ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




ท้าวคัชนาม

ท้าวคันธนาม (คัชนาม) : กับตำนานช้างไทย

            .......................................

ก. มูลเหตุจูงใจ

ผู้เขียนแปลกใจมากว่า ทำไม ช้างไทยจึงมีมากในแถบ ทุ่งกุลาร้องให้ทั้งทีแห้งแล้งไม่มีป่าไม้ภูเขาแต่อย่างใด และเมื่อศึกษาเรื่องราวของพระโพธิสัตว์(อดีตชาติของพระพุทธองค์) เรื่อง ท้าวคันธนามโดยเชื่อกันว่าเรื่องท้าว คัชนามเป็นเรื่องชาดก แต่จัดเป็นชาดกนอกนิบาต กล่าวคือ ได้เล่าถึงความเป็นมาเมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เสวยพระชาติเป็นคันธนโพธิสัตว์ประจวบกับบ้านเกิดของผู้เขียนอยู่ใกล้กับ โบราณสถานกู่คันธนามก็เลยศึกษาค้นคว้าปะติดปะต่อกัน พบว่าดินแดนแถบนี้มีตำนานอันยิ่งใหญ่ของ พระมหาโพธิสัตว์ในอดีตชาตินั้นเอง ซึ่งเกี่ยวพันและผูกพันกับพี่น้อง ๓ ชนชาติในแถบนี้คือ ไทย ลาว และเขมรอย่างใกล้ชิดอีกด้วย ดังนี้

ข. เนื้อเรื่องโดยย่อ

ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน เมืองศรีสาเกตุ มีสาวทึนทึก(หญิงไม่มีสามีและรูปร่างหน้าตาไม่สวยงาม)วัยกลางคนคนหนึ่ง ทำมาหากินอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยนางมีที่นาอยู่ตรงบริเวณตรงกลางของที่นาชาวบ้านคนอื่นๆซึ่งล้อมรอบอยู่ ต่อมาได้ถึงกำหนดที่จะมีเทวบุตร(พระโพธิสัตว์)จุติมาปฏิสนธิในโลกมนุษย์ พอถึงหน้าเก็บเกี่ยวข้าว พระอินทร์ก็แปลงมาเป็นช้างใหญ่(พญาช้างฉัททันต์)ไปบุกรุกเหยียบย่ำข้าวในนาของสาวทึนทึกนางนั้นจนเสียหายหมด แล้วก็หนีไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยบันดาลรอยเท้าให้เห็น ครั้นตอนเช้านางมาเห็นเข้าก็เสียใจและโกรธช้างนั้นมาก จึงตกลงใจเดินทางตามหาสัตว์ที่มาทำลายข้าวในนาของนาง ระหว่างเดินทางนางได้กินน้ำในรอยเท้าช้างแปลงตัวนั้น ต่อมานางก็เกิดตั้งครรภ์ขึ้น ประมาณสิบเดือนจึงคลอดบุตรชาย มีรูปร่างแข็งแรง มีดาบศรีคันชัย (ศรีขรรค์ชัย) มาด้วย นางตั้งชื่อลูกชายว่า คันธนามหรือ คัชนาม”(คช อ่านว่า คะชะ หรือ คัด ชะ แปลว่า ช้าง) ลูกชายได้ช่วยเหลือแม่เฒ่าทำงานตั้งแต่เล็ก ๆ เมื่อคัชนามอายุได้ ๗ ปี ในวันหนึ่งคัชนามถามถึงบิดา แม่เฒ่าก็เล่าให้ฟังและพาไปป่าเพื่อดูรอยเท้าช้างที่แม่เฒ่าได้ดื่มน้ำ ขณะนั้นได้พบยักษ์ ซึ่งยักษ์จะเข้ามาทำร้ายแม่เฒ่า คัชนามจึงต่อสู้กับยักษ์ตนนั้นและใช้ดาบศรีคันชัยสู้กับยักษ์ จนยักษ์นั้นยอมแพ้ จึงได้มอบ น้ำเต้าวิเศษให้และยังบอกแหล่งซ่อน ขุมทอง” ให้อีกด้วย ทั้งสองแม่ลูกจึงไปค้นหาแหล่งขุมทองนั้น ก็พบทองคำจำนวนมาก จึงทำให้สองแม่ลูกมีฐานะดีขึ้นและแบ่งทองคำให้เพื่อนบ้านทุกคน

เมื่อท้าวคัชนามอายุ ๑๖ ปี ข่าวเล่าลือเป็นคนมีกำลังมากว่า ท้าวคัชนามนั้นสามารถปราบยักษ์ได้ ล่วงรู้ไปถึงพระยาศรีสาเกตผู้เป็นเจ้าเมือง จึงเรียกเข้าเฝ้า แล้วสั่งให้ทดลองกำลังโดยการถอนต้นตาล ๒ ต้นที่ขวางทางเสด็จ ซึ่งท้าวคัชนามก็ถอนได้ แล้วเหาะไปในอากาศกวัดแกว่งต้นตาลด้วยกำลัง พระยาศรีสาเกตเห็นดังนั้น จึงแต่งตั้งให้เป็นอุปราชและสร้างปราสาทให้ประทับอยู่ในเมือง ท้าวคัชนามก็พาแม่เฒ่ามาอยู่ด้วย และได้ใช้น้ำเต้าวิเศษรดบนร่างกายแม่เฒ่า ๆ กลับร่างเป็นสาวรุ่นสวยงามมาก จนเจ้าเมืองมาสู่ขอไปเป็นพระมเหสี ในวันหนึ่งท้าวคัชนามก็ขอลาแม่ไปติดตามหาบิดา ท้าวคัชนามเดินตามรอยเท้าช้างไปยัง เมืองอินทปัตถาระหว่างทางไปพบ ชายร้อยเล่มเกวียน” ที่กำลังลากเกวียน ๑๐๐ เล่ม ด้วยตัวคนเดียว ท้าวคัชนามจึงประลองกำลังโดยไปดึงเกวียนเล่มท้าย ชายร้อยเล่มเกวียนลากเกวียนไม่ไหวจึงหันมาดูข้างหลังพบท้าวคัชนามจึงต่อสู้กัน ชายร้อยเล่มเกวียนสู้ไม่ได้จึงขอเป็นทาสติดตามไปด้วย ต่อมาพบ ชายไม้ร้อยกอ” กำลังลากไม้ร้อยกอ ท้าวคัชนามก็ประลองกำลังจับไม้ที่กำลังถูกลาก ชายไม้ร้อยกอโกรธจึงต่อสู้กัน ท้าวคัชนามชนะชายไม้ร้อยกอจึงยอมเป็นทาสติดตามไปด้วยเช่นกัน ทั้งสามก็เดินทางไปตามหาบิดาท้าวคัชนาม ทั้งสามเดินทางไปถึงป่าหิมพานต์ จึงหยุดพักด้วยความเหนื่อยและหิวอาหาร พอดีเห็นตัว "จีนายโม้" (แมลงคล้ายจิ้งหรีด) กำลังขุดขุ้ยดินดีดกระเด็นข้ามแม่น้ำโขงไปตกใกล้เมืองเวียงจันทร์ ยังเห็นกลายเป็นก้อนหินจำนวนมากกองอยู่ในปัจจุบันเป็นค่ายทหารลาวเรียกว่า ค่ายจีนายโม้เพราะมีหินซึ่งกลายมาจากขี้ขุยดินที่ตัวจิ้งหรีดยักษ์ขุดกระเด็นมาตกไว้เมื่อครั้งกระโน้น ท้าวคัชนามจึงให้ชายทั้งสองไปจับจิ้งหรีดยักษ์มากิน แต่ชายทั้งสองมีกำลังสู้จิ้งหรีดยักษ์ไม่ได้ ถูกดีดสลบกระเด็นไปไกล ท้าวคัชนามจึงลงไปในรูจับได้ขาข้างหนึ่ง ตัวจิ้งหรีดยักษ์พยายามดีดจนขาหลุดมาข้างหนึ่ง เมื่อท้าวคัชนามได้ขาจิ้งหรีด จึงเดินหาเพื่อนทั้งสองเห็นสลบอยู่ไม่ไกลนัก ท้าวคัชนามเอาน้ำในลูกน้ำเต้ารดลงที่ร่างชายทั้งสองก็ฟื้นขึ้นมา ท้าวคัชนามจึงให้ไปขอไฟที่กระท่อมที่อยู่ไม่ไกลนัก เมื่อชายไม้ร้อยกอไปก็พบยักษ์เจ้าของกระท่อมไฟ ถูกยักษ์จับหักขาขังไว้ในสุ่มเหล็ก ครั้นให้ชายร้อยเล่มเกวียนไปตามก็ถูกยักษ์จับหักขาเช่นเดียวกัน ท้าวคัชนามคอยอยู่นานมากจึงติดตามไปดู เห็นเพื่อนผู้มีกำลังถูกขังอยู่ในสุ่มเหล็ก รู้ว่ายักษ์ตนนี้มีฤทธิ์มากจึงใช้ดาบศรีคันชัยสู้กับยักษ์ตนนั้น ยักษ์สู้ไม่ได้จึงร้องขอชีวิตไว้ ยักษ์จึงให้ไม้เท้าวิเศษ กกชี้ตาย ปลายชี้เป็นคือ หากใช้ด้านรากชี้คนนั้นจะตาย เมื่อใช้ด้านปลายชี้คนนั้นจะฟื้นคืนชีพ และให้ "พิณวิเศษ" แก่ท้าวคัชนามอีกด้วย แล้วท้าวคัชนามได้ใช้น้ำในลูกน้ำเต้ารดเพื่อนทั้งสอง แล้วทั้งสองก็หายจากการขาหัก ทั้งสามจึงย่างขาจิ้งหรีดกินเป็นอาหารจนอิ่ม แล้วจึงเดินทางต่อไป

ทั้งสามเดินทางเข้าเมือง "ขวางทะบุรี" พบว่าเป็นเมืองร้างไม่มีผู้คนอยู่เลย พอถึงกลางเมืองพบกลองใบใหญ่ใบหนึ่ง จึงตีกลองเพื่อเรียกให้ผู้คนออกมาพบ ครั้งตีกลองก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องอยู่ในนั้น จึงใช้มีดกรีดหน้ากลองและพบหญิงสาว จึงช่วยออกมาแล้วถามความเป็นไป นางเล่าว่านางชื่อ กองสี เป็นธิดาเจ้าเมือง ซึ่งเจ้าเมืองนำตนมาซ่อนไว้ให้พ้นจากงูซวง (งูผีของพระยาแถน) ส่วนเจ้าเมืองและไพร่พลถูกงูซวงของพระยาแถนกินหมดแล้ว เนื่องจากเจ้าเมืองและชาวเมืองประพฤติตนไม่อยู่ในจารีต เจ้าเมืองไม่อยู่ในทศพิธราชธรรม และชาวเมืองยิงนกตกปลา ฆ่าสัตว์ ทำบาป พระยาแถนจึงปล่อยงูซวงออกมากินคนจนหมดเมือง นางบอกว่าถ้าหากก่อไฟงูซวงเห็นแสงไฟจะลงมาอีก ท้าวคัชนามจึงก่อกองไฟใหญ่ให้แสงส่องถึงเมืองพระยาแถน ครั้นงูซวงลงมาจำนวนมากก็ถูกท้าวคัชนามและสหายช่วยกันฆ่าตายหมด ท้าวคัชนามจึงช่วยชีวิตชาวเมืองขวางทะบุรี โดยใช้ไม้เท้ากกชี้ตายปลายชี้เป็นชี้ไปยังกองกระดูกคน ผู้คนชาวเมืองก็ฟื้นคืนชีพทุกคน ส่วนกระดูกงูนั้นไหลตามน้ำไป เมื่อฝนตกใหญ่พัดพาไปติดที่ดักปลาของยักษ์ซึ่งนำก้อนหินใหญ่ ๆ มาทำลี่ดักปลาอยู่กลางแม่น้ำโขง เมื่อกระดูกงูลอยมาติดจำนวนมากจึงเรียกว่า แก่งลี่ผี และเพี้ยนเสียงเป็น แก่งหลี่ผี ส่วนกองไฟที่ท้าวคัชนามก่อนั้น เมื่อถูกฝนตกใหญ่จึงดับ กลายเป็นภูเขาเรียกว่า ดงพระยาไฟ แล้วเปลี่ยนเป็น ดงพระยาเย็น ในภายหลัง เมื่อเจ้าเมืองขวางทะบุรีฟื้นแล้วก็ดีพระทัย จึงยกเมืองให้ท้าวคัชนามพร้อมทั้งนางกองสี ท้าวคัชนามจึงให้ชายร้อยกอเป็นอุปราช และชายร้อยเล่มเกวียนเป็นแสนเมือง

อยู่ไม่นานท้าวคัชนามก็ต้องเดินทางติดตามบิดาของตนต่อไป โดยฝากเมืองขวางทะบุรีให้เพื่อนทั้งสองเป็นผู้ดูแล โดยท้าวคัชนามได้ไปอยู่กับแม่เฒ่าที่ "เมืองจำปานคร"หรือ "จัมปากนคร" ได้ นางสีไล” ธิดามหาเศรษฐีเมืองนั้นเป็นภรรยา มีบุตรด้วยกันคนหนึ่งชื่อคัชเนก วันหนึ่งพระยาจำปาเจ้าเมืองนี้เสด็จประพาสป่าและได้พบกับยักษ์ และยักษ์นั้นจับพระยาจำปาได้ พระยาจำปาร้องขอชีวิต ยักษ์จึงแลกเปลี่ยนให้หามนุษย์มาให้ยักษ์กินวันละคน พระยาจำปารับคำแล้วเสด็จกลับเมือง พระยาจำปาก็ทำตามสัญญาโดยสั่งให้นำนักโทษไปไว้ที่หอผีกลางเมืองตามที่ยักษ์สั่งไว้เพื่อที่ยักษ์จะได้นำไปกินเป็นอาหาร ครั้นเมื่อหมดนักโทษในคุกแล้ว พระยาจำปาคิดว่าคงไม่สิ้นเวรสิ้นกรรม หากนำคนที่ไม่ผิดไปให้ยักษ์กิน จึงคิดว่าตนเองควรจะไปเป็นอาหารยักษ์เสียจะได้สิ้นเวรสิ้นกรรมซะที ข่าวรู้ถึง นางสีดา” ธิดาคนเดียวของพระยาจำปา นางจึงขออาสาพระบิดาไปเป็นอาหารยักษ์แทน พระบิดาจำใจต้องยินยอมนาง เพราะนางมีพระประสงค์และกตัญญูแรงกล้ามาก มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้ว นางจึงขอเบิกเงินในท้องพระคลัง ทำบุญและแจกทานแก่ไพร่ฟ้าประชาชนก่อนที่จะอาสาไปเป็นอาหารยักษ์ ชาวเมืองทราบข่าวต่างอาลัยพระธิดาพากันร่ำไห้กันทั้งเมือง ท้าวคัชนามเห็นประชาชนเมืองจำปาร่ำไห้จึงถามแม่เฒ่า แล้วแม่เฒ่าจึงเล่าเรื่องให้ฟัง พอตกดึกท้าวคัชนามจึงเหาะไปหอผีกลางเมืองเปิดประตูเข้าไปหานางสีดา นางสีดาตกใจกลัวคิดว่าเป็นยักษ์ ท้าวคัชนามจึงแสดงตนทันที แล้วกล่าววาจาปลอบนางไม่ต้องกลัวยักษ์ ครั้นเมื่อยักษ์มาถึงท้าวคัชนามได้ฆ่ายักษ์นั้นตาย แล้วนำซากไปทิ้งไว้ที่หนองน้ำ ท้าวคัชนามกลับมาหานางสีดาที่หอผีอีกครั้ง และนางได้ขอร้องให้พานางไปส่งตำหนัก ท้าวคัชนามกล่าวว่าเป็นการไม่บังควร ผู้คนจะนินทาว่านางทำมายาคบชู้ได้ ท้าวคัชนามจึงลานางกลับด้วยความอาลัย ก่อนจากกันท้าวคัชนามจึงตัด ผ้าแสนคำ” ไว้ให้นางสีดาดูต่างหน้า ส่วนนางสีดาก็ได้ให้แหวนตอบแทน แล้วทั้งสองก็ลาจากกันอย่างอาลัยอาวรณ์ในกันและกัน

        ครั้นรุ่งเช้าชายหาหญ้าคนหนึ่งไปพบซากยักษ์ที่หนองน้ำ ก็ร้องประกาศว่ายักษ์ตายแล้ว พระยาจำปาทราบดังนั้นก็ดีพระทัยมาก จึงให้ไปรับนางสีดากลับเข้าวัง นางสีดาได้เล่าเรื่องชายผู้มีอิทธิฤทธิ์ให้ฟัง พระยาจำปาจึงให้ประกาศหาชายผู้มีฤทธิ์คนนั้น สั่งให้ทหารไปเกณฑ์ชายหนุ่มทั้งเมืองให้นำผ้ามาต่อกับชายผ้าที่ระลึกของนางสีดา มีผู้อาสามากันมากมาย แต่ไม่มีใครมีผ้าเป็นผืนเดียวกัน ทหารจึงทูลว่ามีชายหนุ่มที่อยู่อาศัยกับแม่เฒ่าในสวนไม่ยอมมา พระยาจำปาจึงให้ทหารไปตามถึงสามครั้ง ครั้งหลังพระยาจำปาจะฆ่าทหารถ้านำตัวมาไม่ได้ ท้าวคัชนามเห็นดังนั้นจึงมาที่ท้องพระโรง และนำผ้าแสนคำผืนนั้นมาต่อกับผ้าของนางสีดา พระยาจำปาเห็นดังนั้นก็ดีพระทัยที่เห็นท้าวคัชนามบุรุษผู้มีฤทธิ์ และมีบุญญาธิการมาช่วยปราบยุคเข็ญ เจ้าเมืองจึงยกพระราชธิดานามว่า พระนางสีดา” ให้เป็นมเหสีฝ่ายขวา และให้ นางสีไล” ลูกสาวมหาเศรษฐีเมืองนี้เป็นมเหสีฝ่ายซ้ายอีกด้วย โดยพระยาจำปาจัดงานสมโภชในการครองเมืองของท้าวคัชนามด้วย ส่วนซากยักษ์นั้นท้าวคัชนาม ได้นำไปทิ้งในหนองน้ำเรียกว่าหนองแช่ในปัจจุบัน กระดูกของยักษ์ส่วนหนึ่งกลายเป็นนาค ๕ ตัวในแม่น้ำโขง และกระดูกชิ้นเล็ก ๆ กลายเป็นปลาบึก ปลาเลิม ในแม่น้ำโขงนั่นเอง

ต่อมาท้าวคันธนามได้ล่ำลาเจ้าเมือง พระมเหสีทั้งสองและชาวเมืองออกติดตามหาบิดาพญาช้างฉัททันต์ต่อไป จนเข้าสู่เขต ป่าหิมพานต์” ก็ได้พบกับบิดาพญาช้างสมปรารถนา พญาช้างได้สั่งสอนลูกชายต่างๆนาๆ และได้มอบงาทั้งคู่ให้เมื่อพญาช้างสิ้นอายุแล้ว ท้าวคันธนามก็จัดการทำพิธีศพให้บิดาเสร็จแล้ว ก็ได้ขี่ช้างเดินทางกลับบ้านเมืองของตน

ครั้นเมื่อเดินทางถึง เมืองตักสิลา” ก็ได้ทำสงครามกับเจ้าเมืองนี้ และก็ได้รับชัยชนะ และก็ได้ไว้ชีวิตเจ้าเมืองนี้ด้วย ส่วน ท้าวตักสิลา” นั้นเป็นคนเจ้าเล่ห์ หลอกตั้งให้ท้าวคันธนามเป็นครูอาจารย์ช่วยสอนศิลปศาสตร์ให้ แล้วก็หลอกเอาไม้เท้าแล้วชี้ให้ท้าวคันธนามกลายเป็นแท่งหินอยู่ ณ เมืองตักสิลานั้นเอง

ฝ่ายเมืองจัมปากนคร บัดนี้พระโอรสของท้าวคันธนามที่เกิดจากนางสีไลชื่อว่า คัชเนกและ คัชจันทร์” ซึ่งเป็นโอรสที่เกิดจากนางสีดา ได้โตเป็นหนุ่มทั้งคู่ ก็คิดถึงท้าวคันธนามพระบิดา จึงล่ำลาพระมารดาออกติดตามหาพระบิดา จนมาถึงเมืองตักสิลา จึงได้รบกับเจ้าเมืองและก็ชนะ แล้วก็ได้ไม้เท้าวิเศษกลับคืนมา จึงใช้ไม้เท้าชี้แท่งหินให้พระบิดาคันธนามฟื้นคืนมา แล้วก็ยกเมืองตักสิลาให้พระบิดาปกครองพร้อมกับทูลเชิญพระมารดาของทั้งสองพระองค์มาอยู่ที่เมืองตักสิลานี้ด้วยกัน แล้วโอรสทั้งสองก็ขอลาพระบิดาและพระมารดาเดินทางกลับเมืองจัมปากนครของตนเองต่อไป

เมื่อกลับมาถึงเมืองแล้ว โอรสทั้งสองก็เกิดทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงไม้เท้าวิเศษนั้น ซึ่งพระโอรสทั้งสองนี้มีอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์มาก หากรบพุ่งกันจะบรรลัยวอดวายและสะเทือนไปถึงพรหมโลกเลยทีเดียว จนพระอินทร์ผู้เป็นปู่ได้สั่งให้พญาแถนส่ง ลมกระดิงหลวง” ลงมาห้ามทัพ พระยาแถนเล็งเห็นว่าท้าวคัชเนกสิ้นบุญแล้ว จึงบันดาลลมมีดแถ (มีดโกน) ไปยังกองทัพของสองพี่น้องนั้น ลมมีดแถฟันท้าวคัชเนกสิ้นชีวิตตกลงบนแผ่นดิน ร่างท้าวคัชเนกกลายเป็นภูเขาชื่อว่าภูจอมศรี” เป็นภูเขาอยู่กลางเมืองหลวงพระบาง ในประเทศลาวในปัจจุบัน ส่วนศีรษะตกลงดินกลายเป็นพระยานาค ส่วนเลือดที่ตกลงมาเป็นก้อนสีแดง เรียกว่าภูครั่งร่างกายส่วนหนึ่งตกลงมากระทบแผ่นดินเป็นหลุมใหญ่ในหุบเขา ภายหลังกลายเป็นเมือง เรียกว่าเมืองหล่ม ซึ่งก็คืออำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ในเขตประเทศไทย

ส่วน ท้าวคัชจันทร์” ได้ทำการต่อสู้จนเอาชนะลมนั้นได้ จึงได้รับการอภิเษกขึ้นเป็น พระเจ้าจักรพรรดิ” ขึ้นครองเมืองจำปากนครอย่างสงบสุขจวบจนสิ้นอายุขัย

 

ค. หมายเหตุ

๑.  ทุ่งนาข้าวของสาวทึนทึกมารดาของท้าวคันธนาม ก็คือ ทุ่งกุลาร้องให้” ของประเทศไทยในปัจจุบัน

๒.  หมู่บ้านช้างอยู่ที่บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์

๓.  เมืองศรีสาเกตุก็คือ เมืองๆ หนึ่งในเขต จังหวัดร้อยเอ็ด” ของประเทศไทยในปัจจุบัน (พระอริยะเจ้าผู้หยั่งรู้ฟ้าดินท่านบอกว่าให้แก้ไขว่า เป็น “จังหวัดศรีสะเกษ” ของประเทศไทยในปัจจุบัน)

๔.  เมืองขวางทะบุรีก็เป็นเมืองๆ หนึ่งที่อยู่ในเขต จังหวัดโคราช” หรือ นครราชสีมาของประเทศไทยในปัจจุบัน

๕.  ดงพญาไฟ” ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น ดงพญาเย็น ของประเทศไทยในปัจจุบันนี้นั้นเอง

๖.  เมืองอินทปัตถาก็คือ กรุงพนมเปญ” ใน ประเทศเขมร” ปัจจุบันนี้นั้นเอง

๗.  เมืองจัมปากนาคบุรี” ก็คือ นครจำปาศักดิ์” ใน ประเทศลาว” ในปัจจุบัน

๘. ปัจจุบันนี้ โบราณสถานกู่คันธนาม แห่งหมู่บ้านคันธนาม ตำบลยางคำ อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด ก็ยังมีหลักฐานให้เห็นและทำการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นรูปธรรมได้

๙.  เมืองตักสิลาคือ เมืองๆ หนึ่งในเขตจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดมหาสารคาม ของประเทศไทยในปัจจุบัน (เช่นเดียวกัน พระอริยะเจ้าผู้หยั่งรู้ฟ้าดินท่านบอกว่าให้แก้ไขว่า เป็น “จังหวัดมหาสารคาม” ของประเทศไทยในปัจจุบัน)

 

๑๐. พระธาตุสีดาซึ่งปัจจุบันยังปรากฏให้เห็นอยู่นั้น ตั้งอยู่ที่บ้านด่าน ตำบลด่าน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ สันนิษฐานว่าท้าวคันธนามและนางสีดาพระมเหสีได้สร้างไว้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่ออุทิศบุญกุศลให้พระมารดาและเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นอนุสรณ์ว่ามารดาของท่านเกิดที่นั่นและท้าวคันธนามก็คลอดที่นั่นด้วย โดยตั้งชื่อเมืองตรงนั้นว่า เมืองสีดาจำปาพันธ์ โดยในอดีตบ้านด่านก็ขึ้นกับจังหวัดร้อยเอ็ด แล้วก็เปลี่ยนมาขึ้นกับจังหวัดศรีสะเกษในภายหลัง

 

                  ศิษย์ตถาคต

         ๒๕ กุมพาพันธ์ ๒๕๕๕







Copyright © 2010 All Rights Reserved.