นอยู่ที่ไหน หญิงคนแรกใช้นิ้วลูบศีรษะแล้วบอกว่าเรือนของตนอยู่ที่นี่ หญิงคนที่สองเอามือลูบนมพลางบอกว่าเรือนของฉันอยู่ที่นี่ หญิงคนที่สามใช้มือลูบแก้มพลางบอกว่านี่เรือนของฉัน ส่วนหญิงคนที่สี่เอามือลูบคิ้วพลางบอกว่านี่เรือนของฉัน ครั้นหญิงทั้งสี่กลับไปเรือนของตน ชายทุกคนต่างปรึกษากันแต่ก็ไขปริศนาไม่ออก เผอิญมีโจรคนหนึ่งถูกหลาวเสียบนอนกลิ้งเกลือกอยู่ใกล้ๆกันนั้น ครั้นได้ยินเรื่องราวของชายทั้งสี่จึงไขปริศนาให้ โดยโจรบอกว่าให้ชายคนที่หนึ่งเดินไปทางทิศตะวันออกราว ๕ อุสุภ (๑ อุสุภยาวประมาณหนึ่งเส้นสิบห้าวา) เรือนของหญิงคนรักอยู่ใต้ต้นไทร ให้ชายคนที่สองเดินไปทางทิศตะวันตกราว ๘ อุสุภ เรือนของหญิงคนรักอยู่ ใกล้ต้นขนุน ให้ชายคนที่สามเดินไปทางทิศใต้ประมาณกึ่งโยชน์ เรือนของหญิงคนรักอยู่ใกล้เตาของช่างปั้นหม้อ และให้ชายคนที่สี่เดินไปทางทิศเหนือประมาณ ๑ โยชน์ เรือนของหญิงคนรักอยู่ใกล้สระสาหร่าย (เป็นเรื่องของคำศัพท์ในภาษาจากต้นฉบับ จึงยากแก่การแปลความหมายให้เข้าใจในปริศนา) เมื่อหญิงทั้งสี่ทราบว่าชายคนรักของตนรู้ปริศนาเพราะโจรช่วยเฉลยจึงพากันขับไล่หนีไป และพวกนางต่างไปนำโจรนั้นมารักษา หญิงคนที่หนึ่งนำอาหารมาให้เป็นประจำ หญิงคนที่สองทำหน้าที่อาบน้ำชำระร่างกาย หญิงคนที่สามเอาน้ำร้อนมาให้ หญิงคนที่สี่เอาปัสสาวะอุจจาระไปเททิ้งให้ ต่อมานายโจรผู้นั้นได้หายเป็นปกติ อยากทราบว่าหญิงคนไหนสมควรอยู่ในฐานะภรรยาของนายโจร ดวงจิตตอบว่าควรเป็นหญิงผู้ที่นำปัสสาวะอุจจาระเททิ้งให้ เจ้าหญิงสุวรรณเกสรก็เผลอแย้งว่าควรจะเป็นหญิงที่นำอาหารมาให้เพราะทำหน้าที่เหมือนผู้เป็นภรรยา พลันเสียงพิณพาทย์ก็บรรเลงขึ้นเป็นครั้งที่สาม

เจ้าชายสรรพสิทธิ์ได้ถอดดวงจิตของชานุย้ายไปไว้ที่พระเขนย (หมอน) ของเจ้าหญิงสุวรรณเกสร แล้วถามปริศนาว่า ระหว่างการสัมผัสนุ่นกับสัมผัสเส้นผมอันละเอียดอ่อนของสตรีรูปงามอันเป็นที่รักยิ่ง อันไหนจะนุ่มมือมากกว่ากัน ดวงจิตตอบว่านุ่น แต่เจ้าหญิงแย้งว่า สามีที่มีจิตอ่อนโยนไม่แข็งกระด้างต่างหากจึงชื่อว่ามีสัมผัสอ่อนยิ่งกว่านุ่นและสตรี พลันเสียงปี่พาทย์ก็บรรเลงขึ้นเป็นครั้งที่สี่ จนได้ยินไปถึงโสตของท้าวพรหมทัต พระองค์ทรงพอพระทัยว่าเจ้าชายหนุ่มรูปงามคนนี้ น่าจะเป็นคู่สร้างคู่สมกันมาแต่ชาติปางก่อนแน่ๆ ท้าวพรหมทัตเห็นว่า พระธิดาได้พูดจากับเจ้าสรรพสิทธิ์ก็พอพระทัย โปรดให้จัดการอภิเษก แม้นางสุวรรณเกสรจะแย้งว่า นางไม่ได้เจรจากับเจ้าชายสรรพสิทธิ์ พูดกับประตูและชวาลาต่างหาก พระบิดาก็ไม่ยอมเชื่อ คิดว่าพระธิดาแกล้งบ่ายเบี่ยงเพราะความขวยเขินพระทัย ในที่สุดนางสุวรรณเกสรก็ได้ครองคู่กับเจ้าสรรพสิทธิ์และครองราชย์สมบัติและปกครองเมืองพาราณสีอย่างมีความสุข พระนางสุวรรณเกสรทรงเพลิดเพลินและสำราญพระทัยยิ่งกว่าตอนที่ไม่ยอมพูดกับผู้ชายเป็นอย่างมาก

ถึงคราวเคราะห์ของพระเจ้าสรรพสิทธิ์ เมื่อพระเจ้าสรรพสิทธิ์ชักเบื่อพระราชวัง จึงขอลาพระชายาออกประพาสไพรกับชานุพี่เลี้ยงคู่ชีวิตที่ไว้วางพระทัย พระเจ้าสรรพสิทธิ์เสด็จออกจากวัง มีพี่เลี้ยงตามเสด็จเพียงคนเดียว ทั้งคู่บ่ายหน้าเข้าป่าชื่นชมกับความวิเวกเปล่าเปลี่ยวของราวไพรและนกหกสิงห์สาราสัตว์ เป็นที่เพลิดเพลินพระทัยยิ่งนัก จนมาถึงที่แห่งหนึ่งพบกวางผู้ตัวหนึ่งนอนตายอยู่ พระเจ้าสรรพสิทธิ์นึกถึงมนต์ถอดดวงใจขึ้นมาได้ไม่ได้ใช้มานาน จะหย่อนฤทธิ์เสียแล้ว หรืออย่างไร จึงบอกกับพี่เลี้ยงว่า จะถอดดวงใจของพระองค์ใส่ให้กวางนั้น ให้พี่เลี้ยงดูแลร่างกายของพระองค์ไว้ พี่เลี้ยงก็รับคำ พระเจ้าสรรพสิทธิ์ก็ร่ายมหามนต์ถอดดวงใจใส่กวางตายตัวนั้น อำนาจมหามนต์ทำให้กวางตัวนั้นกลับพื้นคืนชีพ แล้วลุกขึ้นวิ่งโจนเข้าป่าไปหาพวกกวางด้วยกัน พระเจ้าสรรพสิทธิ์ ก็ทรงพระสำราญอยู่กับเหล่านางกวางจนตะวันลับชายเขา
                ฝ่ายพี่เลี้ยงที่เฝ้าร่างเจ้าสรรพสิทธิ์อยู่เกิดความคิดประหลาดว่าเรานี้ก็อาจเป็นกษัตริย์เป็นเจ้าบ้านครองเมือง แล้วได้เสวยสุขารมณ์อย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน คิดไปคิดมาก็เห็นทะลุปรุโปร่ง จำจะถอดดวงใจของเราใส่ในกายของพระเจ้าสรรพสิทธิ์แล้วเข้าไปในวัง นางสุวรรณเกสรก็คงไม่สงสัย ส่วนร่างของเราก็จะเผาเสีย เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยให้หมดสิ้น ทีนี้เราก็จะได้นางไว้ครอบครองเสพสุขในราชสมบัติ ซึ่งความชั่วนั้นทำง่ายคิดแล้วก็ลงมือปฏิบัติทันที จึงถอดหัวใจตัวเองเข้าใส่ร่างเจ้าสรรพสิทธิ์ เผาร่างตัวเองเสร็จสรรพแล้ว ก็เดินทางเข้าวังขึ้นนั่งบนพระแท่นที่เจ้าสรรพสิทธิ์เคยประทับ พวกสาวสวรรค์นางกำนัลกำในก็เข้าปรนนิบัติอย่างเคย ด้วยเข้าใจว่าเป็นพระเจ้าสรรพสิทธิ์นั้นเอง
                ส่วนนางสุวรรณเกสรนั้นเป็นหญิงเฉลียวฉลาด มีปัญญารอบคอบ ครั้นเข้ามาเฝ้าพระเจ้าสรรพสิทธิ์ปลอมก็นึกฉงนใจ ว่าเหตุใดเจ้าพี่จึงมีอาการผิดเคยกริยาพาทีก็ไม่สุภาพนุ่มนวลอย่างแต่ก่อน ก็ถามว่า พระพี่เสด็จออกเที่ยวป่าสองคน เหตุใดจึงกลับมาแต่ผู้เดียว พี่เลี้ยงคู่ใจไปอยู่เสียที่ไหน พี่เลี้ยงในร่างของเจ้าสรรพสิทธิ์ตอบว่า พี่ฆ่ามันเสียแล้ว เกรงว่ามันจะคิดแย่งราชสมบัติ เพราะมันมีวิชาความรู้เท่า ๆ กับพี่ จะไว้ชีวิตมันไม่ได้ พระนางสุวรรณเกสรได้ฟัง ก็นึกเห็นเรื่องราวตลอดว่าดีว่าร้ายพี่เลี้ยงคู่พระทัยคนนี้คิดกลทำร้ายพระภัสดาเป็นแน่แล้ว พระนางก็แสแสร้งพูดว่า พระพี่ทำดังนี้ดีแล้ว คนทรยศจะไว้ชีวิตนั้นมิควร พี่เลี้ยงได้ฟังดังนั้นก็ตายใจนึกว่านางสุวรรณเกสรคงเชื่อคำของตน พอตอนค่ำ พี่เลี้ยงจอมทรยศ ก็ย่างกรายเข้าไปยังห้องพระบรรทมหวังเชยชมยอดหญิงผู้เป็นชายาเจ้านายของตน แต่อำนาจความซื่อสัตย์ของพระนางที่มีต่อพระสวามี พอพี่เลี้ยงเข้าไปใกล้ก็รู้สึกร้อนรุ่มในหัวใจยิ่งนัก พยายามฝืนใจจะร่วมอภิรมย์กับนางแต่ก็ไม่สมหวัง พระนางสุวรรณเกสรก็ว่า วันนี้ประชวรเชิญไปหาความสำราญกับพระสนมกำนัลอื่นเถิด
                 ฝ่ายพระเจ้าสรรพสิทธิ์เที่ยวชมนางกวางเพลิน อยู่จนเวลาบ่ายคล้อยก็กลับมายังที่ที่ซึ่งฝากร่างไว้กับพี่เลี้ยง เห็นพี่เลี้ยงหายไป เห็นแต่กองไฟ ก็นึกได้ทันที ( เพราะมีปัญญารุ่งโรจน์) ว่าพี่เลี้ยงได้ถอดดวงใจใส่ในร่างของพระองค์ บัดนี้คงเข้าไปวัง หลอกลวงคนทั้งหลาย ก็นึกแค้นพระทัยนัก ที่เสียรู้เพราะรักและไว้วางใจ มินึกถึงคำโบราณที่ว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน และคำเตือนที่ว่า ช้างสาร งูเห่า ข้าเก่า เมียรัก อย่าพึงไว้วางใจ เกิดความโศกเศร้าปั่นป่วนพระทัยจนสิ้นสติสลบไป พอค่ำน้ำค้างพรมก็กลับรู้สึกพระองค์ ได้พระสติดำริว่า ไม่ควรจำนนต่อเคราะห์กรรม เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องดิ้นแก้ไขเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ให้พ้นไป ก็จึงพาร่างกวางดั้นด้นมาจนถึงไร่ของตายาย ตายายชาวไร่สองคนนี้เลี้ยงนกแก้วไว้ตัวหนึ่ง คืนวันนั้นนกแก้วมีอันเป็นล้มตายลง ตายายก็เอาศพนกแก้วไปทิ้งนอกรั้วบ้าน พอดีใกล้รุ่ง กวางสรรพสิทธิ์ด้นดั้นป่ามาพบเข้าพระเจ้าสรรพสิทธิ์ก็ถอดหัวใจออกจากกวางใส่ให้กับนกแก้วนั้น
              นกแก้วกลับคืนชีพเป็นนกแก้วสรรพสิทธิ์รีบโผผินมายังพระราชวัง บินไปจับอยู่ที่พระแกลห้องของพระนางสุวรรณเกสร แล้วพูดว่า ข้าบินมาไกล หิวโหยยิ่งนักขอทานข้าวกินสักหน่อยเถิด พระเทวีแปลกพระทัย ที่นกพูดได้ ครั้นซักถามสองสามคำก็รู้ว่า นี่คือพระภัสดาในร่างนกแก้ว ทั้งรู้เรื่องที่เป็นมาอย่างโปร่งใส ก็วางแผนซ้อนกลเอานกแก้วซ่อนไว้ในปราสาทแล้วเสด็จไปหาพี่เลี้ยงพูดว่าตั้งแต่ได้มาเป็นพระภัสดา ก็รู้อยู่ว่ามีฤทธิ์มาก แต่ยังไม่เคยเห็นว่ามีฤทธิ์อย่างไร เจ้าสรรพสิทธิ์ปลอมก็ว่า จะแสดงฤทธิ์ให้ได้ชม ว่าแล้วก็สั่งให้อำมาตย์ไปหาแพะตายมาตัวหนึ่ง ว่าจะแสดงฤทธิ์ชุบแพะตายให้กลับมีชีวิต พวกอำมาตย์จัดทำพลับพลาหน้าพระลาน ให้เจ้าสรรพสิทธิ์ตัวปลอมแสดงฤทธิ์ อวดศักดาครั้นได้เวลาพี่เลี้ยงกับพระนางสุวรรณเกสร พร้อมสนมกำนัล ข้าราชบริพาร ก็มายังพลับพลา นางสุวรรณเกสรนั้นเอานกแก้วใส่หีบให้นางพระกำนัลถือตามไป ได้เวลาลั่นฆ้อง พี่เลี้ยงก็ร่ายมหามนต์ถอดดวงใจ ใส่ในร่างแพะ แพะนั้นก็กลับคืนชีพ ลุกขึ้นโลดเต้น ปวงประชาก็โห่ร้องชมเชย ขณะนั้นนางสุวรรณเกสร ก็เปิดหีบนกแก้วให้พระเจ้าสรรพสิทธิ์ร่ายมนต์ถ่ายดวงใจ กลับเข้าร่างของตน ดวงใจพี่เลี้ยงไปติดอยู่กับแพะ ร่างพระเจ้าสรรพสิทธิ์ก็อยู่นิ่งในอาการสงบ ส่วนแพะที่มีวิญญาณของพี่เลี้ยงผู้ชั่วช้ากลับร่าเริงและเหลิงที่ประชาชนชอบใจอีกทั้งเข้าใจว่าพระนางสุวรรณเกสรชื่นชมในฤทธิ์ของตัวเองจึงไม่ได้เฉลียวใจและรีบกลับร่างเดิม

แล้วเพชฌฆาตลงมือมือสังหารแพะที่มีวิญญาณของพี่เลี้ยงที่ชั่วช้านั้นทันที แล้วร่างของพระเจ้าสรรพสิทธิ์ก็ขยับพระวรกายสร้างความตื่นตะลึงและเชื่อในอิทธิฤทธิ์ของพระราชาของพวกตนยิ่งนัก ส่วนวิญญาณของพี่เลี้ยงผู้ชั่วช้าและเนรคุณนั้น เมื่อออกจากร่างแพะแล้วก็ถูกนำไปนรกทันที ครั้นพระเจ้าสรรพสิทธิ์หมดเคราะห์กรรมแล้ว ก็ได้ครองราชย์สมบัติและปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรมอย่างมีความสุขสืบมาจนสิ้นอายุขัย

ค. สรุป

พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนสาวกของพระองค์ว่า ในสมัยพุทธกาลนี้ พระราชบิดาและพระราชมารดาของพระนางสุวรรณเกสรก็คือพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระนางยโสธราพิมพา ส่วนพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระเจ้าสรรพสิทธิ์นั้นก็คือพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระพุทธองค์ พระนางสุวรรณเกสรหรือนางนกกระจาบก็คือพระราชมารดาของพระราหุลหรือพระนางยโสธราพิมพานั้นเอง ส่วนพระเจ้าสรรพสิทธิ์หรือพ่อนกกระจาบก็คือพระตถาคต

ง. ขอขอบคุณ

๑. http://www.boysapolclub.com

๒. http://www.dida.co.th

๓. http://benchawan-hot.blogspot.com

                                     ศิษย์ตถาคต

                                ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๕




การบริหารที่เหนือการบริหาร

ท้าวศรีโคตรบอง article
ขุนแผนแสนสะท้าน article
ปาฏิหาริย์พระขุนแผน article
วงศ์เทวัญ article
มณีจันทร์ article
พระพุทธมหาชนกมุนีศรีสรรเพชญ์ article
นิมิตฝัน article
นิทานปรัมปรา article
สุพรหมโมกขะหมาเก้าหาง article
ตำนาน : ไข่ฟ้า-สุพรหมโมกขา article
สังข์ทอง
"บุญ"หรือ "ปาฏิหาริย์" article
กฎแห่งกรรม
การบริหารธุรกิจวิถีพุทธ article
การบริหารวิถีพุทธ(MSB) article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.