ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




พระพุทธบาทสี่รอย article

ตำนานพระพุทธบาทสี่รอย (ฉบับล้านนา)
พระครูพุทธบทเจติยารักษ์ (พระครูบาพรชัย ปิยะวัณโณ)
วัดพระพุทธบาทสี่รอย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่


ก. ความเป็นมาของมหาศิลาเปรต

              ย้อนไปในอดีตกาลอันไกลโพ้น นับได้ ๙๒ กัป ที่ล่วงมาแล้ว ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง สมัยนั้นนั่นแล
ทรงพระนามว่า “พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า”
เสด็จอุบัติขึ้นในโลก เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ ให้ล่วงพ้นวัฏฏสงสาร
เฉกเช่นเดียวกับพระสมณโคดมพุทธเจ้าของเราในปัจจุบันสมัยนี้

ในครั้งนั้นบังเกิดมีพระสาวกองค์หนึ่งในพระวิปัสสีพุทธเจ้า
มีฐานะเป็นพระสังฆนายก ปกครองพระภิกษุเถรานุเถระเป็นอันมาก แต่พระสังฆนายกองค์นี้ กลับแสวงหาปัจจัยทั้งสี่
อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย มากเกินสมควร
ได้มีคำสั่งออกไปทั่วสังฆมณฑลว่า

“วัดของเรานี้ไม่เหมือนวัดอื่นๆ
ด้วยเป็นที่ชุมนุมของพระมหาเถระเจ้าทั้งหลายอยู่เป็นเนืองนิตย์
ฉะนั้นขอให้พระภิกษุทั้งหลาย
จงนำเอาปัจจัยสี่อันเป็นของสงฆ์ทั้งหลาย
อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย
รวมทั้งแก้วแหวนเงินทองทั้งปวงมาให้แก่วัดของเรา
เพื่อว่าเราจะได้นำมาถวายทาน แก่พระมหาเถระเจ้าทั้งหลายต่อไป”

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายได้รับคำสั่งของพระสังฆนายกดังนี้แล้ว
ต่างก็ล้วนลำบากใจ แต่ไม่กล้าทักท้วงคัดค้าน ด้วยเกรงจะมีความผิด คงได้แต่จำใจนำของมามอบให้ที่วัดของพระสังฆนายก
จนเต็มโบสถ์เต็มวิหารไปหมด

ท้ายที่สุดเมื่อพระสังฆนายกองค์นั้นได้มรณภาพลงไปแล้ว
ก็ได้ตกนรก จมลงไปหมกไหม้อยู่ในอบายภูมิทั้ง ๔ ตลอดกาลนานด้วยผลกรรมที่ได้เบียดเบียนพระสงฆ์ทั้งหลายให้ต้องได้รับความลำบาก เมื่อชดใช้กรรมในนรกแล้ว อดีตพระสังฆนายกองค์นั้น ก็ได้เกิดมาเป็นเปรต มีนามว่า “มหาศิลาลวงใหญ่” (เปรตหิน)
พระพุทธเจ้ากกุสันโธ เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทไว้
เหนือหินมหาศิลาเปรตเป็นรอยแรก โดยทรงเมตตาประทานให้เอง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกาลเวลาได้ล่วงเลยมาถึง ๙๒ กัป
ลุถึงสมัย “พระพุทธเจ้ากกุสันโธ”
ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๑ ในมหาภัทรกัปนี้
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตแล้ว
จึงทรงประทับรอยพระบาทไว้เหนือก้อนหินมหาศิลาเปรตนั้นเป็นรอยแรก

และทรงมีพระมหากรุณาตรัสสอนมหาศิลาเปรต
และให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “อัปปะกิจโจ อัปปะกิจโจ”
ซึ่งหมายถึง เป็นนักบวชควรทำตนเป็นผู้มีภาระน้อย
เพราะการมีภาระมากไม่ใช่ทางบรรลุมรรคผลนิพพาน
จะกลายมาเป็นมารมาผูกมัดจิตใจ
ทำให้ตนต้องได้ตกอยู่ในอบายภูมิ


ข. พระพุทธเจ้าโกนาคมโน เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทเป็นรอยที่ ๒
โดยทรงประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ


                ภายหลังที่พระพุทธเจ้ากกุสันโธได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็มาถึงสมัยของ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน
พระองค์ก็ได้เสด็จมาที่มหาศิลาเปรต
ให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “สัลละหุกะวุตติ” ไปตลอด
จะได้หลุดพ้นจากความเป็นเปรตในภายภาคหน้า
จากนั้นพระพุทธเจ้าโกนาคมโนก็ได้ประทับรอยพระบาทซ้อนไว้
ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธเป็นรอยที่ ๒
(ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยที่ ๑)


ค. พระพุทธเจ้ากัสสโป เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาท เป็นรอยที่ ๓
โดยประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ พระองค์
ในมหาภัทรกัปนี้


               
ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าโกนาคมโน ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็มาถึงสมัย พระพุทธเจ้ากัสสโป
ซึ่งพระองค์ก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
ด้วยเหตุผล ๒ ประการ คือ

เพื่อทรงชี้แนวทางตรงไปสู่พระนิพานหนึ่ง
และเพื่อให้มหาศิลาเปรตนั้น พ้นจากปิติวิสัย (ภูมิแห่งเปรต) อีกประการหนึ่ง

พระพุทธเจ้ากัสสโป จึงเสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตเป็นพระองค์ที่ ๓ และได้ทรงมีพระพุทธดำรัสตรัสชี้แนะให้มหาศิลาเปรตนั้น
ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “อัปปะคัพโภ อัปปะคัพโภ”
ด้วยทรงมีพระมหากรุณาให้พ้นจากความเป็นหิน

แล้วจึงได้ทรงประทับรอยพระบาท ซ้อนไว้ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์ ปรากฏเป็นรอยที่ ๓ ขึ้นมา (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยพระพุทธบาททั้ง ๒ รอย)พูดวาจาใดๆไม่ได้ ด้วยสรีระกลายเป็นหิน

ง. พระพุทธเจ้าโคตโม (พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน)
เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
ณ เวภารบรรพต (วัดพระพุทธบาทสี่รอย ในปัจจุบันนี้)
และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทเป็นรอยที่ ๔
โดยประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์
ในมหาภัทรกัปนี้


               ภายหลังจากที่พระพุทธเจ้ากัสสโป ได้เสด็จดับขันธปรินิพานไปแล้ว ก็มาถึงพุทธสมัยแห่งพระศาสนาของ พระพุทธเจ้าโคตโม (พระสมณโคดม) ได้เสด็จจาริกประกาศธรรมโปรดเวไนยสัตว์ ไปตามสถานที่ต่างๆ พร้อมด้วยพุทธสาวก ๕๐๐ องค์
อันมี พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระอานนท์ เป็นต้น
จนกระทั่งเสด็จมายัง ปัจจันตยประเทศ (ประเทศไทยในปัจจุบัน)

ถึงเทือกเขาตอนเหนือของประเทศชื่อ เวภารบรรพต (สถานที่แห่งนี้) และได้แวะเสวยจังหันอยู่บนเขาเวภารบรรพตแห่งนี้
เมื่อพระพุทธองค์เสวยจังหันสร็จ ขณะประทับอยู่ที่นั่น ก็ได้ทรงทราบด้วยพระญาณสมบัติว่าในเทือกเขาแห่งนี้ ได้มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ก่อนในภัทรกัปนี้ประทับอยุู่บนก้อนหินก้อนใหญ่

พระองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระพุทธบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์
คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกคมโน พระพุทธเจ้ากัสสโป

ในวาระนั้น พระพุทธเจ้าโคตโม
ได้มีพระพุทธดำรัสกับพระอานนท์ว่า

“ดูกร อานนท์ ก้อนศิลาอันงามวิเศษ
ที่เป็นเหตุแห่งการโปรดสัตว์ทั้งหลายยังปรากฏมีอยู่ฤา”

พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก จึงกราบทูลว่า

“ภันเต ภะคะวา ก้อนหินนี้มีรอยพระพุทธบาทใหญ่ ๓ รอย
งดงามยิ่งนัก เหมือนรอยพระพุทธบาทของพระศาสดาพระพุทธเจ้าข้า”

จากนั้น พระพุทธเจ้าโคตโม
จึงได้ตรัสถึงอดีตกาลที่ได้ผ่านมาแล้วแต่ปางบรรพ์
แก่พระอานนท์และพุทธสาวกว่า

“ดูกรอานนท์ ก้อนศิลานี้มิใช่ศิลาแท้จริงดอก
แต่เป็นก้อนอสุราที่กลับกลายเป็นก้อนศิลา (เป็นศิลาเปรต)
ศิลานี้เคยเป็นพุทธสาวกในพระพุทธเจ้า วิปัสสี

สมัยนั้นท่านเป็นพระสังฆนายก ถืออำนาจบาตรใหญ่
บังคับเอาของของคนอื่นมาเป็นของตน

ตนเองเป็นพระภิกษุ แต่มักมาก ถือว่าตนเองฉลาด
คิดว่าตนเองได้ของมาโดยบริสุทธิ์
โดยมิได้คำนึงถึงความผิดถูกตามพระธรรมวินัย
ถือว่าตนเองเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า
และเป็นใหญ่ เอาของของสงฆ์มาใช้ตามอำเภอใจ
จึงทำให้เป็นศิลาเปรตอยู่ในบัดนี้

พระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ที่ล่วงมาแล้วในอดีตกาล
ได้ทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้ ทุกพระองค์

 



จ. และแม้ พระศรีอริยเมตไตรย
ก็จะเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้
และจักประทับรอยพระพุทธบาทสี่รอยนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว (คือ ประทับลบทั้งสี่รอยให้เหลือรอยเดียว)

                 เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้ว
พระองค์ก็เสด็จประทับพระบาทซ้อนรอยพระบาท
ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ แล้วก็ทรงอธิษฐานว่า

ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว
เทวดาทั้งหลายก็จักนำเอาพระธาตุของกูตถาคต
มาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทนี้

ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว ๒,๐๐๐ ปี
พระพุทธบาทสี่รอยนี้ ก็จักปรากฏแก่ปวงมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพื่อมนุษย์และเทวดาทั้งหลายจักได้มากราบไหว้และสักการะบูชา เมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้ว
จึงมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์
จึงกำเนิดเป็นพระพุทธบาทสี่รอย

เมื่อพระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระพุทธบาทแล้ว
ก็เสด็จไปเขตวันอาราม อันมีในเมืองสาวัตถีนั้นแล
เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว
เทวดาทั้งหลายก็นำเอาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์
มาบรรจุไว้ที่พระพุทธบาทสี่รอย

และเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานล่วงมาแล้ว ๒,๐๐๐ วัสสา (ปี)
เทวดาทั้งหลายต้องการให้พระพุทธบาทสี่รอยปรากฏแก่คนทั้งหลาย ตามที่พระองค์ทรงอธิษฐานไว้

ก็จึงเนรมิตเป็นรุ้ง (เหยี่ยว) ตัวใหญ่ บินลงมาจาก เวภารบรรพต
อันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้
ไปจับลูกไก่ของชาวบ้าน (พรานป่า) ที่อาศัยอยู่เชิงเขา เวภารบรรพต แล้วบินกลับขึ้นไปสู่ยอดเขา

พรานป่าโกรธมากจึงติดตามขึ้นไป
คิดว่าจะยิงเสียให้ตาย มันก็ติดตามไปค้นหาดู
แต่ก็ไม่เห็นรุ้งตัวนั้นอีก เห็นแต่รอยพระพุทธบาทสี่รอย
อันอยู่บนพื้นใต้ต้นไม้และเถาวัลย์

พรานป่าผู้นั้นจึงทำการสักการะบูชา
เสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา
พอมาถึงหมู่บ้านก็บอกเล่าแก่ชาวบ้านทั้งหลาย
คนทั้งหลายที่ทราบก็พากันไปสักการะบูชา
และเรียกขานพระพุทธบาทนั้นว่า “พระบาทรังรุ้ง (รังเหยี่ยว)”

          หลังจากนั้นมา พระบาทรังรุ้ง หรือ รังเหยี่ยว นี้
ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “พระพุทธบาทสี่รอย”

มาในสมัยยุคหลัง คนทั้งหลายจึงเรียกขานกันว่า พระพุทธบาทสี่รอย เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึงสี่รอย



คือมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ที่ล่วงมาแล้ว
ในภัทรกัป นี้คือ

๑. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ
ซึ่งเป็นรอยแรก เป็นรอยใหญ่ยาว ๑๒ ศอก

๒. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมโน
ซึ่งเป็นรอยที่ ๒ ยาว ๙ ศอก

๓. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสโป
ซึ่งเป็นรอยที่ ๓ ยาว ๗ ศอก

๔. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตโม (องค์ปัจจุบัน)
ซึ่งเป็นรอยที่ ๔ ยาว ๔ ศอก

        จากหลักฐานของชาวล้านนา มีประวัติกล่าวไว้ว่า “พระยาเม็งราย”ผู้ก็ตั้งเมืองเชียงใหม่ ได้ไปนมัสการพระบาทรังรุ้งนี้ด้วย

        และจากหลักฐานในตำราโบราณของพม่าที่มีชื่อว่า “คำให้การของขุนหลวงหาวัด” ระบุว่า “พระองค์ดำ” หรือ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ได้มากราบไหว้นมัสการพระพุทธบาทสี่รอยนี้ ในคราวที่ยกทัพไปรบกับพม่าหงสาวดีด้วยเช่นกัน

                 ดังนั้นจากข้อความประวัติศาสตร์ดังกล่าวนี้เอง ทำให้เราได้ทราบข้อเท็จจริงในทางโบราณคดี เพิ่มเติมอีกประการหนึ่งว่า
โดยแท้จริงแล้ว รอยพระพุทธบาทในประเทศไทยรอยแรกที่คนไทยได้รู้จักและมักคุ้นนั้นก็คือ พระพุทธบาทสี่รอย อันประดิษฐานอยู่ ณ เขต อำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่ ในปัจจุบันนี่เอง

ในขณะที่ รอยพระพุทธบาท ที่ สระบุรี เขาสัจจพันธุ์ นั้น ได้รับการค้นพบเจอในรัชสมัย พระเจ้าทรงธรรม
ซึ่งเป็นยุคหลังรัชสมัยแห่ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถึงกว่า ๕ ทศวรรษ


               และจากสาส์นของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยทรงบันทึกไว้ว่า พระพุทธบาทสี่รอย แห่งนี้ เป็นพระพุทธบาทเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย แม้กรุงศรีอยุธยาก็ยังจำลองรอยพระพุทธบาท ไปไว้ที่ปราสาทนครหลวง (วัดจันทร์ลอย) จ.พระนครศรีอยุธยา


                .................................................................................

ขอขอบคุณ

ตำนานพระพุทธบาทสี่รอย (ฉบับล้านนา)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=19820




พระพุทธศาสนา

คันธนามโพธิสัตว์ article
สุดสาคร article
กากาติชาดก article
มงคลชีวิตข้อที่ ๑ : ไม่คบคนพาล article
บุพเพสันนิวาสของ แสน มุก มะลิ article
ตำนาน : ไกรทอง article
หลวงพ่อโต : เจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : วัดพนัญเชิง article
คบคนชั่วไม่มีความสุข article
ขันติบารมี article
กฏแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิด article
มหาสีลวราชชาดก article
พรหมจักรชาดก article
พระพุทธองค์ทรงขับไล่ ๓ ธิดามาร
พระพุทธชัยมงคลคาถา
บุญคือพี่พึ่ง
สาเหตุที่พระพุทธศาสนาหายไปจากอินเดีย
พระโพธิสัตว์ article
พุทธศาสนาสอนอะไร article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.