ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




พรหมจักรกุมารชาดก

พรหมจักรชาดก

    ************************************************

ก. มูลเหตุจูงใจ

      จากการศึกษาและปฏิบัติธรรมตามคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในเรื่องของ “กฎแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิด”นั้น พบว่าเป็นความจริงอย่างแน่นอนหรือเป็น “สัจธรรม”นั้นเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนได้ค้นพบก็คือว่า กฏแห่งกรรมนั้นจะเกิดซ้ำหรือบ่อยครั้งแต่ต่างภพชาติกันเท่านั้น ยกตัวอย่าง คือ การพยาบาทและปองร้ายของพญามารและเสนามารที่คอยทำลายและทำร้ายพระโพธิสัตว์นั้น ก็จะเกิดซ้ำเหตุการณ์เดิมแต่ต่างภพชาตินั้นเอง โดยก่อนนั้นกระผมเคยได้ศึกษาวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ของชาวฮินดู เรื่อง “รามเกียรติ์” ซึ่งเป็นเรื่องจริงเมื่อสามพันกว่าปีมาแล้วก่อนการเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนาประมาณพันกว่าปี ก็ทำให้เห็นว่า “ทศกัณฑ์”ซึ่งเป็น “พญามาร”กลับชาติมาเกิดนั้น ได้ร่วมมือกันกับเหล่าอธรรมหรือเสนามารทั้งหลายพากันทำร้าย “พระราม”ซึ่งก็คือพระโพธิสัตว์มาเกิดเพื่อบำเพ็ญบุญบารมีในการที่จะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลพระองค์หนึ่งนั้นเอง

      จากหลักฐานนิทานชาดกหรือประวัติของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ “พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า” ท่านก็ได้บอกเล่าและสั่งสอนสาวกของพระองค์ในสมัยพุทธกาล เรื่อง “พรหมจักรชาดก” ในเรื่องเกี่ยวกับการพยาบาทและทำร้ายพระองค์จากพญามารและหมู่มารทั้งหลายเหล่านั้น แต่ก็ไม่สามารถจะกระทำสำเร็จหรือชนะพระองค์ได้ เพราะเป็นสัจธรรมความจริงที่ว่า “ธรรมะย่อมชนะอธรรม”นั้นเอง

      ในปัจจุบันของมนุษยชาติบนโลกมนุษย์ ได้มีพระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่งลงมาเกิดเพื่อบำเพ็ญบุญบารมี โดยการเป็นประมุขประธานที่ปกครองประชาชนโดยธรรมในประเทศหนึ่งบนโลกมนุษย์ใบนี้ กำลังถูกพยาบาทปองร้าย และหาทางทำลายให้วิบัติโดยวิธีการอันสกปรกและชั่วช้าสามานย์ต่างๆนาๆ เพื่อจะได้ล้มล้างการปกครองและสถาบันของพระองค์ แล้วสถาปนา “ระบอบมาร”และเพื่อตัวพญามารเองกับหมู่มารจะได้มีอำนาจและทำการปกครองแทนนั้นเอง

ข. ที่มา

                            ต้นฉบับที่อาจารย์สิงฆะ วรรณสัย นำมาปริวรรตเป็นอักษรไทยนี้เป็นสมบัติของวัดขี้เหล็ก ตำบลบ้านกลาง อำเภอ เมือง จังหวัดลำพูน ต้นฉบับเป็นใบลานจำนวน ๑๐ ผูก อยู่ในสภาพที่ดี มีเนื้อเรื่องครบถ้วนตั้งแต่ต้นจนจบ จารด้วยอักษรล้านนา ภาษาถิ่นล้านนา ผู้จารคืออริยภิกขุและ สามเณรกาวิโล จารเมื่อ จ..๑๒๒๗ ตรงกับพ..๒๔๐๘ ชาดกเรื่องนี้แต่งเป็นร้อยแก้ว มีคาถาบาลี เริ่มต้นคล้ายชาดกทั่วไป บางตอนยกบาลีมาตั้งยาวมากแล้วจึงเริ่มแปล และสำนวนการแปลก็ติด อยู่ในรูปไวยากรณ์บาลี จึงทำให้เข้าใจได้ค่อนข้างยาก ซึ่งต้องขอขอบคุณ คุณอุดม รุ่งเรืองศร ผู้เรียบเรียง “การรับรู้แบบล้านนาต่อวรรณกรรมชาดกนอกนิบาต” เป็นอย่างสูงยิ่ง

ค. เนื้อเรื่องโดยย่อ

                ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายได้ปรารภกันถึงการที่เทวทัตซึ่งได้เบียดเบียนพระพุทธเจ้ามาทุกชาติ ได้กระทำกรรมหนักคือโลหิตุปบาทหรือยังให้โลหิตที่พระบาทของพระพุทธเจ้าไหล ผลกรรมนี้ทำให้เทวทัตถูกธรณีสูบ ครั้นพระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยทิพโสตญาณก็ทรงออกมาถามเรื่องที่ภิกษุเหล่านั้นปรารภกัน เมื่อทรงทราบแล้วก็ตรัสว่า แม้นในอดีตชาติ เทวทัตก็เคยกระทำโลหิตุปบาทมาแล้ว ภิกขุทั้งหลายจึง ทูลอาราธนาให้ทรงเล่า ซึ่งก็ทรงเล่าเรื่องในอดีตชาติเรื่องหนึ่งคือ

 

ในอดีตกาลยังมีกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อ "พญาวิโรหาราชา"เสวยราชที่ "เมืองลังกา" มีอัครมเหสีชื่อ "กัญจนเทวี" มีโอรส ๒ องค์คือ "วิโรหาราชกุมาร"และ "นันทกุมาร" เมื่อวิโรหาราชกุมารอายุ ๑๖ ปีและ นันทกุมารอายุ ๑๓ ปีต่างก็เรียนรู้ศิลปศาสตร์และไตรเพททั้งมวล ส่วนวิโรหาราชกุมารนั้นมีของทิพย์คู่บุญคือ เกือกทิพย์ ธนูทิพย์และดาบทิพย์คือดาบสรีกัญไชย ต่อมาวิโรหาราชกุมารก็อภิเษกสมรสกับ "นางเกสี"และรับสมบัติแทนพระบิดาที่สิ้นพระชมม์ส่วนน้องคือนันทกุมารก็ได้เป็นอุปราชในลังกาสืบมา

พญาวิโรหามีฤทธิ์เป็นอันมากอาจใช้เกือกทิพย์เหาะไปที่ต่างๆ วันหนึ่งวิโรหาได้เนรมิตกาย เป็นพระอินทร์ไปเสพสุขกับนางสุธัมมา เมื่อพระอินทร์ได้หลักฐานว่าพญาวิโรหาเข้าหาเมียของตน เช่นนั้นก็คิดว่าหากจะกำจัดพญาวิโรหาเสียก็ย่อมไม่สมควรแก่ความเป็นหัวหน้าเทวดา จึงปล่อยตัววิโรหาไปในทีสุด เมื่อถึงกำหนดที่นางสุธัมมาจะจุติแล้วพระอินทร์ก็ให้นางไปเกิดในเมืองลังกาเพื่อทำลายพญาวิโรหา นางจึงไปปฏิสนธิในครรภ์ของนางเกสี เมื่อคลอดแล้ว พญาวิโรหาก็ตั้งชื่อว่า "รัตนกุมารี"โชติพราหมณ์ที่พญาวิโรหาเชิญมาก็ทำนายว่ากุมารีนั้นมีบุญนัก แต่นางจะทำให้พญาวิโรหาถึงแก่ความพินาศ ควรที่จะนำไปลอยแพเสีย เมื่อนำนางไปลอยแพแล้ว แพของรัตนกุมารีก็ลอยไปติดที่ท่าน้ำของฤาษีรูปหนึ่ง ซึ่งก็ได้รับเอากุมารีนั้นไปเลี้ยงจนโตขึ้นมาและได้ชื่อใหม่ว่า "นางสีดา" และนางก็ให้ความอุปฐากแก่ฤาษีเหมือนเป็นบิดาของตนเรื่อยมา

                 ฝ่ายใน "เมืองพาราณสี"มีกษัตริย์ชื่อ "ท้าวพรหมทัต"มีมเหสีชื่อ "นางสุคันธเกสีเทวี" เมื่อครบกำหนดที่พระโพธิสัตว์จะจุตินั้น ก็ได้มาปฏิสนธิเป็นโอรสของท้าวพรหมทัต และได้รับการขนานพระนามว่า "พรหมจักรกุมาร" อีกปีหนึ่งต่อมาก็มีราชโอรสอีกองค์หนึ่งชื่อว่า "รัมมจักรกุมาร" เมื่อกุมารทั้งสองมีอายุได้ ๑๖ และ ๑๕ ปี ก็ได้พากันไปเรียนวิชาการรบพุ่งต่างๆ ที่เมืองตักสิลากับอาจารย์ทิศาปาโมกข์เป็นเวลา ๑ เดือน เมื่อจบแล้วก็เดินทางกลับพาราณสี ในขณะที่เดินผ่านป่าแห่งหนึ่งได้พบครุฑกำลังรบกันอยู่ พรหมจักรก็ยิงถูกครุฑผู้น้องตกลงมาตาย พญาครุฑผู้พี่จึงได้เข้ามาขอเป็นข้าช่วงใช้ จากนั้นสองพี่น้องก็เดินทางต่อไปอีก ๑๖ วันก็ถึงพาราณสี ท้าวพรหมทัตก็ได้อภิเษกให้พรหมจักรเป็นกษัตริย์และตั้งรัมมจักรเป็นอุปราช

                คืนหนึ่งพรหมจักรฝันไปว่าได้นางเทพธิดามาเป็นชายาแต่กลับถูกวิทยาธรตนหนึ่งมาลักไป ความฝันนี้ทำให้พรหมจักรคิดออกเดินป่าค้นหานางแก้วคู่บุญบารมี ฝ่ายพระอินทร์เมื่อเห็นว่าถึงเวลา แล้วที่นางสีดาควรจะได้พบกับโพธิสัตว์ จึงแปลงเป็นกวางทองมาชักนำให้นายพรานตามไปจนพบนางสีดา เมื่อเห็นนางงามเช่นนั้นนายพรานก็คิดจะไปทูลให้พญาวิโรหาของตนให้รู้ ระหว่างทางกลับเมืองลังกานั้น นายพรานก็ได้พบพ่อค้าต่างเมืองอีกหลายคน ก็เล่าเรื่องนางสีดาให้ฟัง พ่อค้าเหล่านั้น ก็นำกิตติศัพท์ความงามของนางสีดาเล่าต่อกันไปและนำไปกราบทูลกษัตริย์ของตน ส่วนพรานผู้นั้นเมื่อถึงลังกาแล้วก็ไปทูลพญาวิโรหาซึ่งพระองค์ก็รีบยกพลไปขอนางสีดาทันที ฝ่ายกษัตริย์อื่นๆ อีกร้อยเอ็ดเมืองต่างก็มาด้วยความประสงค์อย่างเดียวกัน พระฤาษีจึงให้กษัตริย์เหล่านั้นยิงธนูสิงห์ดู ผู้ใดยิงได้จึงจะได้นาง กษัตริย์ทุกองค์รวมทั้งวิโรหาด้วยก็ไม่มีผู้ใดยิงได้ กษัตริย์ต่างๆก็พากันกลับไปหมดพญาวิโรหาก็ให้กองทัพยกกลับไป ส่วนตัวเองก็แอบอยู่ในบริเวณนั้น เพื่อรอโอกาสอยู่

                ฝ่ายพรหมจักรและทหารคู่ใจ ๕ นายเดินทางจากพาราณสีได้ ๗ วัน ได้รบชนะยักษ์ตนหนึ่งซึ่งก็ได้แก้ววิเศษชื่อ “ทิพพจักขุ” และยักษ์นั้นขอเป็นข้าช่วงใช้ด้วย จากนั้นจึงเดินทางต่อไป บังเอิญไปพบนางสีดาซึ่งกำลังสรงน้ำในสระแห่งหนึ่ง ทั้งสองเกิดเสน่หาต่อกัน พรหมจักรจึงไปขอนางจากฤาษี ซึ่งฤาษีก็ให้พรหมจักรลองขึ้นสายธนูและยิงก้อนหินให้ดู พรหมจักรสามารถทำได้อย่างง่ายดาย จึงได้รับนางสีดาและธนูเป็นรางวัล พรหมจักรจึงพานางคืนสู่พาราณสีนคร

                ฝ่ายพญาวิโรหาเมื่อทราบเหตุด้วยตาทิพย์ ก็เนรมิตกายเป็นกวางทองมาล่อให้พรหมจักร ตามไปแล้วแปลงเป็นฤาษีบิดาบุญธรรมของนางสีดามาหาและอุ้มเอานางสีดาเหาะไปลังกา ระหว่างทางก็ได้ผ่านป่างิ้วซึ่งเป็นที่อยู่ของครุฑ พญาครุฑจึงพาบริวารเข้าจิกตีวิโรหาแต่ก็พ่ายแพ้ ถูกพญาวิโรหาฟันร่วงลงสู่พื้นจนหมดสิ้น เมื่อถึงลังกาแล้วพญาวิโรหาจะเข้าเสพสุขกับนาง ก็เกิดรุ่มร้อนไปหมด จึงให้นางอยู่ที่ปราสาทแห่งหนึ่งเพื่อหาวิธีที่จะได้นางต่อไป

ทางด้านพรหมจักร เมื่อทราบว่าเมียหายก็ออกตามจนไปพบพญาครุฑและบริวารที่บาดเจ็บ ครุฑเหล่านั้นได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้พรหมจักรฟัง พรหมจักรก็ได้ช่วยเสกเป่าด้วยมนตร์ให้ครุฑเหล่านั้นหายเป็นปกติดังเดิม พรหมจักรเดินทางต่อไป ได้พบ "พญากาวินทะ"ซึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งและได้นางวานรตัวหนึ่งเป็นเมีย ลูกที่เกิดมานั้นให้ชื่อว่า "หรมาร" และเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์เป็นอันมาก พญากาวินทะกล่าวว่าตนเป็นน้องของ "พญากาสีกราช"ผู้ครองเมืองกาสี คราวหนึ่งมีควายตัวหนึ่ง คือ "ทรพา" มีนางควายเป็นเมียได้หมื่นตัวก็ได้ฆ่าลูกที่เป็นตัวผู้หมด ครั้งนั้น มีนางควายตัวหนึ่งตั้งท้องแล้วไปคลอดในถ้ำแห่งหนึ่งตกลูกเป็นตัวผู้ คือ "ทรพี" ลูกควายนั้นเมื่อเจริญวัยก็ได้ฝึกฝนการต่อสู้จนเห็นว่าสามารถต่อสู้กับพ่อได้แล้ว จึงไปท้าพ่อควายให้มาต่อสู้กัน การรบคราวนั้นพ่อควายแพ้ ลูกควายก็ได้ครองฝูงสืบมา ต่อมาเมื่อลูกควายมีความหยิ่งผยองในฤทธิ์ของตนมากขึ้นก็พาบริวารไปทำลายไร่นาของชาวเมืองกาสี พญากาสีกราชก็รบกับควายและไปสู้กันต่อในถ้ำ พร้อมกับสั่งพญากาวินทะและอำมาตย์ให้คอยดูว่า ถ้าเลือดข้นไหลออกมาก็แสดงว่าเป็นเลือดควาย หากเลือดที่ไหลออกมาเหลวใส ก็หมายความว่าตนเสียทีแล้ว ให้เอาหินปิดถ้ำและให้พญากาวินทะครองเมืองแทน ครั้งนั้นพญากาสีกราชชนะและฆ่าควายได้ แต่เลือดควายที่ไหลออกมานั้นปนกับน้ำฝน จึงดูเหมือนกับเลือดเหลวใส พญากาวินทะและอำมาตย์จึงชวนกันปิดถ้ำแล้วกลับไปยังเมืองพาราณสีและอภิเษกพญากาวินทะเป็นกษัตริย์ ฝ่ายพญากาสีกราชเห็นถ้ำปิดอยู่ก็โกรธจึงทลายถ้ำแล้วขับไล่พญากาวินทะออกจากเมือง พญากาวินทะ จึงหนีไปอยู่ป่าและได้เมียเป็นวานรตั้งแต่บัดนั้น

พรหมจักรได้เล่าเรื่องของตนให้พญากาวินทะฟังบ้าง ซึ่งพญากาวินทะฟัแล้วก็เห็นใจและอาสาจะช่วยพรหมจักรรบกับวิโรหา จากนั้นพรหมจักร พญากาวินทะ หรมาร และบ่าวก็เดินทางเข้าสู่เมืองกาสีเพื่อหาทางช่วยให้พญากาวินทะได้ครองเมืองแต่ได้ทราบว่าพญากาสีกราชสิ้นพระชนม์ไปแล้ว เสนาอำมาตย์จึงเชิญพญากาวินทะขึ้นครองเมืองกาสีสืบต่อไป

หลังจากนั้นพรหมจักรก็ส่งสาส์นไปกราบทูลเรื่องต่างๆ ให้พญาพรหมทัตผู้เป็นบิดาทรงทราบ แล้วจึงขอกองทัพจากเมืองกาสีและกองทัพจากร้อยเอ็ดหัวเมือง เพื่อไปรบกับพญาวิโรหา คราวนั้นรมจักรผู้เป็นอุปราชเมืองพาราณสีก็ได้ยกพลมาที่เมืองกาสี พญากาวินทะก็จัดทัพใหญ่โดยมีพระองค์เองและหรมารเป็นแม่ทัพ เมื่อกองทัพต่างๆ พร้อมแล้วก็ออกเดินทางใช้เวลา ๓ เดือนก็บรรลุถึงฝั่งมหาสมุทร จึงได้หาทางข้ามมหาสมุทรเข้าเมืองลังกาของวิโรหาต่อไป

จากนั้นการสร้างสะพานก็เริ่มขึ้น หรมารเอาเถาวัลย์และหวายผูกติดเอวของตนเหาะไปถึงเกาะกลางน้ำแล้วเอาเถาวัลย์หวายนั้นผูกกับต้นไม้ใหญ่ ถัดนั้นจึงเอาไม้ไผ่ไม้กลวงทำเป็นทุ่นลอยเพื่อลำเลียงอุปกรณ์และเริ่มลงหลักสร้างสะพานต่อมา ในขณะนั้นพวกสัตว์น้ำก็ได้มาทำร้ายผู้คนจนล้มตายไปมาก หรมารจึงต้องดำน้ำลงไปรักษาการณ์อยู่ การสร้างสะพานดำเนินไปเดือนหนึ่งจึงสำเร็จลงแล้วจึงพากันยกพลข้ามสะพานไปสู่ลังกา

ในขณะที่หรมารรักษาการณ์ในน้ำนั้นยังมี นาคสาว "นาคมาลิกา"ตนหนึ่งได้ดูดกินน้ำปนเหงื่อและปัสสาวะของหรมารจึงตั้งครรภ์ เมื่อ "นาคบิดา"ของนางนาครู้เรื่องทั้งหมดก็แปลงเป็นคนไปดูการสร้างสะพาน บังเอิญมีครุฑบินผ่านมาเห็นจึงเข้าจับพญานาคแปลงแล้วบินไปทางเมืองลังกา ขณะนั้นพญาวิโรหาออกมานั่งผิงแดดอุ่นในยามเช้าอยู่ เห็นครุฑแสดงอาการไม่เกรงตนจึงใช้ธนูยิงครุฑ เมื่อครุฑตกใจจึงปล่อยนาคแล้วหนีไปหาพรหมจักร พร้อมทั้งอาสาจะช่วยพรหมจักรรบกับวิโรหา ฝ่ายนาคเมื่อพ้นจากความตายแล้ว ก็ไปเล่าเรื่องการสร้างสะพานแก่พญาวิโรหาพร้อมทั้งอาสาจะช่วยรบกับพรหมจักร

                ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายส่งทหารออกลาดตระเวนนั้น พรหมจักรก็ให้หรมารไปสืบข่าวว่านางสีดาจะยังคงรักตนอยู่หรือไม่ พร้อมทั้งส่งสาส์นไปให้นางด้วย หรมารเหาะไปแต่ข้ามเมืองลังกาไปถึงป่าหิมพานต์ จึงเข้าไปถามทางจากฤาษีตนหนึ่งแล้วพักอยู่ด้วยในคืนนั้น รุ่งเช้าฤาษีไปบิณฑบาตและสั่งห้ามมิให้หรมารไปทางทิศเหนือของอาศรม แต่หรมารไม่เชื่อจึงถูกยักษ์แปลงเป็นปลิงพันขาพญาวานรไว้เพื่อจะลากลงไปกินในสระต่างฝ่ายต่างดึงกันอยู่ เมื่อฤาษีกลับมาพบเข้าจึงถ่มน้ำลาย ถูกปากปลิง ๆ ก็ปล่อย เมื่อรับประทานอาหารแล้วฤาษีก็บอกทางไปเมืองลังกาแก่หรมาร

เมื่อหรมานพบกับนางสีดาแล้วก็ถวายสาส์น นางสีดาจึงสั่งความไปทูลให้พรหมจักรรีบยกทัพมารับนาง ในตอนเดินทางกลับนั้น หรมารอยากรู้ทางเข้าออกของเมือง จึงมาที่เสนาทั้งหลายชุมนุมกันอยู่และถูกจับไปนอกเมือง เสนาจึงเอาหญ้าคามัดหลังหรมารแล้วจุดไฟเผาและปล่อยไป หรมารจึงไปสู่เรือนของพญาและอำมาตย์ทั้งหลายจนไฟไหม้ทั่วเมืองลังกา แล้วหรมารก็โดดลงน้ำเพื่อดับไฟและเหาะกลับไปยังกองทัพของพรหมจักร

พรหมจักรเริ่มเคลื่อนทัพตีหัวเมืองลังกาเข้าไปตามลำดับ ทหารของลังกาที่พ่ายจึงไปทูลให้พญาวิโรหาทรงทราบ ซึ่งวิโรหาก็สั่งให้จัดทัพและเรียกพลจากเมืองต่างๆ ไปรวมกัน แล้วจึงสังเวย อารักษ์ประจำเมืองจากนั้นจึงเคลื่อนทัพออกไปมีนายทัพชื่อต่าง ๆ จำนวน ๙ นายควบคุมไปตั้งรับข้าศึก ทัพฝ่ายพรหมจักรซึ่งมีนายทัพ ๘ นายก็เข้าต่อสู้กัน รัมมจักรจึงร่ายมนตร์เกิดเป็นเกวียนไฟไล่ทัพลังกาจนพ่ายไป ทัพของขุนวิโรหาเสียนายทัพไป ๓ นายและเสียทหารไปหมื่นเศษ ในการรบ ครั้งต่อมา นันทอุปราชฝ่ายลังกาถูกจับได้และลังกาเสียขุนทัพไปอีก ๕ นาย รวมกับเสียทหารอีกหลายโกฏิจนไม่อาจนับได้ แล้วทัพของพรหมจักรก็เข้าล้อมเมืองลังกา ครั้งนั้นวิโรหาและรัมมจักร ได้ต่อสู้กันด้วยการเสกมนตร์เป็นน้ำ, ไฟ, ลม หรือภาพยนตร์ จนพญาวิโรหาเกิดแค้นใจที่ตนมีฤทธิ์ซึ่งไม่มีใครต้านทานได้ ยังมาถูกลองฤทธิ์เช่นนี้ พรหมจักรส่งสาส์นถึงพญาวิโรหาให้ส่งนางสีดาคืน หากไม่คืน ก็ให้มาชนช้างในวันรุ่งขึ้นพญาวิโรหาเรียกนาคให้นาคยกทัพไปช่วย จากนั้นก็กรีฑาพล เมื่อทัพทั้งสองเผชิญหน้ากัน ทัพนาคบุกเข้าไปจนกองทัพของพรหมจักรระส่ำระสาย พรหมจักรจึงขอให้ครุฑพากันไปช่วยจนนาคหนี แล้ววิโรหาก็ใช้ธนูสิงห์ยิงครุฑจนแตกพ่ายไป ครั้งนั้นวิโรหาเนรมิตกายมี ๑๐ เศียร ตาแดงดั่งไฟ ถือดาบสรีกัญไชยเข้ารุกจนนายทหารฝ่ายพรหมจักรล้มตายไปมาก เมื่อค่ำลง ทั้งสองฝ่ายก็ยกทัพกลับ พอเช้าขึ้น ก็ออกมารบกันใหม่ เป็นเวลานานถึง ๑๐ เดือน

พญานาคเห็นว่าจะรบกับพรหมจักรบนดินไม่ได้ ก็อาสาพญาวิโรหาว่าจะดั้นแผ่นดินไปที่ทัพพรหมจักรแล้วลักตัวพรหมจักรไปบาดาล และก็ทำได้สำเร็จ เกิดโกลาหลทั่วไปในทัพของพรหมจักร เจ้านันทะอนุชาของวิโรหาซึ่งถูกขับและหนีมาอยู่กับพรหมจักรก็บอกว่าพรหมจักรถูกนาคลักตัวไปและให้หรมารติดตามไปจนถึงเมืองนาคแล้วพาตัวพรหมจักรกลับค่าย ฝ่าย "หรยี"ซึ่งเป็นลูกของหรมารกับนางนาคมาลิกาเห็นผู้มาชิงนักโทษจึงเข้าไปต่อต้าน เมื่อรู้จักกันแล้วหรมารจึงสั่งหรยีให้อยู่กับแม่และหรมารก็พาพรหมจักรกลับคืนไป

ถัดมาอีก ๓วันพญาวิโรหาก็ยกทัพใหญ่ออกมารบกับพรหมจักรโดยเนรมิตกายมี ๑๐ เศียรเหาะมาท้าพรหมจักรรบ คราวนั้นพญาวิโรหายิงธนูมาถูกที่พระบาทของพรหมจักรแล้วยกทัพกลับไป พรหมจักรได้รับความทรมานมากจากพิษธนู เสนาฝ่ายพรหมจักรก็ได้ปรึกษากันและถามเจ้านันทอุปราช เจ้านันทอุปราชก็บอกว่ายาที่จะรักษาพิษธนูนั้นอยู่ที่จอมดอยจิกดวงปลี พญากาวินทะจึงให้หรมารเหาะไปนำมาฝนทาที่พระบาท พิษธนูจึงหายไป

เมื่อหายปวดจากพิษธนูแล้วพรหมจักรก็ปรึกษากับรัมมจักร พญากาวินทะ หรมาร และเสนาทั้งหลายว่าบัดนี้รบกันมาได้ ๑๐ เดือนแล้ว และเสียโยธาไปมากมาย ยังไม่สามารถเอาชนะกันได้ มีวิธีไหนที่จะปราบวิโรหาได้ เมื่อถามเจ้านันทอุปราชนั้น นันทอุปราชก็บอกให้นำเอาดินติดหางครกกระเดื่อง กับไม้ซีกจากชานบ้านและดินพอกหางหมู รวมกันไปใส่ที่ยอดฉัตร แล้วไปทำพลีกรรมเลี้ยงผีอารักษ์ที่ชื่อ "ราพณาสูร" ซึ่งสถิตอยู่ที่ไม้แคฝอยด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง มีเหล้า ๑๐๐ ไหและควายเผือกหนุ่มมาพล่าและแกง กับทั้งหมูด่างขาวที่เท้ามีกีบติดกันปรุงเป็นอาหารอย่างดีไปให้ราพณาสูรอารักษ์ประจำเมืองนั้น ราพณาสูรจะแปลงเป็นแร้งมากินเครื่องเซ่น แล้วให้หาชายที่ไม่เคยมองหน้าสตรีครบ ๓ ปีเป็นผู้น้าวธนูยิงผีอารักษ์แปลงนั้น และให้ยิงพญาวิโรหาจึงจะสำเร็จ เมื่อสืบดูแล้วทราบว่า รัมมจักรผู้เดียวที่ไม่เคยมองหน้าสตรีมาสี่ปี่แล้ว และหรมารก็ได้ไปยืมคันธนูและลูกศรมาจาก "นางยักษ์"ตนหนึ่งมาได้ จากนั้นจึงดำเนินการตามคำของนันทอุปราชทุกประการ ทั้งการสังเวยอารักษ์ การประหารอารักษ์และการนำสิ่งอัปมงคลไปใส่ที่ยอดฉัตรของพญาวิโรหา

รุ่งขึ้น ปืนใหญ่ฝ่ายพรหมจักรก็ยิงเปิดสงครามแล้วเคลื่อนทัพเตรียมปล้นเอาเมือง พญากาวินทะเขียนสาส์นลงบนแผ่นไม้ไปท้ารบ พญาวิโรหาโกรธมากก็เหาะมารบด้วยกายเนรมิตและรบกันด้วยอาคม เมื่อได้โอกาสรัมมจักรจึงยิงธนูไปถูกพญาวิโรหาที่สีข้างตกลงมาตาย พรหมจักรจึงยกทัพ เข้าเมืองลังกาและได้พบกับนางสีดา หลังจากที่ได้ปูนบำเหน็จนายทัพและทหารแล้ว พรหมจักรก็โปรดให้หรมารนำเอาธนูไปคืนนางยักษ์ เมื่อเสร็จสงครามแล้วเสนาลังกาจึงขอไถ่เอาเจ้านันทอุปราชไปเป็นกษัตริย์แทนพญาวิโรหา พรหมจักรและคณะจึงได้ช่วยงานอภิเษกนันทอุปราชเป็นกษัตริย์แล้วยกทัพกลับตามเส้นทางเดิม ซ่อมสะพานเชือกที่เคยทำไว้ เมื่อข้ามไปเสร็จแล้วจึง ทำลายสะพานนั้นเสีย ครั้นกลับถึงเมืองกาสีแล้วจึงมีการเลี้ยงฉลองกันอย่างครึกครื้น เมื่อพักอยู่ที่เมืองกาสีพอสมควรแล้ว พรหมจักรก็ยกทัพกลับเมืองพาราณสี

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่พรหมจักรไปประพาสอุทยาน ส่วนนางสีดากำลังทรงพระครรภ์ จึงพักอยู่ที่ปราสาท ครั้งนั้นนางสนมทั้งหลายอยากเห็นรูปของพญาวิโรหาจึงขอให้นางสีดาวาดให้ดู ขณะ ที่วาดได้ถึงเศียรที่เจ็ดนั้นบังเอิญพรหมจักรเสด็จมา นางสีดาเกรงพรหมจักรจะเห็นเข้าจึงเอากระดานที่วาดรูปพญาวิโรหานั้นซ่อนไว้ใต้อาสนะของพรหมจักร เมื่อพรหมจักรประทับนั่งบนอาสนะนั้น รูปของพญาวิโรหาก็พูดว่า “ดูราท่านผู้เปนข้าเสิก็ บัดนี้ได้นางมาแล้ว ท้าวค็หากเปนท้าวพระญาดั่งกันดาย พ้อยว่ามานั่งอยู่เหนือหัวนั้น แก่นมานะสะหาวดูแฅวนแท้แล” (เป็นกษัตริย์เหมือนกันกลับมานั่งบนหัวกันแบบนี้ ช่างดูหมิ่นกันจริงๆ) พรหมจักรเปิดอาสนะดูพบรูป จึงบริภาษนางสีดาว่ามีใจยินดีกับพญาวิโรหาจึงวาดภาพไว้ดูต่างหน้า แล้วขับไล่นางให้ออกจากเมืองไป

นางสีดาเมื่อถูกเนรเทศเช่นนั้น ก็เข้าไปลาผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วเดินทางออกจากเมือง เมื่อเหนื่อยอ่อนนางก็พักที่ใต้ร่มไม้แล้วอธิษฐานขอให้เทวดาทั้งหลายช่วยนางด้วย ครั้งนั้นเมื่อพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของพระอินทร์กระด้างนั้น พระอินทร์ก็ทรงทราบเรื่องด้วยทิพยเนตร จึงเสด็จแปลงกายมาลองใจนางสีดา เมื่อเห็นว่านางยังภักดีต่อพรหมจักรมั่นคงนัก พระอินทร์ก็เนรมิตปราสาทให้นางประทับอยู่ในป่า เมื่อครบกำหนดนางสีดาก็คลอดโอรสที่มีลักษณะงดงาม นางก็ประทับอยู่ที่ปราสาทนั้นเป็นเวลานานได้ ๓ เดือน

เมื่อนางสีดาเสด็จไปแล้ว พรหมจักรก็ได้แต่ซึมเศร้า บ้านเมืองก็หมองหม่นเงียบสงัดไปหมด ครั้งนั้น เทวดาดลใจให้ "นางแก้วจันทา"ธิดาของอำมาตย์ผู้ใหญ่คนหนึ่งไปทูลเล่าว่า ที่นางสีดาวาดรูปนั้น มิใช่เพราะจิตปฏิพัทธ แต่หากทำตามคำขอของนางสนมทั้งหลาย เมื่อพรหมจักรทราบความจริงก็ดีพระทัย วันหนึ่งเทวดาเข้าดลใจม้าทรงของพรหมจักรให้แล่นไปสู่ปราสาทนางสีดา เมื่อนายม้าออกตามหาม้าก็ไปพบนางสีดาเข้าจึงกลับไปบอกพรหมจักร พรหมจักรก็ไปรับนางกลับเมือง ตั้งชื่อโอรสที่คลอดออกมาว่า “พิมพาวัตติกุมาร”

คืนหนึ่ง พรหมจักรรำพึงว่า หากตนจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ขอให้พระอินทร์มาค้ำชูสมภารแห่งตนเถิด ครั้งนั้นเมื่อพระอินทร์ทราบเรื่องจึงบันดาลให้มีสมบัติ ๗ ประการของพญาจักรพรรดิราชและนำนางแก้วชื่อ "สุคันโธ"มาจาก "อุตตรกุรุทวีป"ไปเป็นมเหสีฝ่ายซ้ายแก่พญาจักรพรรดิราชองค์ใหม่และเฉลิมพระนามว่า “พระญาพรหมจักกวัตติราชเจ้า” แล้วตั้งน้องให้เป็น “รัมมจักกราชะ” และเวนราชสมบัติบ้านเมืองให้ พร้อมทั้งนำนางราชกัญญาอันมีเชื้อชาติขัตติยะมาเป็นมเหสีแก่รัมมจักกราชะอีกด้วย

ความในตอนท้ายของเรื่องซึ่งอยู่ในผูกที่ ๑๐ ของพรหมจักรนี้ แสดงถึงที่มาของความเป็น จักรพรรดิราชว่า พรหมจักกวัตติราชมีธิดาอีกองค์หนึ่งกับนางแก้วจากอุตตรกุรุทวีปชื่อ“สุวัณณพิมพากุมารี” และอยู่ครองราชสมบัติเป็นเวลา ๖๐๐ ปี

การที่พรหมจักรได้เป็นพญาจักรพรรดิราชนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงชาดกว่า ในกาลของพระธัมมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น “สิริราชกุมาร” แห่ง สิริรัมมตินคร สิริราชกุมารได้อภิเษกกับนางปภาวติธิดา เมื่อพญาสิริราชสวรรคต สิริราชกุมารก็ได้ครองราชสมบัติแทน สิริราชกุมารและนางปภาวติธิดามีโอรสชื่อสิริสาราชกุมาร และมีธิดาชื่อ สิริมากุมารี ต่อมาพระโอรสและพระธิดาก็ได้อภิเษกกันแล้วครองเมืองแทน

พญาสิริราชมีอนุชาองค์หนึ่งนามว่า สุมนอุปราชา ซึ่งก็มีโอรสชื่อ สุมนกุมาร ในครั้งนั้น พญาสิริราชพร้อมด้วยมเหสี พระอนุชาตลอดจนโอรส ธิดาและนัดดาก็ได้ทำบุญสร้างวิหาร และได้ถวายอัฐบริขารต่างๆ แด่พระธัมมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าและภิกษุทั้งหลาย แล้วพญาสิริราชได้กรวดน้ำและอธิษฐานขอเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในโลกมนุษย์และขออย่าได้พลัดพรากจากมเหสี อนุชา บุตรธิดาและอนุชาที่ได้ร่วมทำบุญนั้น ในกาลครั้งนั้น พระธัมมทัสสมีสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสทำนายพญาสิริราชในท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ว่า ในกาลภายหน้าพญาสิริราชนี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้าซึ่งมีนามว่า "โคตมะ" พร้อมด้วยพุทธบริวารชื่อต่าง ๆ

หลังจากนั้นทุกพระองค์ก็ได้ทำบุญมิได้ขาด เมื่อสิ้นพระชนม์จึงไปเกิดในสวรรค์ตามบารมีของตน ครั้นจุติจากสวรรค์แล้วพระโพธิสัตว์ก็ปฏิสนธิเสวยพระชาติเป็นพรหมจักรดังกล่าวและด้วยผลบุญที่กระทำไว้มากในชาติที่เป็นพญาสิริราชนั้น ทำให้พระองค์ได้เป็น “พระยาจักรพรรดิราช” ทั้งนี้ พรหมจักกวัตติราชและรัมมจักรก็ได้ทำบุญอยู่เสมอ เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ง. สรุป

                ในตอนท้ายของพรหมจักรชาดกนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสประชุมชาดกหรือเฉลยว่าตัวละครในเรื่องเทียบได้กับบุคคลในสมัยพุทธกาลได้ดังนี้ พญาวิโรหาได้แก่พระเทวทัต, พญานันทอุปราช ได้แก่อุปนันทเถระ, ฤาษีผู้พ่อนางสีดาได้แก่มหากัสสปเถระ, ทิศาปาโมกข์ ได้แก่พระสารีบุตร, พญากาวินทะได้แก่พระโมคคัลลาน์, พระอินทร์ได้แก่อนุรุทธเถระ, หรมารได้แก่ฉันนเถระ, พญาพรหมทัตได้แก่พระเจ้าสุทโธทนะ, นางสุคันธเกสีเทวีได้แก่พระนางสิริมหามายา, รัมมจักรได้แก่อานันทเถระ, นางสีดาได้แก่พระนางยโสธราพิมพา, นางแก้วอุตตรกุรุทวีป ได้แก่นางวิสาขา, พิมพาวัตติกุมารได้แก่พระราหุล, สุวัณณพิมพาได้แก่อุบลวัณณาเถรี, นางกัญจนเทวีได้แก่เขมาภิกขุณี, พรานป่า (ผู้บอกทางไปเมืองตักศิลาแก่พรหมจักรและรัมมจักร) ได้แก่อุททายีเถระ, พญาครุฑได้แก่พระเจ้าพิมพิสาร, พญานาคได้แก่พระเจ้าอชาตศัตรู, ท้าวพญาร้อยเอ็ดหัวเมืองและเสนาอำมาตย์ของพรหมจักรได้แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย, พญายักษ์ผู้ถวายแก้วทิพพจักขุ ได้แก่องคุลีมาล, และพรหมจักกวัตติราช ได้แก่พระตถาคต

                …………………………………………………

  ศิษย์ตถาคต

๑๙ มีนาคม ๒๕๕๕

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.