ReadyPlanet.com
dot dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




อิเหนา

อิเหนา : ปันหยี ระเด่นมนตรี

                *******************************

     ก.) มูลเหตุจูงใจและที่มา                                               

            ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในดินแดนสวรรณภูมิทวีปแห่งนี้(ซึ่งก็คือ ๑๑ ประเทศในภูมิภาคอาเซียนในปัจจุบัน) ไม่มีใครจะประเสริฐและยิ่งใหญ่เกรียงไกรเทียบเท่า “มหาบุรุษ ๒ ท่าน” นั้นก็คือ “พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มหาราชโพธิสัตว์ แห่งราชอาณาจักรขอม” ที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรในยุคพุทธศตวรรษที่๑๖-๑๗ ส่วนอีกท่านหนึ่งนั้นก็คือ “อิเหนา” หรือ “ปันหยี” แห่ง “ราชวงศ์อิเหนา” แห่ง “ราชอาณาจักรมัชปาหิต” อันมีศูนย์กลางที่เกาะชวา(ประเทศอินโดนีเชียในปัจจุบัน)ซึ่งยิ่งใหญ่และเกรียงไกรที่สุดในยุคพุทธศตวรรษที่ ๑๕ นอกจากจะเป็นนักรบนักปกครองที่ยิ่งใหญ่กว่าใครแล้ว พระองค์ยังเป็น “นักรัก”ที่ชาวโลกต่างเลื่องลือและทำการศึกษาประวัติของพระองค์อย่างแพร่หลาย โดยที่พระองค์ก็ทรงเป็น “มหาราชโพธิสัตว์”เช่นกัน พระองค์ก็ทรงนับถือ ทำนุบำรุง และส่งเสริม “พระพุทธศาสนานิกายมหายาน”จนรุ่งเรืองและแพร่หลายในยุคนั้น จนค่อยๆถูกกลืนหายไปเมื่อศาสนาอิสลามเริ่มเข้าไปในราวพุทธศตวรรษที่๒๐-๒๑ นั้นเอง ซึ่งถือได้ว่าราชวงศ์และพระพุทธศาสนาได้แพร่หลายในแถบนั้นมาก่อนและยาวนานเช่นกัน ซึ่งหลักฐานที่ชาวโลกได้ปรากฏและไปศึกษาและเยิ่ยมชมกันมากก็คือ “พุทธสถานบูโรพุทธโท” หรือ “ บรมพุทโธ” หรือ “บุโรพุทโธ” ซึ่งหากยกเว้น “นครวัด-นครธม” แห่งราชอาณาจักรขอม ที่ถือว่าเป็นทั้งฮินดูสถานและพุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดแล้ว ก็ถือได้ว่าจะเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว เป็นที่น่าแปลกใจมากก็คือ เป็นพุทธสถานที่อยู่ท่ามกลางประเทศที่มีอิสลามิกชนมากที่สุดในโลก แต่มีคนจากทั่วโลกไปท่องเที่ยวและทำการศึกษาค้นคว้ามากกว่าอิสลามิกสถานต่างๆและมากกว่า "หมู่เกาะบาหลี" อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่แสนสวยงามซะอีก อันความยิ่งใหญ่และรู้จักแพร่หลายจนกลายเป็นว่าหากเรียกชื่อ "ประเทศอิเหนา" ทุกคนจะรู้ทันทีว่า "ประเทศอินโดนีเชีย" หรือพอพูดว่า "ดินแดนอิเหนา"ทุกคนทั่วโลกจะรู้ทันทีว่า "หมู่เกาะชวา"โดยปริยายนั้นเอง ทั้งๆที่มีกษัตริย์และประธานาธิบดีหรือบุคคลที่สำคัญๆในประวัติศาสตร์แถบนั้นมากมายหลายคน และเรื่องราวของท่านยังมีการนำมาเผยแพร่กันอย่างแพร่หลาย โดยเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัย "กรุงศรีอยุธยา" จนถึงสมัย "กรุงรัตนโกสินทร์" ในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่จะศึกษาและบอกเล่าต่อกันมาในรูปของพงสาวดาร โดยเรียกอิเหนาว่า “อิเหนา ปันหยี กรัต ปาตี” (Panji Inu Kartapati) แต่ในหมู่ชาวชวามักเรียกกันสั้นๆ ว่า “ปันหยี” (Panji)นั้นเอง

            เมื่อผู้เขียนได้ศึกษาพระพุทธศาสนา ซึ่งต้องมีการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆด้วย ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่ค่อยได้ใส่ใจจะศึกษาเท่าใดนัก จะใส่ใจเฉพาะพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ “นิกายเถรวาท”ที่เจริญและแพร่หลายและเป็นศูนย์กลางของโลก ก็คือ ประเทศไทยของเราในปัจจุบัน ก็เลยไม่ได้ศึกษาวัฒนธรรมและความเป็นมาของประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะเพื่อนบ้านที่นับถือศาสนาอื่น จนเมื่อได้ศึกษาประวัติการเผยแพร่พระพุทธศาสนา และนิยายอิงประวัติศาสตร์ เรื่อง “อิเหนา”จึงทำให้ตื่นเต้นและอัศจรรย์ในความเป็นมาของพระพุทธศาสนาและบุคคลในประวัติศาสตร์ของชนชาติอาเซียนของเรายิ่งนัก ซึ่งเมื่อศึกษาพงศาวดารอิเหนาแล้ว ทำให้ได้แง่คิดและคติเตือนใจหลายอย่าง ดังนี้

ข.) เนื้อเรื่อง(โดยย่อ)

            ในดินแดนชวาแต่โบราณมีกษัตริย์ราชวงศ์หนึ่ง เรียกว่า “วงศ์อสัญแดหวา”หรือ “วงศ์เทวา” หรือ "วงศ์เทวดา" กล่าวกันแต่เดิมว่า “เมืองหมันหยา”มีเจ้าเมืองมีธิดาสี่องค์ เจ้าเมืองหมันหยาคิดจะแต่งการสยุมพร(แต่งงาน)ให้กับธิดาทั้งสี่ แต่หากษัตริย์ที่คู่ควรไม่ได้ ต่อมามีเหตุเกิดขึ้นคือมีพระขรรค์ชัยกับธงผุดขึ้นที่หน้าพระลานกลางเมือง ทำให้เกิดข้าวยากหมากแพงชาวเมืองเดือดร้อนไปทั่ว เจ้าเมืองหมันหยาจึงป่าวประกาศให้กษัตริย์เมืองต่างๆ มาถอนพระขรรค์กับธงออกเพื่อแก้อาถรรพ์ ผู้ใดทำได้สำเร็จจะยกธิดาและสมบัติให้กึ่งหนึ่ง มีกษัตริย์และเจ้าเมืองต่างๆที่มาอาสา แต่ก็ไม่สามารถถอนพระขรรค์กับธงได้ จนกระทั่งอสัญแดหวาสี่องค์ที่มาสถิต ณ เขาไกรลาส ได้แปลงกายเป็นมนุษย์มาฉุดถอนพระขรรค์กับธงขึ้นได้สำเร็จ แต่เทวราชทั้งสี่ไม่ขอรับสมบัติใดๆหากขอเพียงธิดาไปเป็นคู่ครองและจะไปสร้างเมืองอยู่เอง

โดยเทวาองค์แรกชื่อ “ท้าวกุเรปัน”พาธิดาองค์ที่หนึ่งไปสร้าง “เมืองกุเรปัน” องค์ที่สองคือ “ท้าวดาหา”พาธิดาองค์รองไปสร้าง “เมืองดาหา” องค์ที่สามชื่อ “ท้าวกาหลัง”พาธิดาองค์รองสุดท้องไปสร้าง “เมืองกาหลัง” และองค์ที่สี่ ชื่อ “ท้าวสิงหัดส่าหรี”พาธิดาองค์สุดท้องไปสร้าง “เมืองสิงหัดส่าหรี” สี่เมืองนี้จึงนับเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ด้วยเกียรติและยศศักดิ์ศรี ด้วยเป็นวงศ์อสัญแดหวาและยังเป็นที่ยอมรับและยกย่องของหัวเมืองน้อยใหญ่ และสี่เมืองนี้เท่านั้นที่สามารถตั้งตำแหน่งมเหสีได้ ๕ องค์ อันได้แก่ ประไหมสุหรี มะเดหวี มะโต ลิกู และเหมาหลาหงี ส่วนความเกี่ยวพันระหว่างวงศ์อสัญแดหวากับเมืองหมันหยานั้นเรียกได้ว่าเกี่ยวดองกันเพราะวงศ์อสัญแดหวารุ่นต่อๆมา ล้วนได้ธิดาเมืองหยันหยา มาเป็นประไหมสุหรีนั้นเอง

            สมัยต่อมาเจ้าผู้ครองเมืองกุเรปันก็มีโอรสที่เกิดกับลิกูองค์หนึ่งให้ชื่อว่า "กะหรัดตะปาตี" แต่ท้าวกุเรปันประสงค์จะมีโอรสกับประไหมสุหรีบ้าง จึงได้ทำพิธีบวงสรวงเทวดา ก่อนที่ประไหมสุหรีจะทรงครรภ์ก็ได้สุบินนิมิตว่า "พระอาทิตย์ทรงกลดแล้วลอยมาตกตรงหน้า และพระนางก็รับไว้ได้" เมื่อคราวประสูติพระโอรสก็เกิดศุภนิมิตเป็นอัศจรรย์ต่างๆ โดยในวันที่โอรสประสูติ "องศ์อสัญแดหวา" หรือ "องค์ปะตาระกาหลา" ซึ่งเป็นบรมอัยกา(ปู่)ที่สถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ได้นำ “กริชแก้วสุรกานต์”มาวางไว้ข้างตัวพระโอรส พร้อมทั้งจารึกพระนามไว้บนกริชด้วยว่า

“กริชนี้จารึกอักษร นามกรกุมารหลานข้า
ชื่อหยังหยังหนึ่งหรัดอินดรา อุดากันส่าหรีปาตี
อิเหนาเองหยังตาหลา เมาะตาริยะกัดดังสุรศรี
ดาหยังอริราชไพรี เองกะนะกะหรีกุเรปัน”

        หรือชื่อเต็มของอิเหนาว่า

"หยังหยังหนึ่งหรัด อินดราอุดากันสาหรีปาตี อิเหนาเองหยังตาหลา เมาะตาริยะกัดดังสุรศรี ดาหยังอริราชไพรี เองกะนะกะหรีกุเรปัน"

และโหรได้ทำนายว่าโอรสจะเป็นผู้มีบรมเดชานุภาพยิ่งใหญ่เกรียงไกรไม่มีผู้ใดเทียม แต่เมื่ออายุได้ ๑๕ ชันษาจะมีเคราะห์ต้องพลัดพรากจากเมืองถึงสามครั้ง จะไปได้ชายาเมืองอื่น พลัดบ้านพลัดเมืองถึง ๑๓ ปีจึงจะกลับคืนพระนคร

               ฝ่ายประไหมสุหรีเมืองหมันหยา ได้ให้กำเนิดธิดาชื่อ “จินตะหราวาตี” อันมีบทกวีพรรณาความงามของนางไว้ ดังนี้ ว่า

 งามงอนอ่อนระทวยนวยแน่ง ดำแดงนวลเนื้อสองสี
ผ่องพักตร์ผิวพรรณดังจันทรี นางในธานีไม่เทียมทัน

           ส่วนประไหมสุหรีของเมืองสิงหัดส่าหรี ได้ให้กำเนิดโอรสชื่อ “สุหรานากง” ซึ่งองศ์อสัญแดหวาได้นำกริชจารึกชื่อมาประทานให้เช่นเดียวกับอิเหนา เมืองกาหลังได้กำเนิดธิดาแต่ประไหมสุหรีชื่อ “สะกาหนึ่งหรัด” และเป็นคู่ตุหนาหงัน(คู่หมั้น) กับสุหรานากง ส่วนเมืองดาหา ประไหมสุหรีได้กำเนิดธิดาชื่อ “บุษบาหนึ่งหรัด” โดยในวันที่ประสูติ “มีกลิ่นหอมอบอวลทั่วทั้งเมือง”ซึ่งทางเมืองกุเรปันได้สู่ขอตุนาหงันไว้กับอิเหนา อันความงามของบุษบาได้มีกลอนบทกวีบรรยายไว้ และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนางในวรรณคดีที่มีความงามเลิศเกินใครในปฐพีเลยทีเดียว ดังนี้ว่า

 จึงประสูติพระธิดายาใจ          งามวิไลล้ำเลิศเพริศพราย
อันอัศจรรย์ที่บันดาล           ก็อันตรธานสูญหาย
ยังกลิ่นหอมรวยชวยชาย            จึงถวายพระนามตามเหตุนั้น
ชื่อระเด่นบุษบาหนึ่งหรัด            ละออเอี่ยมเทียมทัดนางสวรรค์
นางในธรณีไม่มีทัน                ผิวพรรณผุดผ่องดังทองทา

 

 และในอีก ๕ ปีต่อมาประไหมสุหรีของเมืองดาหาก็ได้ให้กำเนิดโอรสชื่อ “สียะตรา”

                เมื่ออิเหนาเจริญวัยจนอายุได้ ๑๕ ชันษา ก็มีความเชี่ยวชาญและเก่งกล้าในเชิงยุทธ์สมเป็นโอรสกษัตริย์ ต่อมาพระมารดาของประไหมสุหรีเมืองหมันหยาทิวงคต ท้าวหมันหยาจึงมีราชสาส์นแจ้งไปยังเมืองกุเรปันและเมืองดาหา ทางเมืองกุเรปันจึงให้อิเหนานำเครื่องเคารพศพไปร่วมงานแทน เพราะพระมารดากำลังทรงครรภ์ ครั้นอิเหนาไปถึงเมืองหมันหยา ก็ได้เข้าเฝ้าท้าวหมันหยา

                     และแล้วก็ได้พบกับจินตะหราผู้เป็นพระธิดาเจ้าเมืองผู้กำลังเป็นสาวสวยงามและถูกอกถูกใจอิเหนายิ่งนัก จึงนึกรักคิดใคร่ อยากได้นางเป็นชายาจนไม่ยอมกลับเมืองกุเรปัน ท้าวกุเรปันเห็นว่างานศพก็เสร็จสิ้นแล้ว จึงให้คนถือหนังสือไปตามตัวอิเหนากลับมา โดยบอกเหตุผลว่าพระมารดาทรงครรภ์แก่ใกล้ประสูติแล้ว อิเหนาต้องจำใจกลับกุเรปันแต่ได้เขียนเพลงยาวและฝากแหวนสองวง และยังขอแลกกับสไบของนางจินตะหรา เมื่ออิเหนาถึงเมืองกุเรปันก็ทราบว่าประไหมสุหรีกำเนิดธิดาชื่อ “วิยะดา” และท้าวดาหาได้สู่ขอตุนาหงันไว้ให้กับสียะตราน้องชายของบุษบา อิเหนากลับมากุเรปันก็คร่ำครวญคิดถึงแต่จินตะหรา ท้าวกุเรปันจึงมีราชสาส์นเร่งรัดไปยังท้าวดาหาเพื่อจะจัดการวิวาห์ระหว่างอิเหนากับบุษบาให้เป็นที่เรียบร้อยซะที ฝ่ายอิเหนาระแคะระคายว่าจะต้องแต่งงานกับบุษบา จึงออกอุบายหนีไปโดยขออนุญาตท้าวกุเรปันออกประพาสป่า แล้วปลอมตัวเป็นนายโจรป่าชื่อ “มิสารปันหยี”โดยให้พี่เลี้ยงและไพร่พลปลอมเป็นชาวบ้านป่าทั้งสิ้นเดินทางมุ่งหน้าสู่ “ภูเขาปะราบี”ใกล้เมืองหมันหยานั้นเอง

                กล่าวถึงกษัตริย์สามพี่น้องอีกวงศ์หนึ่ง องค์แรกครองเมือง “ปันจะรากัน” มีธิดาชื่อ “สะการะวาตี” องค์รองครองเมือง “ปักมาหงัน” มีธิดาชื่อ “มาหยารัศมี” มีโอรสชื่อ” สังคามาระตา” องค์ที่สามครองเมือง “บุศสิหนา” เพิ่งไปสู่ขอ “นางตรสา”ธิดาเมือง “ปะตาหรำ”มาเป็นชายา ระหว่างเดินทางกลับจากพิธีวิวาห์ พี่น้องทั้งสามเมืองก็แวะพักเพื่อกราบนมัสการ “ฤาษีสังปะติเหงะ”ซึ่งบำเพ็ญพรตอยู่เชิงเขาปะราปี ระหว่างที่ไพร่พลของอิเหนาพักอยู่ที่เชิงเขาปะราปี “ประสันตา”พี่เลี้ยงคนสนิทของอิเหนาได้ล่วงล้ำไปมีเรื่องวิวาทกับไพร่พลของท้าวบุศสิหนา ท้าวบุศสิหนายกทัพมารบกับอิเหนาซึ่งใช้ชื่อว่ามิสารปันหยี ทั้งสองจึงได้รบพุ่งกัน และท้าวบุศสิหนาก็ถูกมิสารปันหยีแทงตกม้าตาย ท้าวปันจะรากันและท้าวปักมาหงันผู้พี่ชาย ซึ่งทราบจากฤาษีสังปะติเหงะว่า มิสารปันหยี คือ อิเหนา องค์รัชทายาทจากวงศ์อสัญแดหวาแห่งกุเรปัน จึงยอมอ่อนน้อมไม่สู้รบด้วย พร้อมทั้งยกสการะวาตี มาหยารัศมีและสังคามาระตาให้แก่อิเหนาด้วย ส่วนนางตรสาได้โดดเข้ากองไฟตายตามท้าวบุศสิหนาไป จากนั้นอิเหนาก็เข้าเมืองหมันหยา และได้จินตะหราเป็นชายาสมใจ และก็ได้พามาหยารัศมีและสะการะวาตีมาอยู่ด้วยกัน

                 ฝ่ายเมืองดาหาเมื่อเตรียมการพิธีวิวาห์เสร็จแล้วก็แจ้งไปยังท้าวกุเรปัน ท้าวกุเรปันก็ร้อนใจยิ่งนัก ที่ทราบว่าอิเหนาไปได้จินตะหราเป็นชายาแล้ว จึงให้คนถือหนังสือไปตามให้อิเหนากลับมา แต่อิเหนาพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมกลับ และขอถอนหมั้นกับบุษบา ครั้นท้าวดาหาได้ทราบความดังนั้นก็ขุ่นเคืองมากถึงกับตัดสินพระทัยว่าแม้นใครมาขอบุษบาก็จะยกให้ทันที!

                      กล่าวถึงเมืองพี่เมืองน้องทั้งสองเมือง เมืองพี่คือ “เมืองล่าสำ” เมืองน้องคือ “เมืองจรกา” ท้าวล่าสำมีธิดาชื่อ “กุสุมา”เป็นคู่หมั้นกับ “สังคามาระตา”ฝ่าย "ท้าวจรกา"ยังไม่มีคู่ด้วยรูปชั่วตัวดำ เมื่อได้ทราบข่าวทางเมืองดาหาก็แต่งเครื่องบรรณาการมาขอบุษบา ท้าวดาหาก็ยินดียกให้ ด้วยกำลังแค้นเคืองอิเหนาอยู่นั้นเอง

                      กล่าวถึงกษัตริย์อีกวงศ์หนึ่ง องค์พี่ชื่อ "กะหมังกุหนิง"เป็นผู้ครอง “เมืองกะหมังกุหนิง” มีโอรสชื่อ “วิหยาสะกำ” องค์รองชื่อ "ปาหยัง"เป็นผู้ครอง “เมืองปาหยัง” มีธิดาสององค์ ชื่อ “รัตนาระติกา” และ “รัตนาวาตี” องค์สุดท้องชื่อ "ประหมันสลัด"ผู้ปกครอง “เมืองประหมันสลัด” มีโอรสชื่อ “วิหรากะระตา” มีธิดาชื่อ “บุษบาวิลิศ” อยู่มาวิหยาสะกำออกเที่ยวป่า องค์อสัญแดหวาไม่ต้องการให้บุษบาแต่งงานกับจรกา จึงจำแลงเป็นกวางทองล่อวิหยาสะกำไปพบรูปนิมิตของบุษบา วิหยาสะกำเห็นรูปก็หลงรักไม่เป็นอันกินอันนอน ท้าวกะหมังกุหนิงจึงแต่งเครื่องบรรณาการไปขอบุษบาให้โอรสทั้งที่รู้ว่าท้าวดาหาได้ยกบุษบาให้กับจรกาแล้ว เมื่อท้าวดาหาไม่ยินยอม ท้าวกะหมังกุหนิงซึ่งรักลูกชายมาก จึงยกทัพมาเพื่อทำศึกชิงนางกับเมืองดาหา ทางเมืองดาหาจึงรีบบอกไปยังเมืองพี่เมืองน้องและเมืองจรกากับเมืองล่าสำให้มาช่วยรบอีกด้วย

ฝ่ายท้าวกุเรปันมีราชสาส์นไปยังอิเหนาที่เมืองหมันหยาให้มาช่วยท้าวดาหารบกับศัตรู อิเหนาจึงจำต้องยกทัพมาช่วยรบไม่งั้นจะถูกตัดพ่อตัดลูกกันเลยทีเดียว

“บัดนี้ปัจจามิตร มาประชิดดาหากรุงใหญ่
จงเร่งรีบรี้พลสกลไกร ไปช่วยชิงชัยให้ทันที
ถึงไม่เลี้ยงบุษบาเห็นว่าชั่ว แต่เขารู้อยู่ว่าตัวนั้นเป็นพี่
อันองค์ท้าวดาหาธิบดี นั้นมิใช่อาหรือว่าไร
มาดแม้นเสียเมืองดาหา จะพลอยอายขายหน้าหรือหาไม่
ซึ่งเกิดเหตุครั้งนี้ก็เพราะใคร จะซ้ำให้เสียศักดิ์ก็ตามที
แม้นมิยกพลไกรไปช่วย ถึงพ่อม้วยก็อย่ามาดูผี

อย่าดูทั้งเปลวอัคคี แต่วันนี้ขาดกันจนบรรลัย”

 

            อิเหนาจำใจต้องไปรบเพราะขัดบัญชาพระบิดาไม่ได้ และพระองค์ต้องการปกป้องและรักษาศักดิ์ศรีแห่ง "วงศ์เทวัญ" หรือ "วงศ์อสัญแดหวา"ของพระองค์ไว้ จึงต้องไปรบ ฝ่ายจินตะหราให้วิตก และเป็นทุกข์ทรมานมาก พระองค์ว้าวุ่นและหวั่นๆในความรักของพระนางในศึกครั้งนี้ ศึกรบไม่เท่าใหร่เพราะมั่นในพระทัยและเชิงยุทธ์ของพระสวามี แต่พระองค์หวั่นศึกรักมากกว่า เกรงว่าเจ้าพี่อิเหนาจะได้พบกับบุษบา เจ้าหญิงผู้แสนโสภา เป็นพระธิดาผู้สูงศักดิ์ และเพรียบพร้อมทุกอย่างยิ่งนัก และที่สำคัญบุษบาเป็นคู่ตุนาหงัน(คู่หมั้น)ของอิเหนาตั้งแต่ประสูติแล้วนั้นเอง

กลอนบทนี้ลึกซึ้งบาดหัวใจ และประทับใจในวรรณคดีอิเหนาเรื่องนี้ โดยเฉพาะในตอนนี้ยิ่งนัก ดังนี้ว่า

    แล้วว่าอนิจจาความรัก     พึ่งประจักษ์ดั่งสายน้ำไหล

ตั้งแต่จะเชี่ยวเป็นเกลียวไป     ที่ไหนเลยจะย้อนคืนมา

สตรีใดในพิภพจบแดน     ไม่มีใครได้แค้นเหมือนอกข้า

ด้วยใฝ่รักให้เกินพักตรา    จะมีแต่เวทนาเป็นเนืองนิตย์

โอ้ว่าน่าเสียดายตัวนัก     เพราะเชื่อสิ้นหลงรักจึงซ้ำจิต

จะออกชื่อลือชั่วไปทั่วทิศ    เมื่อพลั้งคิดผิดแล้วจะโทษใคร

 

 

              และแล้วทั้งสองกองทัพก็ได้เผชิญหน้ากัน แล้วก็เกิดการรบพุ่งกัน ซึ่งเป็นตำนานที่นิยมศึกษาเล่าเรียนกันไปทั่วโลกในนาม "ศึกกะหมังกุหนิง"นั้นเอง โดยอิเหนาได้รบกับท้าวกะหมังกุหนิงซึ่งถูกอิเหนาแทงด้วยกริชถึงแก่ความตาย ส่วนวิหยาสะกำก็ถูกสังคามาระตาแทงด้วยทวนตกม้าตายเช่นเดียวกัน โดยที่ทัพของจรกาว่าที่เจ้าบ่าวของบุษบาและล่าสำยังเดินทางมาไม่ถึงสนามรบเลย ทางเมืองดาหาทราบข่าวว่าอิเหนามีชัยต่อข้าศึก ก็ให้จัดพิธีต้อนรับอิเหนาเข้าเมือง เมื่ออิเหนาเข้าเฝ้าท้าวดาหา

                       และแล้วเมื่อแรกพบประสบกับบุษบา อิเหนาถึงกับตะลึงในความสวยงามและกริยามารยาท อันเป็นขัตติยะนารีวงศ์กษัตริย์อสัญแดหวา และด้วยบุพเพสันนิวาส ก็นึกเสียดายและนึกรักบุษบาอย่างจับจิตจับใจหลงไหลเป็นที่สุด อิเหนาพยายามยืดเวลาเพื่อจะอยู่ในเมืองดาหาต่อไปนานๆ และแอบไปร่วมพิธีไหว้พระแก้บนที่ “ภูเขาวิลิศมาหรา”กับครอบครัวของบุษบาอีกด้วย อิเหนาแอบดูบุษบาสรงน้ำที่ลำธารกับเหล่านางพระพี่เลี้ยง ดังกลอนบทกวีอิเหนาชมธาร ดังนี้ว่า

"...พักตร์น้องละอองนวลปลั่ง        ดังดวงจันทร์วันเพ็ญประไพศรี

อรชรอ้อนแอ้นทั้งอินทรีย์        ดังกินรีลงสรงคงคาลัย

งามจริงพริ้งพร้องทั้งสารพางค์       ไม่ขัดขวางเสียทรงที่ตรงไหน

พิศพลางปฎิพัทธ์กำหนัดใน        จะใคร่ไปโอบอุ้มองค์มา

ดูเดินดังดำเนินเหมราช        งามประหลาดเลิศล้ำเลขา

พิศไหนให้เพลินจำเริญตา       พระราชาชมพลางทางถอนใจ..."

 อิเหนานั้นพยายามหาโอกาสเข้าใกล้บุษบาและพยายามกลั่นแกล้งจรกาให้บุษบารังเกียจจรกาต่างๆนาๆ มิหนำซ้ำอิเหนายังถือโอกาสกอดจูบบุษบาตอนมะเดหวีกับบุษบาเข้าไปเสี่ยงเทียนในถ้ำ (อันเป็นตำนาน และบทเพลง “บุษบาเสี่ยงเทียน”อันลือลั่น นั้นเอง)

จุดเทียนเวียนถวายพระพุทธา

บุษบาอธิฐานบนบานผล

ช่วยดลจิตอิเหนาเฝ้ายินยล

ขอสวดมนต์ต่อองค์พระปฏิมา

.

หากรักข้าสมหวังดั่งใจหมาย

ขอจุดเทียนเสี่ยงทายเสน่หา

องค์ระเด่นมนตรีโปรดเมตตา

บุษบาวิงวอนพรปราณี

.

แม้นสมมาตรปราถนาคราตั้งจิต

ขอนิมิตเดือนเด่นเป็นสักขี

ขอเสี่ยงเทียนเวียนวนดลฤดี

ให้เจ้าพี่อิเหนาเฝ้าอุ้มชู

.

ระเด่นบุษบาหาคู่ครอง

น้ำตานองร้องครวญชวนหดหู่

เมื่ออิเหนาสลัดรักผลักโฉมตรู

น้ำตาพรูจุดเทียนเวียนรักวน

.

ขอรักข้าอย่าเคลือบแฝงแสงริบหรี่

องค์ระเด่นปรานีอย่าล่องหน

ขอรักคืนชื่นจิตชิดกมล

เห็นใจคน”รักแท้” แม่บุษบา

 

               ครั้นกลับเข้าเมือง อิเหนาจึงคิดแผนลักพาบุษบาหนีไปอยู่ด้วยกัน โดยสร้างสถานการณ์ว่ามีข้าศึกเข้ามาปล้นเมืองดาหาโดยมีการเผาบ้านเมืองให้สมจริงอีกด้วย โดยอิเหนาอาศัยความโกลาหลนั้นปลอมตัวเป็นจรกา แล้วลักพาบุษบาหนีออกนอกเมืองไปซ่อนไว้ ใน "ถ้ำทอง"กลางป่าที่ได้จัดเตรียมไว้เป็นเรือนหอ และแล้วทั้งคู่ก็ได้เสียเป็นสามีภรรยากัน ด้วยความรักใคร่และเต็มใจในกันและกันยิ่งนัก แล้วอิเหนาก็ย้อนรอยกลับเข้าเมืองดาหา ทำเหมือนไม่รู้ว่าบุษบาถูกลักพาไปแบบขุ่นๆ และยังอาสาออกตามหาบุษบาให้อีกต่างหาก

                กล่าวถึงองค์อสัญแดหวาผู้เป็นปู่บนสรวงสวรรค์ให้ขุ่นเคืองอิเหนาที่ทำหยาบหยามตามอำเภอใจยิ่งนัก จึงคิดจะลงโทษและสั่งสอนหลานชายให้สำนึก จึงบันดาลให้ลมหอบพาบุษบาและพี่เลี้ยงไปตกยัง "เมืองประมอตัน"เพื่อให้พลัดกันกับอิเหนา และองค์อสัญแดหวายังได้แปลงบุษบาให้ดูเหมือนผู้ชาย โดยให้ชื่อว่า “อุณากรรณ” และมอบ "กริช"อาวุธของวงศ์เทวาให้อีกด้วย โดยได้บอกกับบุษบาไว้ไม่ให้ตกใจหรือกังวลใดๆ ต่อเมื่อ "สี่กษัตริย์"ในวงศ์อสัญแดหวามาพบกับพร้อมหน้า คือ อิเหนา บุษบา สียะตรา และวิยะดา ก็จึงจะจำกันได้ โดย "ท้าวประมอตัน"เจ้าเมืองปะมอตันได้มาพบเข้าจึงรับไปเป็นโอรสบุญธรรม

                     ฝ่ายอิเหนาเมื่อทราบว่าลมหอบบุษบาหายไปก็โศกเศร้าเสียใจมาก จึงปลอมเป็นนายโจรมิสารปันหยีออกติดตามหานาง ระหว่างทางก็ตีได้เมืองเล็กเมืองน้อยเป็นเมืองขึ้นมากมาย อิเหนาพยายามตามหาบุษบาต่อไปแต่ก็ไม่พบ ทรงโศกเศร้าเสียใจและทุกข์ทรมานมาก จึงตัดสินใจไปบวชเป็นฤาษีชื่อ “กัศมาหราอายัน”

               ข้างฝ่ายอุณากรรณก็พยายามออกติดตามหาอิเหนาเช่นเดียวกัน จนไปถึง “ภูเขาปัจจาหงัน”ที่อิเหนาบวชเป็นฤาษีอยู่ เมื่อทั้งสองได้พบกันแต่ก็ไม่รู้จักกัน แล้วอุณากรรณเดินทางต่อไปถึงเมืองกาหลัง ต่อมาอิเหนาได้ลาสิกขาจากเพศฤาษีออกติดตามอุณากรรณไปยังเมืองกาหลังด้วย เมื่ออยู่ที่เมืองกาหลัง ท้าวกาหลังรักอุณากรรณและรับเป็นโอรสบุญธรรมด้วย มิสารปันหยีก็ขอเป็นโอรสบุญธรรมด้วยเช่นกัน ซึ่งท้าวกาหลังใจดีและอีกอย่างพระองค์มีแต่ธิดาไม่มีโอรส จึงรับทั้งคู่เป็นโอรสบุญธรรม ต่อมามีศึกมารบกับเมืองกาหลัง อันเนื่องมาจากว่าจะมาขอ “สะการะหนึ่งรัด”ไปเป็นสะใภ้ แต่ไม่ใช่วงศ์เทวัญและก็ได้ตุนาหงันกับสุหรานากงไว้แล้ว ท้าวกาหลังจึงไม่ได้ยกให้จึงต้องรบกันเพื่อทำศึกชิงนางนั้นเอง อุณากรรณกับอิเหนาอาสาออกรบ ซึ่งอุณากรรณได้รบกับ "ระตูจะมาหลา"และก็ชนะ ศัตรูถูกทวนแทงตกม้าตาย ฝ่ายอิเหนาก็รบกับ "ระตูกะปาหลัน"ผู้พี่ชายของระตูจะมาหลา แล้วก็ชนะและศัตรูก็ถูกฆ่าตายเช่นกัน ทั้งท้าวกาหลัง อุณากรรณและมิสารปันหยีต่างไม่รู้จักกันเพียงแต่สงสัยคลับคล้ายคลับคลาในกันและกันแค่นั้น อิเหนาและพี่เลี้ยงหาทางพิสูจน์และจับผิดต่างๆว่าอุณากรรณเป็นหญิงและเป็นบุษบา แต่ก็มีอันเป็นไปและแคล้วคลาดทุกที จนถึงขนาดว่าแอบดูในเวลาอาบน้ำก็ตาม

            ทำให้อุณากรรณและพี่เลี้ยงต้องรีบหนีออกจากเมืองกาหลังก่อนที่ความลับจะถุูกเปิดเผย จึงออกเดินทางจากเมืองกาหลังไปสืบหาอิเหนาต่อไปอย่างมะงุมมะงาหลาและทุกข์ทรมานยิ่งนัก แล้วก็ได้ไปบวชเป็นชี(แอหนัง) ณ “ภูเขาตะหลากัน”โดยใช้ชื่อว่า “ชีติหลาอรสา”

                      ต่อมาประสันตาพี่เลี้ยงของอิเหนาได้พบนางชีติหลาอรสา ก็สงสัยว่าจะเป็นบุษบา จึงมาทูลอิเหนา แล้วอิเหนาจึงปลอมตัวเป็นเทวดาชื่อ “หลงหลังอาหลัด” ไปหานางที่อาศรม แล้วหลอกว่าจะมารับนางไปอยู่ที่เมืองสวรรค์ชั้นฟ้า แต่กลับพานางเข้าเมืองกาหลัง โดยประสันตาได้ทำอุบายเล่นหนัง(ละคร)ตามเรื่องราวของอิเหนากับบุษบาโดยเริ่มตั้งแต่เมื่อขึ้นไปไหว้พระปฏิมาบนภูเขาวิลิศมาหรา จนกระทั่งบุษบาถูกลมหอบไป เมื่อบุษบาได้ชมและรับรู้เรื่องราวในละครซึ่งเป็นเรื่องของตัวเองกับเจ้าพี่อิเหนา ก็เผลอสติร้องให้สะเทือนใจออกมา

                     ในที่สุดอิเหนากับบุษบาก็จำกันได้ หลังจากที่ต้องหลงทางติดตามหากันและกันแบบหลงทิศหลงทาง "มะหงุมมะหงาหลา"นั้นเอง ทั้งสียะตราและวิยะดาก็ได้พบกันเหมือนกัน เมื่อพบกันพร้อมหน้าพร้อมตากันที่เมืองกาหลังแล้ว อิเหนาก็ยังไม่กล้ากลับเมืองดาหาเพราะเกรงท้าวดาหาจะกริ้ว ฝ่ายสียะตราจึงต้องแต่งสาส์นไปทูลให้ท้าวกุเรปันพระปิตุลาและท้าวดาหาพระบิดาให้ทรงทราบ เพื่อให้ทั้งสองกษัตริย์จะได้ยกโทษและรับอิเหนากลับเข้าเมืองนั้นเอง
                  ในที่สุดท้าวกุเรปัน และท้าวดาหาก็จัดกองทัพมารับอิเหนาและบุษบาที่เมืองกาหลัง ทั้งนี้ได้จัดงานพิธีอภิเษกให้กับอิเหนาด้วย โดยได้เชิญจินตะหราและเจ้าเมืองพร้อมกับมเหสีจากเมืองมันหยามาร่วมพิธีด้วย เมื่อกษัตริย์วงศ์เทวาได้มาพร้อมกันหมดแล้ว ณ เมืองกาหลัง หลังจากที่ได้ทราบเรื่องราวต่างๆและเข้าใจกันดีแล้ว จึงได้จัดให้มีพิธีอภิเษกสมรสกันขึ้นระหว่างคู่ตุนาหงันในวงศ์เทวา พร้อมทั้งอภิเษกธิดาระตูอื่นๆ เป็นมเหสีวงศ์เทวาจนครบทุกตำแหน่ง โดยอิเหนามีมเหสี ๑๐ องค์ ดังนี้

ให้ระเด่นจินตะหราวาตี....เป็นประไหมสุหรีฝ่ายขวา
อันองค์อะหนะบุษบา..........เป็นอัครชายาฝ่ายซ้าย
ระเด่นสะการะวาตี..............มะเดหวีฝ่ายขวาโฉมฉาย
นางมาหยารัศมีเพริศพราย...มะเดหวีฝ่ายซ้ายคู่กัน
บุษบาวิลิศกัลยา................มะโตฝ่ายขวาเฉิดฉัน
บุษบากัณจะหนาลาวัลย์......นั้นเป็นฝ่ายซ้ายเทวี
ระหนากะระติกาโฉมตรู........เป็นลิกูฝ่ายขวามารศรี
ฝ่ายซ้ายอรสานารี.............ตามที่ลำดับกันมา
อันสุหรันกันจาส่าหรี...........เป็นเหมาหลาหงีฝ่ายขวา
เบื้องซ้ายนั้นให้กัลยา..........นางหงยาหยาควรกัน
ครบที่ซ้ายขวาทั้งสิบองค์...........เป็นปิ่นอนงค์สาวสรรค์
ในราชธานีกุเรปัน..............ไพร่ฟ้าทั้งนั้นจะเปรมปรีดิ์
นั้นก็คือ

 จินตะหราวาตี เป็น ประไหมสุหรีฝ่ายขวา บุษบาหนึ่งหรัด เป็น ประไหมสุหรีฝ่ายซ้าย
สะการะวาตี เป็น มะเดหวีฝ่ายขวา มาหยารัศมี เป็นมะเดหวีฝ่ายซ้าย
บุษบาวิลิศ เป็น มะโตฝ่ายขวา บุษบากันจะหนา เป็น มะโตฝ่ายซ้าย
ระหนาระกะติกา เป็น ลิกูฝ่ายขวา อรสา เป็น ลิกูฝ่ายซ้าย
สุหรันกันจาส่าหรี เป็น เหมาหลาหงีฝ่ายขวา หงยาหยา เป็น เหมาหลาหงีฝ่ายซ้าย

 

 โดยสี่พี่น้องแห่งวงศ์อสัญแดหวา คือ ท้าวกุเรปัน ท้าวดาหา ท้าวกาหลัง และท้าวสิงหัดส่าหรีได้เชิญจรกาและล่าสำมาร่วมงานนี้ด้วย และได้ตกลงกันว่าจะสู่ขอ "จินดาส่าหรี"ลูกสาวท้าวสิงหัดส่าหรีที่เกิดกับลิกูให้แต่งงานกับจรกา ซึ่งก็ตกลงและถูกอกถูกใจจรกายิ่งนัก

           ฝ่ายสียะตราอภิเษกกับวิยะดา สุหรานากงกับสะการะหนึ่งหรัด กะหรัดตะปาตีกับบุษบารากา สุหรานากงครองเมืองสิงหัดส่าหรี กะหรัดตะปาตีครองเมืองกาหลัง

       

               ส่วนอิเหนาและเหล่ามเหสีก็ได้ปกครองเมืองกุเรปัน และสืบทอด "ราชวงศ์มัชปาหิต" อย่างมีความสุข พระองค์ได้แผ่บรมเดชานุภาพไปทั่วทุกสารทิศ ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนานิกายมหายานได้มากมายและกว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมดินแดนสุวรรณภูมินี้เกือบทั้งหมด และยาวนานตราบจนสิ้นอายุขัย แล้วก็จุติไปปฏิสนธิที่สรวงสวรรค์ตามเดิม

              

 

ค.) สรุปข้อคิดที่ได้จากพงศาวดารเรื่องอิเหนา


๑. การเอาแต่ใจตนเอง อยากได้อะไรเป็นต้องได้ จากในวรรณคดีเรื่องอิเหนานั้น เราได้ข้อคิดเกี่ยวกับการเอาแต่ใจตนเอง อยากได้อะไรเป็นต้องได้ ไม่รู้จักระงับความอยากของตน หรือพอใจในสิ่งที่ตนมีแล้ว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา และคนอื่นๆ ก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย ดังเช่นในตอนที่อิเหนาได้เห็นนางบุษบาแล้วเกิดหลงรัก อยากได้มาเป็นมเหสีของตน กระนั้นแล้ว อิเหนาจึงหาอุบายแย่งชิงนางบุษบา แม้ว่านางจะถูกยกให้จรกาแล้วก็ตาม โดยที่อิเหนาได้ปลอมเป็นจรกาไปลักพาตัวบุษบา แล้วพาไปยังถ้ำทองที่ตนได้เตรียมไว้ ซึ่งการกระทำของอิเหนานั้นเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้คนเดือดร้อนไปทั่ว พิธีที่เตรียมไว้ก็ต้องล่มเพราะบุษบาหายไป อีกทั้งเมืองยังถูกเผาวอดวาย เกิดความเสียหายเพียงเพราะความเอาแต่ใจอยากได้บุษบาของอิเหนานั่นเอง

๒. การใช้อารมณ์ ในชีวิตของมนุษย์ทุกคนนั้น ย่อมต้องประสบพบกับเรื่องที่ทำให้เราโมโห หรือทำให้อารมณ์ไม่ดี ซึ่งเมื่อเป็นดังนั้น เราควรจะต้องรู้จักควบคุมตนเอง เพราะเมื่อเวลาเราโมโห เราจะขาดสติยั้งคิด เราอาจทำอะไรตามใจตัวเองซึ่งอาจผิดพลาด และพลอยทำให้เกิดปัญหาตามมาอีก ฉะนั้นเราจึงต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง และเมื่อเรามีสติแล้วจึงจะมาคิดหาวิธีแก้ปัญหาต่อไป ซึ่งภายในเรื่องอิเหนาเราจะเห็นได้จากการที่ท้าวดาหาได้ประกาศยกบุษบาให้ใครก็ตามที่มาสู่ขอ โดยจะยกให้ทันที เพราะว่าทรงกริ้วอิเหนาที่ไม่ยอมกลับมาแต่งงานกลับบุษบาตามที่ได้หมั้นหมายกันไว้ การกระทำของท้าวดาหานี้ได้ก่อให้เกิดปัญหาและความวุ่นวายหลายอย่างตามมา และท้าวดาหานั้นยังกระทำเช่นนี้โดยมิได้สนใจว่าบุตรสาวของตนจะรู้สึกเช่นไร หรือจะได้รับความสุขหรือความทุกข์หรือไม่

 

๓. การใช้กำลังในการแก้ปัญหา โดยปกติแล้ว เวลาที่เรามีปัญหาเราควรจะใช้เหตุผลในการแก้การปัญหานั้น ซึ่งถ้าเราใช้กำลังในการแก้ปัญหา นั้นเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมา และอาจเป็นการทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนไปด้วย ตัวอย่างเช่น ท้าวกะหมังกุหนิงที่ได้ส่งสารมาสู่ขอบุษบาให้กับวิหยาสะกำบุตรของตน เมื่อทราบเรื่องจากท้าวดาหาว่าได้ยกบุษบาให้กับจรกาไปแล้ว ก็ยกทัพจะมาตีเมืองดาหาเพื่อแย่งชิงบุษบา ซึ่งการกระทำที่ใช้กำลังเข้าแก้ปัญหานี้ก็ให้เกิดผลเสียหลายประการ ทั้งทหารที่ต้องมาต่อสู้แล้วพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก สูญเสียบุตรชาย และในท้ายที่สุดตนก็มาเสียชีวิต เพียงเพราะต้องการบุษบามาให้บุตรของตน

๔. การไม่รู้จักประมาณตนเอง เราทุกคนเมื่อเกิดมาแล้ว ย่อมมีในสิ่งที่แตกต่างกัน เกิดมาในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน เราก็ควรรู้จักประมาณตนเองบ้าง ใช้ชีวิตไปกับสิ่งที่คู่ควรกับตนเอง พอใจในสิ่งที่ตนมี เราควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา คำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่นด้วย ถ้าเรารู้จักประมาณตนเองก็จะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ซึ่งถ้าเราไม่รู้จักประมาณตนเอง ก็อาจทำให้เราไม่มีความสุข เพราะไม่เคยสมหวังในชีวิต เช่นกับ จรกาที่เกิดมารูปชั่ว ตัวดำ อัปลักษณ์ หน้าตาน่าเกลียด จรกานั้นไม่รู้จักประมาณตนเอง ใฝ่สูง อยากได้คู่ครองที่สวยโสภา ซึ่งก็คือบุษบา พระธิดาผู้สูงศักดิ์แห่งวงศ์อสัญแดหวา เมื่อจรกามาขอบุษบา ก็ไม่ได้มีใครที่เห็นดีด้วยเลย ในท้ายที่สุด จรกาก็ต้องผิดหวัง เพราะอิเหนาเป็นบุคคลที่เหมาะสมกับบุษบาไม่ใช่จรกาแต่อย่างใด

๕. การทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด หรือคำนึงถึงผลที่จะตามมา การจะทำอะไรลงไป เราควรจะคิดทบทวนหรือ ชั่งใจเสียก่อนว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่ ทำแล้วเกิดผลอะไรบ้าง แล้วผลที่เกิดขึ้นนั้นก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นหรือไม่ เกิดอย่างไรบ้าง เมื่อเรารู้จักคิดทบทวนก่อนจะกระทำอะไรนั้น จะทำให้เราสามารถลดการเกิดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น หรือสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที ถ้าเราทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด ก็มีแต่จะเกิดปัญหาตามมามากมาย เราจะเห็นตัวอย่างได้จากเรื่องอิเหนาในตอนที่อิเหนาได้ไปร่วมพิธีศพของพระอัยกีแทนพระมารดาที่เมืองหมันหยา หลังจากที่อิเหนาได้พบกับจินตะหราวาตี ก็หลงรักมากจนเป็นทุกข์ ไม่ยอมกลับบ้านเมืองของตน ไม่สนใจพระบิดาและพระมารดา ไม่สนใจว่าตนนั้นมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ซึ่งมิได้คำนึงถึงผลที่จะตามมาจากปัญหาที่ตนได้ก่อขึ้น จากการกระทำของอิเหนาในครั้งนี้ก็ได้ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา

 

๖. เนื้อคู่หรือบุพเพสันนิวาสกันแล้วไม่แคล้วกันหรอก จินตะหรา บุษบา และมเหสีของอิเหนาท่านอื่นๆ ล้วนเป็นเทพธิดาและนางเทพอัปสรที่คอยรับใช้และปรนนิบัติพระองค์บนสรวงสวรรค์ ที่ได้ตามลงมารับใช้และปรนนิบัติพระองค์บนโลกมนุษย์นั้นเอง

 

๗. โดยเฉพาะเป็นที่มาของสำนวนที่ว่า “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง”นั้นเอง

**********************************

 

ขอขอบคุณ

๑. http://www.oknation.net

๒. http://www.thaigoodview.com

๓. http://rungfa.chs.ac.th

๔. http://th.wikipedia.org

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.