ReadyPlanet.com
dot dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




ขุนแผนแสนสะท้าน

ขุนแผนแสนสะท้าน

(จากสุดยอดวรรณกรรมของไทย เรื่อง “ขุนช้าง – ขุนแผน”)

                            **************************

ก.  มูลเหตุจูงใจ

        การได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย เป็นคนไทย พบพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นบุญกุศลมากนักของมนุษยชาติ ซึ่งผู้เขียนรู้สึกภาคภูมิใจในการเกิดมาเป็นคนไทยในชาตินี้มาก สิ่งหนึ่งที่ควรทำในการตอบแทนชาติบ้านเกิดเมืองนอนก็คือ การรักษาวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามไว้สู่ลูกหลาน และบอกกล่าว ตลอดจนเผยแพร่ศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณีที่ดีงามต่างๆไว้ด้วย โดยเฉพาะวรรณกรรม และตำนานของบรรพบุรุษของไทยเราในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่อง “ขุนช้าง – ขุนแผน” ซึ่งถือได้ว่าเป็นสุดยอดวรรณกรรมและเป็นอันดับหนึ่งของตำนานและนิทานของชาวไทยที่ชวนให้ศึกษา ค้นคว้า และเล่าขานอย่างไม่สร่างซา ช่างน่าอัศจรรย์และมีเสน่ห์ดึงดูดยิ่งนัก

                “ขุนแผน” หรือ “ขุนแผนแสนสะท้าน” เป็นบรรพบุรุษของไทยยุคกรุงศรีอยุธยา และเป็นทหารยอดนักรบที่ได้รับการยกย่อง และยอมรับนับถือว่า เป็น “สุดยอดขุนพล”ของชาวไทยของเรา ที่เก่งกาจ และมีบุญคุณต่อชาติและราชบัลลังก์ของไทยมากยิ่งนัก ยากที่จะมีผู้ใดเทียบได้ สมแล้วกับการที่เทพพรหมส่งลงมาเกิดบนโลกมนุษย์เพื่อที่จะบอกกับชาวโลกว่า “ข้าเกิดมาเพื่อจะเป็นยอดคน” และที่สำคัญเรื่องราวของขุนแผนใน “วีรกรรมต่อชาติบ้านเมือง” และ “วีรกรรมส่วนตัว”นั้น  ต่างติดตราตรึงใจ และเล่าขาน ตลอดจนมีการนำไปทำการศึกษาเล่าเรียนอย่างแพร่หลาย ทั้งในประเทศไทย ในภูมิภาคอาเซียน และทั่วทั้งโลกในปัจจุบัน ตลอดจนในอนาคตด้วย เช่น หนังสือ The Tale of Khun Chang Khun Phaen, The Story of Khun Chang Khun Phaen, The Romance of khun Chang khun Phaen และ The Legend of The Warlord เป็นต้น และยังมีความพยายามของประเทศเพื่อนบ้านของไทย ในการที่จะนำเรื่องราวของยอดขุนพลไทยท่านนี้ ไปจดเป็นลิขสิทธิ์ของตัวเองอีกต่างหาก ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวของคนที่เกิดเป็นชาวบ้านธรรมดาสามัญ ที่มีโอกาสได้เป็นทหารรับใช้ชาติและราชบัลลังก์ จะมีวีรกรรมและประวัติส่วนตัวที่อยากให้ทำการศึกษาเล่าเรียน และนำไปเป็นแบบแผนและเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะเหล่า “สุภาพบุรุษ”ทั้งหลายในโลกมนุษย์ของเรานี้

ถึงแม้ว่าเรื่องราวอันเป็นชีวิตจริงของขุนแผนนั้น จะมีชีวิตรักและชะตากรรมชีวิตได้ลิขิตให้ขุนแผนและคนรักของตนนั้น ต้องประสบกับชะตากรรมอันโหดร้ายและเผชิญกับวิบากกรรมต่างๆ นาๆ มีทั้งสุข ทุกข์ เศร้า เหงา สมหวัง ผิดหวัง ทุกข์ทรมาน และจนกระทั่งว่าคนรักที่เป็นยอดดวงใจของเขา(นางพิมพิลาไลย หรือ นางวันทอง) ต้องเคราะห์ร้ายอย่างหนักจนต้องถูกลงโทษประหารชีวิตก็ตาม แต่ทุกคนก็สนใจใคร่ศึกษา และบอกเล่าสู่ลูกหลาน รุ่นต่อรุ่น ตลอดจนบันทึกเป็นตำราและทำการศึกษาเล่าเรียนอย่างเป็นทางการ ซึ่งมากกว่าทุกเรื่อง และก็ได้รับความนิยมมากกว่าทุกเรื่องของเมืองไทยด้วยเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่พระเครื่องหรือวัตถุมงคลชั้นยอดของไทย ยังต้องตั้งชื่อว่า “พระขุนแผน” ซึ่งเกจิอาจารย์ทั้งหลายต่างพยายามจะปลุกเสกขึ้นมาเพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหา ได้นำไปกราบไหว้สักการบูชาและพกติดตัว โดยมีวัตถุประสงค์หรือพุทธคุณในด้านที่ว่า จะทำให้มีเสน่ห์ มีเมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย คงกระพันชาตรี และมีชัยชนะต่อข้าศึกศัตรูนั้นเอง

และสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องแปลกแต่จริงก็คือ สุภาพบุรุษชายไทยชาติทหารทั้งหลาย โดยเฉพาะ “นักศึกษารักษาดินแดน” หรือ “รด.” ต่างได้มีโอกาสมาฝึกวิชาการทหารภาคสนาม ณ ที่ “เขาชนไก่” แห่งนี้ อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของ “ขุนไกรพลพ่าย” ผู้เป็นบิดาของ “พลายแก้ว” หรือต่อมาก็คือ “ขุนแผนแสนสะท้าน” หรือ “เจ้าเมืองกาญจนบุรี”นั้นเอง ซึ่งที่แห่งนี้นั้น “นางทองประศรี” มารดาของพลายแก้ว ได้หอบอุ้มเอาพลายแก้วในตอนยังเป็นเด็กเล็กเพื่อหนีราชภัยจากเมืองสุพรรณบุรีมาอยู่ที่นี่ เติบโตที่นี่ และยังเป็นนิวาสถานในการครองรักกันกับ “นางลาวทอง” และ “นางแก้วกิริยา” ณ ที่แห่งนี้ด้วย หรือแม้แต่ยอดขุนพลอย่าง “พลายงาม” ซึ่งเป็นลูกชายของขุนแผนก็ได้หนี “ขุนช้าง”พ่อเลี้ยงอำมหิตมาอยู่และเติบโตกับคุณย่า ณ สถานที่แห่งนี้เช่นเดียวกัน ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!

ข.  เนื้อเรื่อง(โดยย่อ)

กำเนิดขุนช้าง ขุนแผน และนางพิม

                ในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาในยุคนั้นเป็นเมืองที่สงบสุข มีเมืองขึ้นมากมาย และมีเรื่องราวของ “ขุนช้าง” “ขุนแผน” และ “นางพิมพิลาไลย” ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ “เมืองสุพรรณบุรี” และ “เมืองกาญจนบุรี” ในยุคสมัยที่ “สมเด็จพระพันวษา”( สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๑๐ ของกรุงศรีอยุธยา ) 

                มีชายชาวบ้านคนหนึ่งชื่อ ขุนไกร อยู่ที่บ้านพลับได้แต่งงานอยู่กินกับนางทองประศรี ชาวบ้านแถววัดตะไกร ต่อมาขุนไกรย้ายไปรับราชการทหารที่เมืองสุพรรณบุรี ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นนายกรมช้างกองนอก ชื่อ ขุนศรีวิไชย ได้เมียชื่อ นางเทพทอง อยู่ที่บ้านท่าสิบเบี้ย เมืองสุพรรณบุรี และพันศรโยธา มีเมียชื่อ นางศรีประจัน เป็นชาวบ้านท่าสิบเบี้ยเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นนางศรีประจัน ยังมีน้องสาวอีกคนหนึ่ง ชื่อ นางบัวประจัน มีผัวเป็นชาว บางเหี้ย ชื่อนายโชดคง ไม่มีอาชีพนอกจากเป็นโจร เที่ยวขโมยควายของชาวบ้าน วันหนึ่ง นางเทพทอง เกิดฝันประหลาดว่า มีนกกะชุมหัวล้านคาบช้างเน่ามาให้ ขุนศรีวิไชยทำนายฝันว่าจะได้ลูกชาย ฝ่ายนางทองประศรี ฝันว่าพระอินทร์เหาะลงมายื่นแหวนเพชรเม็ดใหญ่ให้ ขุนไกรทำนายฝันว่าจะได้ลูกชาย ซึ่งภายภาคหน้าจะได้เป็นทหารใหญ่

"...นิมิตฝันว่าท้าวสหัสนัยน์

ถือแหวนเพชรเม็ดใหญ่เหาะดั้นมา

ครั้นถึงจึงยื่นแหวนนั้นให้

นางรับแหวนไว้ด้วยหรรษา

แสงเพชรส่องวาบปลาบเข้าตา

ตื่นผวาคว้าทั่วปลุกผัวพลัน"

ส่วนนางศรีประจัน ก็ฝันเช่นเดียวกันโดยฝันว่า พระวิษณุกรรม เหาะเอาแหวนมาให้ และพันศรโยธาทำนายฝันว่า จะได้ลูกสาวที่มีความสวยงามมาก

" ท่านขาคืนนี้ข้าเจ้าฝัน

ว่าพระวิษณุกรรมนายช่างใหญ่

ถือแหวนประดับงามจับใจ

เอามาส่งให้ไว้กับเรา..."

ต่อมาทั้งสามก็ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน นางเทพทองคลอดบุตรเป็นชายหัวล้านได้ชื่อว่า ขุนช้าง นางทองประศรีคลอดบุตรเป็นชายรูปร่างหน้าตาน่ารัก ได้ชื่อว่า พลายแก้ว และนางศรีประจันคลอดบุตรเป็นหญิง ได้ชื่อว่า พิมพิลาไลย   เด็กทั้งสามนี้เป็นเพื่อนเล่นกันมา ครั้งหนึ่งขณะเล่นกันอยู่ พลายแก้วเกิดอุตริชวนขุนช้างและนางพิม เล่นผัวเมีย ขุนช้างเห็นด้วย นางพิมไม่อยากเล่น พลายแก้วคะยั้นคะยอให้เล่น โดยบอกว่า ให้เล่นเป็นเมียขุนช้างไปพลาง ๆ แล้วตนจะไปลักมาจากขุนช้าง นางพิมจึงยอมเล่น ซึ่งนับว่าเป็นลางที่จะต้องเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ทำให้เทวดาดลใจ ให้คิดเล่นผัวเมียขึ้นมา

เมื่อขุนช้างโตขึ้น ขุนศรีวิไชยได้พาไปถวายตัวกับ สมเด็จพระพันวษา เป็นกษัตริย์ที่มีพระบรมเดชานุภาพมาก เมืองต่าง ๆ พากันเข้ามาสวามิภักดิ์ และส่งราชบรรณการมาให้มิได้ขาด และทรงเป็นกษัตริย์ที่มีจริยธรรม ปกครองกรุงศรีอยุธยาและบรรดาเมืองขึ้น ให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดมา ซึ่งพระองค์ก็รับขุนช้างไว้ แต่เนื่องด้วยยังเด็กมาก ก็ให้ขุนศรีวิไชยดูแลไปก่อน

พ่อของขุนช้าง ขุนแผน และนางพิม

                อยู่มาวันหนึ่งพระองค์ก็ได้ข่าวว่า ป่าทางเมืองสุพรรณบุรี มีควายป่าอยู่มาก คิดอยากไปประพาสป่า  ล่าควายป่าที่นั่น ก็ทรงให้พระยาเดโช จัดการเรื่องเตรียมกระบวนไพร่พล ให้ขุนศรีวิไชยบอกให้ขุนไกร รวบรวมพวกไพร่ ช้างม้าต่าง ๆ คืนนั้นขุนไกรก็เกิดมีลางร้ายเห็นแมงมุมตีอก ส่วนนางทองประศรีก็ฝันร้ายว่าฟันหัก ขุนไกรฟังแล้วเห็นว่าเป็นลางร้าย รู้ว่าคราวนี้คงไม่รอด เมื่อตื่นเช้าจึงสั่งเสียให้นางทองประศรีดูแลลูกให้ดี เมื่อขบวนเสด็จถึงป่าสุพรรณบุรี ก็ได้สั่งให้ตั้งตำหนักห้างที่กลางป่า ให้หลวงฤทธานนท์ทำคอก และให้ขุนไกรไปไล่ควายป่ามาเข้าคอก รุ่งเช้าขุนไกรก็พาไพร่พลไปไล่ควายป่า โดยให้จุดไฟเผาเป็นวงล้อมเข้ามาเรื่อย ๆ ควายป่าเห็นไฟ และได้ยินเสียงคนอึกทึก ก็แตกตื่นวิ่งมาไล่ขวิดผู้คน ขุนไกรเข้าขวางแล้วใช้หอกแทงควายตายล้มลง เป็นจำนวนมาก พระพันวษาทรงพระพิโรธ สั่งให้ประหารขุนไกร แล้วริบสมบัติ ข้าทาสบริวารและลูกเมีย ขุนไกรได้ยินก็ตกใจมาก เพราะเกรงบารมีพระพันวษา ทำให้ความอยู่ยงคงกระพันหมดไป

" ครานั้นฝ่ายตาขุนไกร

ตกใจดังจะยับเป็นผุยผง

ตัวสั่นขวัญหนีเหมือนผีลง

จะดำรงกายนั้นก็เต็มที

หน้าซีดผาดเผือดจนเลือดหาย

ภูตพรายในตัวก็หลีกหนี

สิ้นสติตัวสั่นขวัญไม่มี

ดั่งจะดับชีวีในทันใด..."

หลังจากที่ขุนไกรตาย หลวงฤทธานนท์ก็สั่งให้ คนถือจดหมายไปบอกกับนางทองประศรีถึงเรื่องราวทั้งหมด และให้รีบหนีไป นางทองประศรีก็พาพลายแก้วหนีไปอยู่กับญาติของขุนไกรที่ดอนเขาชนไก่ เมืองกาญจนบุรี ทำมาหากินจนมีทรัพย์สินมากมาย 

มีนายโจรคนหนึ่งชื่อนายจันศร เป็นผู้อยู่ยงคงกระพัน อยู่ที่บ้านโป่งแดง คอยปล้นสดมภ์ชาวบ้านจนเป็นที่หวาดกลัวกันทั่ว วันหนึ่งคิดจะไปปล้นบ้านขุนศรีวิไชย ที่บ้านรั้วใหญ่ในสุพรรณ เพราะขุนศรีวิไชยกับนางเทพทองเป็นคนรวยมาก เมื่อพาพวกไปปล้นบ้านขุนศรีวิไชย ขุนศรีวิไชยพาชาวบ้านต่อสู้ ขุนศรีวิไชยแพ้ ถูกโจรจันศรจับได้และใช้หลาวสวนรูทวารตาย ฝ่ายพันศรโยธานั้น ได้ไปค้าขายอยู่ที่ละว้า เมื่อกลับมาเกิดเป็นไข้ป่วยหนักและตายลง นางศรีประจันและนางเทพทอง จึงร่วมกันเผาศพทั้งขุนศรีวิไชย และพันศรโยธา เสียในคราวเดียวกัน

พลายแก้วบวชเณร

ฝ่ายพลายแก้วนั้น ไปอยู่ที่เมืองกาญจนบุรี จนอายุสิบห้าปีก็คิดอยากเป็นทหารเหมือนขุนไกรผู้เป็นพ่อ ก็บอกให้นางทองประศรีไปฝากเรียนวิชากับพระที่มีวิชาดี นางทองประศรีจึงพาไปฝากสมภารบุญวัดส้มใหญ่ เพื่อบวชเป็นเณร และเรียนวิชาการรบและคงกระพันชาตรี เณรแก้วซึ่งปัญญาไวและฉลาด ก็เรียนจบในเวลาอันรวดเร็ว สมภารมีได้แนะให้ไปเรียนกับสมภารมี วัดป่าเลไลย สุพรรณบุรีอีก เณรแก้วจึงลาสมภารวัดส้มใหญ่ ไปหานางทองประศรี ให้พาตนไปวัดป่าเลไลย ที่สุพรรณบุรี และได้ศึกษาวิชาเพิ่มเติมต่อไป  ฝ่ายขุนช้างเมื่อโตเป็นหนุ่ม พ่อแม่ก็ไปขอลูกหมื่นแผ้ว บ้านรั้วใหญ่ ชื่อ นางแก่นแก้ว ให้ หลังจากอยู่กินกันได้ปีกว่า นางแก่นแก้ว ก็ป่วยตาย  ที่เมืองสุพรรณบุรีนั้น ในวันสงกรานต์ จะมีการไปทำบุญขนทรายเข้าวัด และก่อพระเจดีย์ทราย โดยเฉพาะที่วัดป่าเลไลย ซึ่งนางศรีประจันกับนางพิมพิลาไลย ก็ได้ไปทำบุญด้วย ขณะเมื่อนางพิมใส่บาตร เณรแก้วเงยหน้าดู ก็จำได้ว่านางพิมเป็นเพื่อนเล่นสมัยเมื่อเป็นเด็ก ในเดือนสิบ วัดป่าเลไลย ก็จัดให้มีการเทศน์มหาชาติสิบสามกัณฑ์ ชาวบ้านก็ร่วมกันรับกัณฑ์ต่าง ๆ นางศรีประจันรับกัณฑ์มัทรี นางพิมให้ทำหมากประจำกัณฑ์อย่างสวยงาม

" แกะเป็นราชสีห์สิงห์อัด

เหยียดหยัดยืนอยู่ดูเฉิดฉิน

แกะเป็นเทพนมพรหมินทร์

พระอินทร์ถือแก้วแล้วเหาะมา

แกะรูปนารายณ์ทรงสุบรรณ

ผาดผันเผ่นผยองล่องเวหา

ส่วนขุนช้างรับกัณฑ์กุมาร เมื่อถึงวันเทศน์มัทรี สมภารได้ป่วยลง ก็สั่งให้เณรแก้วไปเทศน์แทน ก่อนจะขึ้นเทศน์ เณรแก้วเสกขี้ผึ้งทาปากก่อน แล้วไปขึ้นธรรมาสน์ เมื่อเห็นนางพิมนั่งก้มหน้าอายอยู่ จึงเป่าคาถามหาละลวยไปที่นางพิม ทำให้นางพิมรู้สึกรัญจวนใจ ก่อนที่เณรแก้วจะเทศน์จบ นางพิมได้เปลื้องผ้าสีทับทิมวางบนพานถวายเณรแก้ว ขุนช้างเห็นก็เปลื้องผ้ากรอง ไปวางคู่กับผ้าทับทิมของนางพิม พร้อมกับอธิษฐานว่า ให้ได้เป็นคู่กับนางพิม ทำให้นางพิมโกรธมาก หลังจากที่นางพิมกลับไปแล้ว เณรแก้วก็ให้ปั่นป่วนคิดถึงแต่นางพิม คืนนั้นนางพิมนอนหลับได้ฝันไปว่า นางสายทองพี่เลี้ยงเก็บดอกบัวทองมาให้ เมื่อตื่นขึ้น นางสายทองทำนายฝันว่าจะได้คู่ ฝ่ายขุนช้างหลังจากที่ได้พบกับนางพิม ในงานเทศน์มหาชาติแล้วก็ให้รัญจวนใจ คิดถึงแต่นางพิม

พลายแก้วได้นางพิม

รุ่งเช้าเณรแก้วรู้สึกคิดถึงนางพิมมาก ได้ไปบิณฑบาตที่บ้านนางพิม นางพิมไม่ยอมลงไปใส่บาตร สายทองจึงต้องลงไป แล้วเณรแก้วจึงว่ามีเรื่องอยากจะคุยกับนางสายทอง ให้พานางพิมไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ เมื่อถึงเวลาบ่าย สายทองพานางพิมไปอาบน้ำ เณรแก้วจึงมาตามที่ได้นัดกันไว้ เมื่อพบกันเณรแก้วจึงอ้อนวอนให้สายทอง ช่วยให้ตนได้พบกับนางพิม หากสำเร็จจะทดแทนบุญคุณ วันรุ่งขึ้น นางสายทองลงมาใส่บาตร ได้บอกกับเณรแก้วว่า จะพานางพิมไปที่ไร่ฝ้ายตอนบ่าย เมื่อถึงตอนบ่ายนางสายทองกับนางพิม บอกนางศรีประจันว่าจะไปเก็บฝ้ายในไร่ ส่วนเณรแก้วก็ไปลาสึกกับชีต้น แล้วพาไปพบกับนางพิมที่ไร่ฝ้าย เมื่อพบกันนางพิมไม่ยอมพูดจา เณรแก้วจึงพูดถึงเรื่องตอนเด็กให้ฟัง ทำให้นางพิมจำได้ว่า เณรแก้วนั้นเคยเป็นเพื่อนเล่นกันมาในตอนเป็นเด็ก

" เมื่อเด็กเด็กเล็กเล่นอยู่ด้วยกัน

สารพันร่วมรักกันหนักหนา

เมื่อเล่นขอปลูกหอกับแก้วตา

พี่พาเจ้าหนีขุนช้างไป

ขุนช้างตามพบมันรบพี่

พลั้งตีถูกน้องเจ้าร้องไห้

แก้วตามาประหม่าพี่ยาไย

จงปราศรัยปรองดองสักสองคำ"

แล้วเณรแก้วก็เข้าเล้าโลมนางพิมด้วยประการต่างๆ นางพิมจึงต่อว่า

"...อดข้าวดอกนะเจ้าชีวาวาย                             ไม่ตายดอกเพราะอดเสน่หา..."

เมื่อถึงเวลาค่ำ เณรแก้วได้ดูฤกษ์ยามที่จะไปบ้านนางพิม

".....ยืนขยับเพ่งพิศเมฆฉาย .....

พิเคราะห์ดูหลาวเหล็กและผีหลวง....

.....ปลอดห่วงดวงใจก็ฮึกหาญ

สูรย์จันทร์แม่นยำด้วยชำนาญ

ย่างเท้าก้าวผ่านไปตามทิศ..... "

เณรแก้วได้เสกข้าวสารหว่านไปจนผู้คนในบ้านหลับสนิท แล้วสะเดาะกลอน กลิ้งครกเหยียบยืนขึ้นไปบนเรือน และได้นางพิมเป็นเมีย หลังจากกลับจากบ้านนางพิม ก็ได้ไปขอให้ชีต้นบวชให้ดังเดิม 

ขุนช้างขอนางพิม

ขุนช้างมีความรัญจวนใจถึงนางพิมมาก จนนั่งนอนไม่เป็นสุข ไม่ยอมกินข้าวกินปลา จนนางเทพทองสงสัย ขุนช้างบอกว่า ตั้งแต่เมียตายไป ก็ให้เป็นทุกข์ตลอดมา ซ้ำเงินทองที่มีอยู่มากมายก็ไม่มีใครจะช่วยดูแล เห็นอยู่แต่นางพิมพิลาไลย ขอให้นางเทพทองไปสู่ขอมาให้ นางเทพทองจึงว่า นางพิมนั้นเป็นหญิงรูปงามเกินกว่าใครในสุพรรณบุรี คงจะไม่มารักขุนช้างที่รูปชั่ว แล้วให้ขุนช้างไปหาเมียที่กรุงศรีอยุธยาแทน ขุนช้างเห็นว่าแม่ไม่ยอมไปขอให้ จึงแต่งตัวไปหานางพิมที่บ้าน พบนางพิมอาบน้ำอยู่ที่ท่าน้ำ ก็อ่านเพลงยาวลวนลามนางพิม แล้วก็ขึ้นมาหานางศรีประจันบนบ้าน เล่าเรื่องที่เมียตาย แล้วทรัพย์สมบัติที่มีอยู่มากมายก็ไม่มีคนดูแล อยากจะให้นางพิมไปช่วยดูแลให้ เมื่อฟังถึงเรื่องทรัพย์สินเงินทอง นางศรีประจันเกิดความโลภขึ้นมา อยากจะยกนางพิมให้ ขุนช้างได้ฟังก็ดีใจแล้วบอกว่า นางพิมนั้นไม่ใช่คนอื่นไกล เคยเป็นเพื่อนเล่นกันมา รักกันเหมือนพี่น้อง หลังปลงศพบิดาก็จะให้แม่มาขอ แต่กลัวนางศรีประจันจะโกรธ แต่เมื่อนางศรีประจันตกลงก็จะให้ผู้ใหญ่ พร้อมทั้งวัว ควาย ไร่ นา มาสู่ขอ ฝ่ายนางพิมรู้ว่าขุนช้างมาขอตนกับนางศรีประจัน และนางศรีประจันก็มีท่าทีจะยกให้ เพราะเห็นแก่ทรัพย์สินเงินทองของขุนช้าง ก็กลุ้มใจมาก ทั้งเณรแก้วก็หายหน้าไปหลายวัน จึงปรึกษากับนางสายทอง นางสายทองรับปากว่าจะช่วย รุ่งเช้านางสายทองก็แกล้งไปบอกนางศรีประจันว่า เมื่อคืนนางพิมฝันว่าไฟไหม้ ไม่รู้ว่าดีร้ายอย่างไร จึงจะไปถามท่านสมภารวัดป่าเลไลย นางศรีประจันก็ให้นางสายทองไปถามสมภารดู นางสายทองก็จัดอาหารคาวหวานไปถวายพระที่วัด ระหว่างฉันอาหาร นางสายทองก็แอบไปหา เณรแก้วในห้องแล้วบอกว่า นางพิมคิดถึงมาก แล้วเมื่อวานขุนช้างไปทำหยาบช้ากับนางพิมที่ท่าน้ำ และได้ไปสู่ขอนางพิมอีกด้วย เณรแก้วบอกว่าตนก็คิดถึงนางพิมอยู่ทุกวัน แต่ติดขัดอยู่ที่จะต้องร่ำเรียนวิชากับท่านสมภารตั้งแต่เช้าจนดึกดื่น ขอให้นางสายทองไปช่วยปลอบใจนางพิมให้ด้วย เมื่อตนว่างก็จะรีบไปหา แล้วเณรแก้วก็เป่าคาถามหาละลวยไปที่นางสายทอง และเสกหมากให้กินอีกด้วย เมื่อนางสายทองกินหมากเสกแล้ว ก็ให้รัญจวนใจมาก เณรแก้วเห็นดังนั้นก็เข้าเล้าโลม ขณะนั้นมีเถรรูปหนึ่งเดินผ่านห้องเณรแก้ว ได้ยินเสียงผู้หญิง เมื่อเห็นผู้หญิงอยู่ในห้องเณรแก้ว ก็รีบไปบอกสมภาร สมภารโกรธมาก รีบมาที่ห้องเณรแก้ว แต่ไม่พบ เพราะทั้งเณรแก้วและนางสายทองหลบหนีไปเสียก่อน นางสายทองเมื่อหนีมาถึงบ้านแล้ว นางศรีประจันก็ถามว่าฝันของนางพิมนั้นดีร้ายประการใด นางสายทองบอกว่าเป็นฝันร้ายจะต้องระวังตัวไว้ภายในสามเวลา หากพ้นไปแล้วก็จะดี แล้วก็เข้าไปบอกนางพิมว่าไปพบกับเณรแก้วแล้ว เณรแก้วให้สัญญาว่า จะสึกมาหาโดยเร็ว

ฝ่ายเณรแก้วนั้น เมื่อหนีสมภารไปก็คิดว่าตนอยู่ที่ วัดป่าเลไลยมานานก็ยังไม่เชี่ยวชาญในวิชาใดเลย แล้วนางทองประศรีเคยบอกว่าเพื่อนพ่อเป็น สมภารวัดแคที่สุพรรณบุรี ชื่อ คง มีวิชาดี จึงเดินทางไปหา เมื่อสมภารคงรู้ว่าเป็นลูกขุนไกร ก็รับไว้เป็นศิษย์ ร่ำเรียนวิชาต่าง ๆ หลายอย่าง 

สะกดทัพจับพลทั้งปลุกผี

ผูกพยนต์ฤทธีกำแหงหาญ

ปัถมังกำบังตนทนทาน

สะเดาะดาลโซ่กุญแจประจักษ์ใจ

ทั้งพิชัยสงครามทั้งความรู้

อาจจะปราบศัตรูสู้ไม่ได้

ฤกษ์ผานาทีทุกสิ่งไป

ทั้งเสกใบมะขามเป็นต่อแตน

ชำนาญทั้งกลศึกลึกลับ

คุมพลแม่ทัพนับตั้งแสน

สู้ศึกได้สิ้นทั้งดินแดน

มหาละลวยสุดแสนเสน่ห์ดี

จังงังขลังคะนองล่องหน

ฤทธิรณแรงราวกับราชสีห์

ถอนอาถรรพ์กันประกอบประกับมี

เลี้ยงผีพรายกระซิบทุกสิ่งไป..."

ฝ่ายขุนช้าง เมื่อกลับจากบ้านนางศรีประจันคราวก่อนก็ให้รัญจวนถึงแต่นางพิม จนทนอยู่ไม่ได้ ก็ได้มาหานางศรีประจันอีกครั้ง เพื่อขอนางพิมอีก นางศรีประจันก็เรียกนางพิมมาไหว้ขุนช้าง นางพิมก็ด่ากระทบขุนช้าง เมื่อขุนช้างกลับไปแล้ว นางศรีประจันก็ตีนางพิมด้วยความโกรธ

พลายแก้วได้สายทอง

นางพิมกับนางสายทองไปหาเณรแก้วที่วัดป่าเลไลย พอมาถึงก็รู้ว่าเณรแก้วหนีไปอยู่ที่วัดแคแล้ว ก็เดินทางไปหาเณรแก้วที่วัดแค นางพิมก็เล่าให้ฟังแล้วรีบลากลับ เพราะนางศรีประจันรู้ เณรแก้วจึงบอกว่าคืนนี้จะสึกไปหา ครั้นถึงเวลาเย็น เณรแก้วให้คิดถึงและเป็นห่วงนางพิม ก็ไปลาอาจารย์สึก สมภารก็คัดค้าน แต่เณรแก้วไม่ยอม จึงดูฤกษ์ยามให้ว่า เณรแก้วจะมีชะตาดีได้เป็นทหาร แล้วจะได้อยู่กินกันแต่จะไม่นานนักก็จะไปมีผัวใหม่ และเมื่ออายุ ยี่สิบห้าเบญจเพส จะมีเคราะห์ถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน พออายุสี่สิบถึงจะได้ดี เมื่อสึกแล้วก็ได้ไปปลุกผีที่ป่าช้า แล้วใช้ให้พาตนไปที่บ้านนางศรีประจัน โดยพลายแก้วนั่งบนบ่าผีไป แล้วให้ผีพรายนั้นคอยอยู่ในสวน แล้วพลายแก้วก็ขึ้นไปหานางพิมอยู่จนนางพิมหลับ ก็ให้ป่วนปั่นคิดถึงนางสายทอง จึงได้สะเดาะกลอนเข้าไปหานางสายทอง และได้นางสายทองเป็นเมีย นางพิมตื่นขึ้นมาไม่เห็นพลายแก้ว ก็ลุกขึ้นตามหา แล้วจะมาถามนางสายทอง เมื่อมาถึงห้องนางสายทอง ได้ยินเสียงคนพูดกัน รู้ว่าพลายแก้วอยู่กับนางสายทองก็เปิดประตูเข้าไป แล้วเกิดต่อว่ากัน จนนางศรีประจันตื่น นางพิมจึงหนีเข้าห้องไป พลายแก้วก็ตามเข้าไปปลอบประโลมจนนางพิมหายโกรธ พอรุ่งเช้าก็บอกนางพิมว่าจะไปบอกนางทองประศรีที่กาญจนบุรี ให้มาสู่ขอภายในเจ็ดวัน นางพิมก็ให้เงินห้าชั่งแก่พลายแก้วเพื่อใช้เดินทาง

พลายแก้วแต่งงานกับนางพิม

เมื่อจากนางพิมมาแล้ว ก็ให้ผีพรายพาไปหานางทองประศรีที่เมืองกาญจนบุรี เมื่อไปถึงก็เข้ากราบมารดาแล้วบอกให้ไปขอนางพิม นางทองประศรีขอให้บวชก่อนสักสองพรรษา สึกมาแล้วจะไปขอให้ แต่อย่าไปเอานางพิมเลย เพราะผู้หญิงที่งามกว่านางพิมก็มีมาก หรือหากจะต้องการผู้หญิงชาววังก็จะไปขอให้ ฝ่ายพลายแก้ว ก็บอกนางทองประศรีว่า ตนไม่ต้องการใครอีกนอกจากนางพิม หากไม่ตามใจคงจะต้องตาย นางทองประศรีจึงบอกว่าจะไปขอให้ อย่างไรเสียนางศรีประจันก็คงจะยกให้ เพราะเคยเป็นเพื่อนกันมา

"...ถึงยากจนอย่างไรก็ไม่ว่า

แต่พร้าขัดหลังมาจะยกให้...

อุตส่าห์ทำมาหากินไป

รู้ทำรู้ได้ด้วยง่ายดาย...

...ไม่เล่นเบี้ยกินเหล้าเมากัญชา

ฝิ่นยามันสูบบ้างฤาไม่..."

แล้วนางทองประศรีก็ให้ตระเตรียมข้าวของเพื่อจะมาขอนางพิม รุ่งขึ้น นางทองประศรีก็เดินทางมาขอนางพิม นางศรีประจันก็ยอมยกให้ แล้วบอกว่าขอเงินสิบห้าชั่ง ขันหมาก ผ้าไหว้หนึ่งสำรับ แล้วเรือนหอห้าห้องฝากระดาน โดยจะกำหนดงานขึ้นในเดือนสิบสองวันเสาร์ขึ้นเก้าค่ำ เมื่อตกลงกันได้แล้ว นางทองประศรีก็กลับไปบอกพลายแก้ว ฝ่ายนางศรีประจันก็ให้บ่าวไพร่จัดอาหารคาวหวาน หมากพลู ไปหาสมภารวัดแค เพื่อไปนิมนต์พระสิบองค์มาสวดมนต์ในงานแต่งงานของนางพิมและพลายแก้ว เมื่อถึงวันก่อนแต่งงาน พลายแก้วก็พาเพื่อนไปปลูกเรือนที่บ้านนางศรีประจัน

" ให้ขุดหลุมระดับชักปักเสาหมอ

เอาเครื่องเรือนมารอไว้ที่นั่น

ตีสิบเอ็ดใกล้รุ่งฤกษ์สำคัญ

ก็ทำขวัญเสาเสร็จเจ็ดนาที

แล้วให้ลั่นฆ้องหึ่งให้กระหน่ำ

ยกเสาใส่ซ้ำประจำที่

สับขื่อพรึงติดสนิทดี

ตะปูตกยกเสาดั้งขึ้นตั้งไว้

ใส่เต้าจึงเข้าแปลานพลัน

เอาจันทันเข้าไปรับกับอกไก่

พาดกลอนผ่อนมุงกันยุ่งไป

จั่วใส่เข้าฝาเช็ดหน้าอึง"

รุ่งเช้าเป็นวันกำหนดแต่งงาน นางทองประศรีก็จัดเรือกัญญาใหญ่เป็นเรือขันหมากพร้อมมโหรี เดินทางไปบ้านนางศรีประจัน   ฝ่ายพลายแก้วนั้นได้ให้คนไปเชิญขุนช้างมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว เมื่อขุนช้างรู้ก็เสียใจมาก แต่คิดว่าถึงจะเป็นเมียพลายแก้วแล้ว ก็ไม่เป็นไร ก็จะพยายามต่อไป แล้วจึงได้เดินทางไปหาพลายแก้วที่ที่อยู่ของพลายแก้ว ครั้นถึงเวลาบ่าย พลายแก้วและเพื่อนพร้อมทั้งขุนช้าง ก็ไปที่บ้านนางศรีประจัน เพื่อทำพิธีแต่งงาน พลายแก้วนอนหอรอกำหนดส่งตัวนางพิมอยู่ 3 วัน นางทองประศรีจึงพานางพิมมาส่งตัว ก่อนส่งตัวก็ให้โอวาทสอนเจ้าสาวให้ประพฤติตามแบบอย่างที่ดีงาม

พลายแก้วถูกเกณฑ์ไปทัพ

กล่าวถึงพระเจ้าเชียงอินทร์ ครองเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองที่มีความเจริญ มีเมืองน้อยใหญ่ มาสวามิภักดิ์มากมาย วันหนึ่งขณะเสด็จออกขุนนาง มีชาวลาวสองคนมากราบทูลว่า เมืองเชียงทองนั้นได้แปรพักตร์ไปสวามิภักดิ์กับกรุงศรีอยุธยา คิดจะนำไทยมาตีเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่รู้เรื่องก็โกรธมาก ให้เกณฑ์ทัพภายในเจ็ดวัน แล้วเดินทัพไปปราบเมืองเชียงทอง

"...แต่ก่อนนั้นมันขึ้นแก่เรานี้

    

ถือดีหยิ่งยกนกสองหัว

เฮ้ยเกณฑ์กระบวนรบให้ครบตัว

นับทั่วถ้วนหมื่นพื้นฉกรรจ์

เครื่องศาสตราอาวุธปืนไฟ

ทั้งน้อยใหญ่สารพัดเร่งจัดสรร

ให้พรั่งพร้อมเบ็ดเสร็จในเจ็ดวัน

จงลงมือเตรียมกันแต่วันนี้

ให้ปราบเมืองแมนเป็นแม่ทัพ

ไปทำมันให้ยับอยู่กับที่

แสนกำกองปลัดทัพนับว่าดี

สองนายนี้กองหน้าไพร่ห้าพัน

ฟ้าลั่นนั้นให้เป็นทัพหลวง

บัญชาการทั้งปวงเคยแข็งขัน

สันบาดาลเป็นปลัดเร่งจัดกัน

เกณฑ์พลห้าพันให้เข้ากอง

นายรองกองทัพสำหรับตำแหน่ง

ปีกซ้ายขวาแซงสิ้นทั้งผอง

ยกกระบัตรเกียกกายเอนกนอง

กองซุ่มกองแล่นให้มากมี

เสบียงเลี้ยงทัพจงจัดหา

ทั้งช้างม้าสำหรับขี่..."

เมื่อยกทัพไปถึง พระยาฟ้าลั่นได้ให้พลนำสารไปบอกว่า หากเมืองเชียงทองยอมอ่อนน้อมก็จะยกโทษให้ ส่วนพระยาเชียงทองแกล้งทำเป็นนบนอบ ยอมถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทอง ให้ทัพเชียงใหม่ตายใจ รวมทั้งบอกว่า ถ้าทัพไทยมาจะร่วมตีทัพไทยอีกด้วย เพื่อถ่วงเวลาให้ทัพไทยมาช่วย พระยาฟ้าลั่นหลงกลนึกว่าเป็นจริง ก็ให้เมืองเชียงทองส่งเจ้าเมืองกรมการออกมาทำพิพัฒน์สัตยากันใหม่ และให้เปิดประตูเมืองไว้ให้เชียงใหม่เข้าออกได้ พระยาเถินกับระแหง รู้ว่าทัพเชียงใหม่มาตีเชียงทอง แต่เจ้าเมืองกลับไม่สู้รบ และกลับใจไปเข้ากับเชียงใหม่ จึงส่งข่าวไปให้พระยาราม เจ้าเมืองกำแพงเพชร พระยารามจึงให้เรือเร็วส่งข่าวมาที่อยุธยา

" ครั้นว่ามาถึงอยุธยา

วางบอกที่ศาลาหาช้าไม่

นายเวรต่อยกระบอกออกทันใด

แล้วซักไซ้ไล่เลียงเรื่องกิจจา"

พระพันวษารู้ข่าวคิดว่าเมืองเชียงทองคิดกบถ ก็โกรธให้ยกทัพไปตีเมืองเชียงทองคืนมา แล้วว่าเมื่อก่อนก็ให้ขุนไกรไปรบ เมื่อไม่มีขุนไกรแล้วจะให้ใครไปรบ ขุนช้างซึ่งเป็นมหาดเล็กอยู่ ก็คิดว่าหากทูลให้พลายแก้วไปทัพได้ ก็จะกลับไปเกี้ยวนางพิมใหม่ จึงทูลพระพันวษาว่า มีบุตรขุนไกรชื่อพลายแก้ว อายุ 17 ปี มาได้เมียอยู่สุพรรณบุรี เป็นคนกล้าหาญและมีวิชาดี พระพันวษาจึงให้ขุนช้างพาตำรวจไปนำพลายแก้วเข้าไปหาในวัง นางพิมรู้ก็โกรธขุนช้าง หาว่าขุนช้างแกล้ง เพื่อให้นางต้องพลัดพรากกับพลายแก้ว ส่วนพลายแก้วก็ปลอบนางพิมว่า เรื่องราชการงานทัพนั้นมีตั้งแต่สมัยขุนไกรผู้เป็นพ่อ หากได้เป็นแม่ทัพไปตีเชียงทองสำเร็จก็คงจะได้ดีในวันข้างหน้า รุ่งขึ้นพลายแก้วก็เข้าไปเฝ้าพระพันวษา พระพันวษาจึงตรัสว่าพลายแก้วนั้นเป็นเนื้อเชื้อไขของทหาร จงทำราชการสืบต่อขุนไกรผู้เป็นพ่อต่อไป หากตีเชียงทองได้ จะปูนบำเหน็จรางวัลให้ พลายแก้วจึงอาสายกทัพไปตีเชียงอินทร์และเมืองเชียงทอง แล้วทูลขอกลับไปบ้านก่อน จะกลับมาในเวลาสามวัน เมื่อถึงบ้านพลายแก้วก็พานางพิมไปหานางศรีประจัน แล้วบอกว่าตนจะไปทัพที่เชียงทอง อาจจะนานเกือบปี ขุนช้างอยู่ทางนี้จะคอยชิงนางพิมไป จึงขอฝากนางศรีประจันให้ดูแลนางพิมให้ หากใครมาบอกข่าวว่าตายก็อย่างเพิ่งไปเชื่อ ฝ่ายนางทองประศรี จึงสอนพลายแก้วว่า

".... พ่ออย่าประมาทราชการ

ไม่ควรกล้าอย่าหาญไปเสียที

อันค่ายคูดูทำให้มั่นคง

อย่าทะนงหลงเล่ห์จะไล่หนี

ถอยรอล่อลวงท่วงที

ในราตรีอย่าเห็นแก่หลับนอน

นั่งยามตามไฟใส่ฆ้องค่อย

กองร้อยมัวสุมซุ่มซ่อน...."

พลายแก้วยกทัพ

เมื่อพลายแก้วไปถึงอยุธยาแล้ว ก็เข้าไปเฝ้าพระพันวษา พระพันวษาก็ประทานดาบที่มีด้ามประจุพราย และเครื่องแต่งตัวให้ แล้วพลายแก้วก็ยกทัพออกไปนอกเมือง ผ่านย่านทุ่งลุมพลี เมื่อพลายแก้วยกทัพผ่านมาที่นางทองประศรี และนางพิมอยู่ที่ศาลาวัดป่าฝ้าย ก็ลงไปหา แล้วทั้งพลายแก้ว นางทองประศรี และนางพิม ก็ได้ปรึกษากันว่าจะปลูกโพธิ์ไว้แทนตัว หากตายขอให้ต้นโพธิ์ตายด้วย แล้วก็ได้ไปหาหน่อโพธิ์มาปลูกเรียงกันใกล้ต้นไม้ใหญ่ริมคลองบางลาง พร้อมทั้งแต่งเครื่องบัตรพลีบูชาบวงสรวงเทวดา และอธิษฐานต้นโพธิ์ของแต่ละคน ว่าหากป่วยหรือตายขอให้ต้นโพธิ์เหี่ยวเฉา หากอยู่ดีก็ขอให้ต้นโพธิ์งอกงาม

" ไปทัพทางไกลไม่รู้เหตุ

จะสังเกตปลูกโพธิ์ไว้สามต้น

ถ้าแม้นย่อยยับอับจน

ขอให้โพธิ์พิกลไปเหมือนกัน.."

เมื่อพลายแก้วเดินทัพผ่านเมืองนครสวรรค์ เมืองกำแพงเพชร เมืองระแหง และเมืองเถิน ถึงเมืองเชียงทอง ก็นำกำลังตีทัพเชียงใหม่ เนื่องจากคิดว่าเมืองเชียงทองไม่สู้ ทั้งนายบ่าวก็เที่ยวหาผักหาปลาไม่ได้เตรียมรบให้พร้อม พวกทหารเชียงใหม่จึงถูกฆ่าตายลงเป็นจำนวนมาก ฝ่ายเจ้าเมืองเชียงทอง เห็นทัพไทยมาช่วยก็ดีใจ ปิดประตูเมืองแล้วให้พระสังฆราชออกไปทางประตูกำแพงด้านหลัง เพื่อไปบอกข่าวแก่ทัพไทย ทหารเชียงใหม่เห็นเป็นพระก็ไม่ได้สนใจ เมื่อไปถึงทัพไทยแล้วพระสังฆราชก็เล่าให้พลายแก้วฟังว่า เมืองเชียงใหม่ยกทัพมาล้อมเมือง ก็เลยต้องแกล้งทำเป็นอ่อนน้อม เชียงใหม่จะได้ไม่ฆ่าฟัน ครั้นจะไปบอกที่กรุงศรีอยุธยา พวกลาวก็ตรวจตราเต็มไปหมด เมื่อเห็นทัพไทยมาครั้งนี้ก็ดีใจ จะช่วยรบกับเชียงใหม่ด้วย พลายแก้วเห็นว่าเป็นพระก็ไม่น่าจะพูดเท็จ จึงให้กลับเข้าไปบอกเจ้าเมืองเชียงทองว่า บ่ายวันพรุ่งนี้จะตีทัพเชียงใหม่ ให้จัดทัพไว้ให้พร้อม เจ้าเมืองเชียงทองนั้นเมื่อได้ทราบข่าวจากพระสังฆราช ก็ให้จัดเตรียมการรบให้พร้อม ฝ่ายพระยาฟ้าลั่นและสันบาดาล ก็ปรึกษากันว่า ทัพไทยขึ้นมาล้อมแล้ว เมืองเชียงทองก็กลับทำเป็นห้าวหาญ ปิดประตูยิงปืนตอบโต้ อีกทั้งทัพไทยก็ได้โอบหลัง เพื่อจะกักทัพเชียงใหม่ไม่ให้หนีได้ หากจะนิ่งเฉยก็จะเสียทีจนทัพไทยตีมาถึงเราได้ ก็ให้ตีทัพไทยให้ถอยร่นไปเชิงเขาและตีให้แตก จับเป็นเชลยให้หมด ส่วนเจ้าเมืองเชียงทองให้จับลูกเมียมาฆ่าให้หมด เมื่อได้พิชัยเพชรฤกษ์ ทัพของเชียงใหม่ก็ยกออกมาที่ค่ายไทย   ส่วนพลายแก้วให้ผู้รั้งทัพสามคน เตรียมไพร่พล แล้วเสกน้ำมันทาให้ เมื่อได้มหาพิชัยฤกษ์ก็เคลื่อนทัพไปประจันหน้ากับทัพเชียงใหม่ ฝ่ายเจ้าเมืองเชียงทองนั้น ได้เตรียมทัพไว้พร้อมแล้ว เห็นทัพไทยเข้าตีประจันกับทัพเชียงใหม่ ก็เปิดประตูออกไปช่วยรบ ทั้งกำลังทัพจำนวนห้าพัน และบรรดาชาวเมืองที่ช่วยออกรบ

ฝ่ายพระยาฟ้าลั่นและสันบาดาล เห็นทัพไทยแล้วเห็นแม่ทัพที่มีรูปร่างงาม ท่าทางองอาจดังราชสีห์ ก็ร้องถามถึงชื่อของพลายแก้ว แล้วว่าทำไมกษัตริย์จึงเชื่อใจให้ออกมารบ ส่วนลาวกับลาวเขาภักดีกันมานาน แต่บัดนี้เจ้าเชียงทองกลับไปภักดีกับไทย เจ้าเชียงอินทร์จึงใช้มาจับในฐานเป็นกบถ มิใช่เรื่องของอยุธยาเลย พลายแก้วฟังแล้วก็ตอบว่า ตนนั้นเป็นพระกาฬ ยอดทหารของอยุธยา ชื่อพลายแก้ว ที่มารบนี้ก็เพราะเจ้าเชียงทองเป็นกบถ สวามิภักดิ์กับอยุธยาแล้วกลับไปเข้ากับเมืองเชียงใหม่ พระพันวษาพิโรธมากให้ยกทัพมาปราบ เมื่อมาถึงเมืองเชียงทองก็ปรองดองเหมือนเดิม ด้วยถูกล้อมไว้หนีไม่ทัน จึงแกล้งลวงให้ทัพเชียงใหม่ตายใจ แล้วก็ถามชื่อแม่ทัพของเชียงใหม่ พร้อมกับว่าหากอ่อนน้อนก็จะยอมอภัยให้   พระยาฟ้าลั่นจึงว่า ตั้งแต่โบราณมาเมืองเชียงทองนั้นขึ้นกับเชียงใหม่ เป็นเพราะคิดกบถจึงได้มีภัยขึ้น ที่มารบนี้ก็เป็นเรื่องของข้ากับเจ้าไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมกับบอกว่า ตนชื่อพระยาฟ้าลั่น ส่วนเพื่อนชื่อสันบาดาล แล้วจึงขับพลเข้ารบกับพลายแก้ว และพระยาฟ้าลั่นกับสันบาดาล ถูกพลายแก้วฆ่าตาย ทัพลาวเห็นแม่ทัพของตนตายก็แตกหนี ทัพไทยไล่ตามไปตีได้เมืองนครลำปาง เมืองลำพูน และเมืองเชียงใหม่ แต่เว้นบ้านจอมทองเมืองลำพูนพลายแก้วมิได้ยกทัพเข้าตี เป็นเพราะว่าเทวดาดลใจจะได้นางลาวทอง จึงให้พลายแก้วมีใจเมตตาแก่ชาวหมู่บ้านนี้

พลายแก้วได้นางลาวทอง

นายแคว้นบ้านจอมทอง ชื่อ แสนคำแมน มีเมียชื่อ นางศรีเงินยวง มีลูกสาวชื่อ ลาวทอง อายุสิบห้าปี เป็นหญิงที่สวยงาม และแสนคำแมนกับนางศรีเงินยวง ได้ปรึกษากันว่า เมื่อพลายแก้วมาตีเชียงใหม่นั้น ก็ตีทุกหมู่บ้านเรื่อยไป เว้นแต่บ้านจอมทองนั้นมิได้ทำอันตราย นับว่าเป็นบุญคุณมาก ตอนนี้จะยกทัพกลับแล้ว หากคงยังทำเฉย ก็อาจจะถูกกวาดต้อนผู้คน และทรัพย์สินไปได้ จึงน่าจะยกนางลาวทองให้ เมื่อนางลาวทองได้ไปอยู่อยุธยา พลายแก้วก็คงจะชุบเลี้ยงให้สุขสบาย และชาวบ้านจอมทองก็ไม่ต้องกลัวทัพไทยอีก เมื่อตกลงใจแล้วก็เรียกนางลาวทองมาบอกว่า พ่อแม่ก็แก่แล้ว จะยกนางลาวทองให้แม่ทัพไทย แล้วจะได้เป็นที่พึ่งในภายหน้า   ถึงเวลาค่ำทั้งสองก็พานางลาวทองไปหาพลายแก้ว พลายแก้วรับนางไว้ จากนั้นก็ประชุมไพร่พลแล้วบอกว่า บัดนี้ได้เสร็จศึกสงครามแล้ว ให้ทำบัญชีทรัพย์สินที่ตีมาได้ทั้งหมด เช่น อาวุธยุทธภัณฑ์  ของพวกลาวให้ตีตราแล้วยึดเป็นของหลวง ทั้งช้างม้าดี ๆ ก็ให้ทำบัญชีไว้ ส่วนพวกวัวควายนั้นให้แบ่งกันในหมู่ทหาร ของใช้ต่าง ๆ ใครตีได้ก็ให้เป็นของคนนั้น อย่างแย่งชิงกัน อีกห้าวันจะยกทัพกลับอยุธยา สำหรับตัวเจ้าเชียงทองยังมีโทษอยู่ จะนำตัวไปอยุธยาด้วย หากพระพันวษาจะลงโทษก็จะทูลขอให้ ฝ่ายพลายแก้วเมื่อกลับจากประชุมทัพแล้ว ก็ไปหานางลาวทอง แล้วได้นางลาวทองเป็นเมีย แล้วบอกนางว่า ถึงตนจะมีเมียอยู่แล้วก็อย่ากลัว เพราะจะดูแลให้เท่ากันตามน้อยตามใหญ่ ฝ่ายนางลาวทองนั้น คิดว่าต่อไปนี้ตนจะไม่ได้อยู่ที่เมืองลำพูนนี้อีก จึงปรึกษาสองพี่เลี้ยงว่า ตนจะปักม่านและปั้นรูปนางลาวทองถวายไว้ที่วัดเจดีย์หลวง เมืองลำพูน เมื่อปักเสร็จแล้ว ก็อธิษฐานว่า ม่านนี้ปักเสร็จในหนึ่งคืนกับหนึ่งวัน เพื่อถวายพระพุทธปฏิมากร เพื่อเป็นทางไปสู่นิพพาน

"ปักเป็นเรื่องพระยามารา

ยกพลโยธากองทัพชัย

มาผจญใต้ต้นมหาโพธิ์

กริ้วโกรธกระทืบช้างที่นั่งไล่....

....ปักเขาสุทัศน์สัดตภัณฑ์

วินันตกการวิกยุคนธร

ถัดมาหัวแถวแนวสมุทร

คงคาใสสุดแลสลอน....

....ปักเป็นบัวบานตระการตา

ภุมราบินร่อนกระพือผิน

ปักเป็นสัตว์จัตุบาทดาดดิน

กินรินร่อนร่าอยู่เรียงราย"

และทั้งรูปปั้นกับม่านนี้อย่าให้สูญหายได้ หากเมื่อใดลำพูนสูญสิ้น ก็ขอให้ทั้งสองสูญสิ้นตามไปด้วย

พิมเปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง

ฝ่ายนางพิมนั้นคอยอยู่แต่พลายแก้ว และไม่รู้ข่าวคราวทัพเลย ก็ล้มป่วยลง ฝ่ายนางศรีประจัน เห็นนางพิมล้มป่วยลง จึงหาหมอหลายคนมารักษา อาการก็ไม่ดีขึ้น ก็ได้ไปหาขรัวตาจูวัดป่าเลไลย เล่าเรื่องนางพิมให้ฟัง ขรัวตาจับยามดูแล้วบอกว่า ขณะนี้นางพิมมีเคราะห์ร้าย หากไม่จากผัวก็จะตาย ควรจะเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า วันทอง โรคภัยและเคราะห์ร้ายก็จะหมดไป

" ครานั้นจึงท่านขรัวตาจู

พิเคราะห์จับยามดูหาช้าไม่

ครั้นดูรู้ประจักษ์ก็ทักไป

 ออพิมพิลาไลยนี่เคราะห์ร้าย

มันตกลงที่นั่งนางสีดา

 เมื่อทศพักตร์ลักพาไปสูญหาย

ถ้าแม้นไม่จากผัวตัวจะตาย

ถ้ายักย้ายแก้ไขไม่เป็นไร

ผลัดชื่อเสียพลันว่าวันทอง

จะครอบครองทรัพย์สินทั้งปวงได้

โรคนั้นพลันจะคลายหายไป

หาบรรลัยไม่ดอกสีกายาย.."

เมื่อกลับถึงบ้าน นางศรีประจันให้จัดพิธีรับขวัญนางพิม แล้วเปลี่ยนชื่อว่านางวันทอง อาการไข้ก็ค่อยหาย กินข้าวกินปลาได้ดังเดิม

ขุนช้างลวงว่าพลายแก้วตาย

ฝ่ายขุนช้างรู้ข่าวว่านางวันทองหายป่วย และพลายแก้วที่ไปทัพก็ไม่ได้ข่าวว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ก็คิดจะไปขอนางวันทองอีก จึงไปหาแม่สื่อให้ไปขอนางวันทองให้ตน แม่สื่อและขุนช้าง ก็มาหานางศรีประจันที่บ้าน โดยเอาหม้อกระดูกมาด้วย แล้วบอกว่านี่คือกระดูกพลายแก้ว ซึ่งตายเพราะถูกเจ้าเมืองเชียงทองแทงตาย นางศรีประจันได้ฟังก็ตกใจมาก เรียกนางวันทองออกมาบอกว่าพลายแก้วตายแล้ว นางวันทองออกมาจากห้องเห็นขุนช้างก็โกรธหาว่าขุนช้างแกล้งใส่ร้ายพลายแก้ว ฝ่ายแม่สื่อได้ทีก็เข้าไปกระซิบบอกนางศรีประจันว่า ตามกฎหมายอยุธยานั้น หากใครอาสาไปทัพแล้ว ไม่ชนะกลับมาให้ฆ่าเสีย แต่ถ้าหากตายในการทัพ ให้ริบลูกเมียเข้าหลวง หากจะไม่ให้นางวันทองต้องเป็นหม้ายหลวง ก็ควรจะยกให้ขุนช้างเสีย ขุนช้างนั้นมีเงินทองมากมาย ก็จะสามารถไกล่เกลี่ยให้ดีได้ นางศรีประจันตรึกตรองแล้วก็เห็นด้วย จึงให้มาอีกครั้งในวันแรมสามค่ำ ฝ่ายนางวันทองก็คิดถึงแต่พลายแก้ว โดยไม่รู้ว่าตายหรือยังไม่ตาย และตนก็ไม่เคยฝันหรือมีลางร้ายแต่อย่างใด แล้วก็ไม่เคยเข้าตัวเมืองอยุธยาเลย รู้จักแต่คลองบางลางที่ได้ปลูกต้นโพธิ์ไว้ด้วยกัน นางวันทองก็ร้องไห้ไปปรึกษานางสายทอง นางสายทองจึงชวนไปหาขรัวตาจูให้จับยามให้ เมื่อไปถึงจึงถามถึงพลายแก้วว่า พลายแก้วไปทัพยังไม่กลับมา มีคนบอกว่าตายแล้วเป็นความจริงหรือไม่ ขรัวตาจูจับยามดูแล้วว่าคนที่บอกว่าพลายแก้วตายนั้นโกหก แต่พลายแก้วนั้นรบชนะกลับมา และจะได้ความดีความชอบ พร้อมทั้งทรัพย์สินเงินทอง

"...พิเคราะห์จับยามดูหาช้าไม่

ยามสูรย์ยามจันทร์ก็มั่นใจ

เห็นไม่เป็นไรก็ว่ามา

ทักทายตามที่ยามตรีเนตร

ใครบอกเหตุโกหกอย่าเชื่อหวา..."

นางวันทองกับนางสายทองดีใจมาก กลับมาเล่าให้นางศรีประจันฟังว่า ขรัวตาจูว่าพลายแก้วยังไม่ตาย นางศรีประจันไม่เชื่อกลับบอกว่า การดูด้วยการจับยามจะมาเหมือนกับได้เห็นด้วยตาได้อย่างไร ขุนช้างนั้นถึงรูปจะชั่ว หัวล้านแต่ก็มีเงินทองมากมาย นางวันทองก็โศกเศร้ามากไม่ยอมจะไปเป็นเมียขุนช้าง และบอกกับนางศรีประจันว่า จะไปดูต้นโพธิ์ที่ปลูกไว้ นางศรีประจันนึกสงสารและกลัวนางวันทองจะผูกคอตายก็ตามใจ ฝ่ายขุนช้างอยู่บ้านไม่เป็นสุข ก็เดินทางมาที่บ้านนางศรีประจัน ได้ยินเสียงดังอึกทึก จึงเข้าไปแอบฟัง รู้ว่านางวันทองไปปลูกต้นโพธิ์ไว้ เมื่อรู้ที่ปลูกแล้ว ก็กลับมาบ้านพาบ่าวไพร่ไปที่ท่าบางลาง จึงพบว่ามีต้นโพธิ์สามต้นปลูกเรียงกัน มีใบเขียวชอุ่ม จึงตรงเข้าไปโยกต้นโพธิ์ของพลายแก้ว ด้วยต้นโพธิ์ยังอ่อน ก็ทำให้ใบเหี่ยวเฉาลง แล้วขุนช้างก็พาบ่าวไพร่กลับบ้าน รุ่งขึ้นนางวันทองกับนางศรีประจัน ก็ไปที่ได้ปลูกต้นโพธิ์ไว้ เมื่อไปเห็นต้นโพธิ์เหี่ยวเฉา ก็แน่ใจว่าพลายแก้วตายแล้ว ร้องไห้จนสลบไป เมื่อกลับมาถึงบ้าน นางวันทองก็บอกกับนางสายทองว่า ต้นโพธิ์ของพลายแก้วตาย นางสายทองเสียใจมาก แต่บอกนางวันทองว่าอาจจะเป็นแผนชั่วร้ายของขุนช้างก็ได้ เพราะเมื่อตอนเย็นวานนี้เห็นขุนช้างและพวกบ่าวมาแอบอยู่ที่นี่ และลางร้ายใด ๆ ก็ไม่มี ควรจะอยู่เฉย ๆ ไปก่อน รุ่งขึ้นนางวันทองกับนางสายทอง ขนข้าวของไปทำบุญให้พลายแก้วที่วัดป่าเลไลย ขรัวตาจูก็ถามว่า ร้องไห้ร้องห่มกันมานี่บ้านใครเป็นอะไรหรือ นางวันทองกับนางสายทองจึงบอกขรัวตาจูว่า ได้ไปดูที่ต้นโพธิ์ที่อธิษฐานไว้ เห็นต้นโพธิ์ของพลายแก้วตาย จึงเอาข้าวของมาถวายพระ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ ขรัวตาจูจึงบอกว่าทำบุญไปให้ก็ดี พลายแก้วจะได้กลับมาเร็ว ๆ แล้วก็ให้นางวันทองอธิษฐานให้พบพลายแก้วในวันพรุ่งนี้ นางวันทองจึงว่า หากพลายแก้วไม่ตายจะปลูกกุฎีถวายวัด ขรัวตาจูก็บอกว่าหากในเดือนนี้ไม่มาให้เอาไฟมาเผาวัดได้ นางวันทองกับนางสายทอง ได้ฟังคำของขรัวตาจูที่รับปากหนักแน่นก็ค่อยคลายทุกข์ลง รีบกลับไปบอกนางศรีประจัน ตามคำบอกของขรัวตาจู นางศรีประจันไม่เชื่อ กลับบอกว่า ขรัวตาจูพูดเช่นนั้นเพราะเห็นแก่ข้าวของที่เอาไปให้

ศรีประจันยกวันทองให้ขุนช้าง

ฝ่ายขุนช้างได้เกณฑ์ผู้คนปรุงเรือนหอใหญ่มีห้องถึงเก้าห้อง เมื่อใกล้เวลาแต่งงานกับนางวันทอง จึงได้ชวนพี่ชื่อศรพระยา มาที่บ้านนางศรีประจัน แล้วบอกว่าได้ปรุงหอเสร็จแล้ว ใหญ่โตเหมือนวิมานของพระอินทร์ แล้วได้ขอให้รื้อเรือนหอของพลายแก้วไปถวายวัด นางศรีประจันเห็นด้วยก็ไปบอกนางวันทองว่า ตนนั้นสงสารพลายแก้วมากจะเป็นตายประการใดก็ไม่รู้ ควรจะรื้อห้องหอไปถวายวัดปลูกกุฎี เพื่อจะได้เป็นบุญแก่พลายแก้ว หากพลายแก้วกลับมาก็ปลูกใหม่ได้ 

นางวันทองหลงกลก็บอกว่า ตนก็ได้โมทนาไว้ว่าจะไปปลูกกุฎีเช่นเดียวกัน นางศรีประจันจึงรีบออกมาบอกขุนช้างว่า ได้ไปลวงวันทองแล้วเรื่องรื้อเรือนหอ นางวันทองก็ยินยอม ขอให้ขุนช้างกลับไปก่อน แล้วส่งบ่าวไพร่มารื้อเรือน

ฝ่ายนางทองประศรีอยู่ที่บ้านเขาชนไก่กาญจนบุรี คอยลูกชายมานานก็ยังไม่เห็นกลับ แล้วก็คิดสงสารนางวันทองว่าจะโศกเศร้ามาก จึงเดินทางไปเยี่ยมนางวันทอง เมื่อไปถึงนางศรีประจันก็ร้องไห้ แล้วบอกว่าพลายแก้วที่ไปทัพนั้นตายแล้ว และนางวันทองต้องเป็นหม้าย ก่อนนั้นก็ล้มป่วยเกือบตาย จึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นวันทองก็หายไข้ พอรู้ข่าวว่าพลายแก้วตายก็โศกเศร้าแล้วให้รื้อหอไปถวายวัด นางทองประศรีจึงว่า ใครเป็นคนมาส่งข่าว หากตายก็คงต้องมีข่าวคราวมาบ้าง นางศรีประจันว่า พวกไพร่ที่ไปทัพกลับมาก็ติดคุกอยู่ ขุนช้างได้ข่าวก็มาเล่าให้ฟัง นางวันทองไม่เชื่อไปดูต้นโพธิ์อธิษฐาน ก็เห็นว่าตาย นางวันทองเมื่อรู้ว่า นางทองประศรีมาก็ดีใจออกมาหา แล้วว่าขุนช้างมันมาสอพลอกับแม่ แม่ก็เห็นด้วยยอมยกตนให้เป็นเมีย ตนได้ไปหาขรัวตาจูที่วัดป่าเลไลย ท่านบอกว่าพลายแก้วยังไม่ตาย แต่นางศรีประจันไม่เชื่อ กลับนัดขุนช้างมาแต่งงานในวันแรมสามค่ำ นางทองประศรีโกรธก็ลงจากเรือนนางศรีประจันมาหาพันโชติ กำนันแดง เล่าให้ฟังแล้วขอเชิญไปเป็นพยาน ฝ่ายพันโชติ กำนันแตง รู้เรื่องก็ไปที่บ้านนางศรีประจัน แล้วว่าพลายแก้วนั้นอาสาไปทัพ และยังไม่รู้ว่าเป็นตายอย่างไร ทำไมจึงวุ่นวายยกลูกสาวให้คนอื่น ขอให้คิดดูให้ดี นางศรีประจันจึงว่า จะเป็นอย่างไรก็ไม่กลัว ใครมีเงินก็จะยกให้ ถึงแม้ว่าพลายแก้วมีชัยชนะกลับมา ก็จะพึ่งพาอะไรได้ นางทองประศรีโกรธมากจึงว่าที่มาขอนางวันทองนั้น เพราะพลายแก้วให้มาขอ ตนได้ห้ามปรามแล้วแต่พลายแก้วไม่ฟัง เพราะหลงรักนางวันทอง หากจะพรากนางวันทองไปจากพลายแก้ว ตนก็ไม่เสียดาย แล้วรีบลงเรือนกลับไป เมื่อถึงวันนัด ขุนช้างก็ให้บ่าวไพร่ขนเครื่องหอมาที่บ้านนางศรีประจัน เมื่อมาถึงก็ลงเสาหมอ และปลูกเรือนหอบนที่เก่าเรือนหอพลายแก้ว นางวันทองเห็นเข้าก็โกรธแค้น ส่วนนางศรีประจันนั้นก็พาบ่าวไพร่มานิมนต์พระไปสวดในตอนเย็น   ฝ่ายขรัวตาจูรู้ว่าพลายแก้วยังไม่ตาย ก็บอกให้ฟังข่าวให้แน่ก่อน แล้วบอกว่าพลายแก้วนั้นเป็นหลานได้เลี้ยงดูมา คงจะไปสวดในงานให้ไม่ได้ หากพลายแก้วกลับมาก็จะหาว่าตนรู้เห็นเป็นใจ ให้ไปนิมนต์พระองค์อื่น นางศรีประจันจึงได้มานิมนต์พระที่วัดกลาง และวัดพลับ แทน ฝ่ายนางเทพทองก็ให้ยกขันหมากมาที่บ้านนางศรีประจัน

" ยกขันหมากเอกทั้งสี่ขัน

เลือกสรรเชื้อผู้ดีที่มีหน้า

ล้วนรุ่นสาวขาวสวยสะดุดตา

แต่งตัวเต็มประดามาด้วยกัน

ให้หามโหรีที่ดียอด

ระนาดฆ้องหน่องหนอดเสนาะลั่น

ได้ฤกษ์เอิกเกริก แล้วยกพลัน..."

เมื่อถึงตอนเย็น ขุนช้างก็มาถึงบ้านนางศรีประจัน ส่วนนางวันทองไม่ยอมออกจากห้อง นางศรีประจันจึงให้พระสวดมนต์ แล้วประพรมน้ำมนต์เจ้าสาวในห้อง เมื่อพระสวดเสร็จ ขุนช้างก็ให้หาเสภามาขับรับกับมโหรี รุ่งเช้าขุนช้างลงมาใส่บาตร แต่นางวันทองไม่ยอมออกมา นางศรีประจันจึงบอกว่าตั้งแต่เจ็บคราวก่อน นางวันทองก็ใจคอไม่ดี ขุนช้างจึงบอกว่าไม่เป็นไร เมื่อขุนช้างนอนเฝ้าหออยู่สามวันแล้ว ก็บอกให้นางศรีประจันส่งตัวนางวันทองมาให้ นางวันทองไม่ยอมจึงถูกนางศรีประจันมัดมือโยงกับหลังคาแล้วตี นางสายทองจึงเข้าห้ามแล้วว่า อย่าหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า ตนจะปลอบน้องให้เข้าหอเอง

พลายแก้วเป็นขุนแผน

ฝ่ายพลายแก้วนั้นได้ปรึกษากับขุนนางไทยลาวอยู่ นายเวรตำรวจก็มาบอกว่า พระพันวษาให้เลิกทัพกลับไปอยุธยา จึงได้สั่งให้พวกเจ้าเมืองต่าง ๆ ดูแลรักษาบ้านเมืองให้มั่นคง แล้วจึงให้เคลื่อนทัพ นางลาวทองเป็นห่วงพ่อแม่ที่แก่แล้ว ก็ร้องไห้คร่ำครวญมาตลอดทาง ส่วนเจ้าเมืองกำแพงระแหงเถินนั้น ให้ยกทัพล่วงหน้าไปถึงน่าน แพร่ก่อน ส่วนพลายแก้วนั้นมาทางเรือเป็นเวลาเจ็ดวันก็ถึงอยุธยา ให้เจ้าคุณผู้ใหญ่พาเข้าเฝ้า ฝ่ายพระพันวษาเสด็จออกขุนนาง เจ้าคุณผู้ใหญ่จึงบอกว่า พลายแก้วเป็นแม่ทัพไปตีเชียงใหม่ชนะกลับมา พร้อมกับทรัพย์สินที่ยึดกลับมาได้ พระพันวษาตรัสถามเจ้าเชียงทองว่าเป็นสองหน้า ไม่ทำตามที่ถือน้ำพิพัฒน์สัจจาไว้ จะว่าอย่างไร เจ้าเชียงทองจึงทูลว่า โทษของตนนี้ถึงตาย แต่ตนไม่ได้คิดจะเป็นกบถ ที่ทำอย่างนั้นเพราะกลัวภัย ด้วยทัพเชียงใหม่ยกมานับหมื่น หากไม่ยอมก็คงตาย แต่พอทัพไทยไป จึงได้ออกไปนัดกันเข้าตี พระพันวษาไม่เชื่อ ได้ถามพลายแก้ว พลายแก้วจึงบอกว่าเจ้าเชียงทองนั้นพูดความจริง ถึงแม้จะมีความผิดก็คงจะถูกลบด้วยความชอบ พระพันวษายกโทษให้ แล้วตั้งพลายแก้วเป็นขุนแผน ไปรักษาเขตแดนที่ปลายด่าน ประทานเรือยาวเก้าวา และไพร่ห้าร้อย ส่วนคนอื่น ๆ ก็ให้รางวัลตามความดี ความชอบ

ฝ่ายพลายแก้วเมื่อได้เป็นขุนนางชื่อ ขุนแผน ก็ดีใจ กราบถวายบังคมพานางลาวทองและสองพี่เลี้ยงลงเรือมา รุ่งเช้าก็ถึงสุพรรณบุรี ไปจอดเรือที่ท่าหน้าบ้านนางศรีประจัน พบสายทอง นางสายทองรีปไปบอกนางวันทองว่าพลายแก้วมาแล้ว นางวันทองรีบมาหาพลายแก้ว กอดเท้าพลายแก้วร้องไห้ พลายแก้วจึงว่าเป็นอะไรไปถึงซูบผอม แล้วแทนที่เห็นตนมาจะดีใจกลับโศกเศร้าเป็นเพราะอะไร 

นางวันทองจึงว่า ขุนช้างมาบอกนางศรีประจันว่าพลายแก้วไปทัพถูกตีแตกพ่าย แล้วถูกลาวแทงตาย พร้อมกับเอากระดูกมาให้ดู ส่วนตนนั้นไปไปดูโพธิ์อธิษฐาน ก็เห็นใบหล่นเหลือง ตนก็ล้มป่วย แม่จึงไปหาขรัวตาจู ขรัวตาจูทายว่าจะมีเคราะห์ ให้ตนเปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง จนโรคหาย ต่อมาขุนช้างได้มาพูดถึงกฏหมายว่าหากผัวไปทัพตาย เมียนั้นต้องถูกเอาไปเป็นหม้ายหลวง แม่นั้นเห็นแก่ทรัพย์สินของขุนช้างจึงยกให้ แล้วรื้อหอเก่าไปถวายวัด แต่ตนไม่ยอมจึงถูกแม่โยงเฆี่ยน ฝ่ายขุนแผนได้ยินดังนั้นก็โกรธแค้นมาก ใคร ๆ ก็รู้ว่านางวันทองเป็นเมียตน ขุนช้างมาทำอย่างนี้ นางศรีประจันก็มาเห็นด้วย น่าจะจิกหัวตีเสียให้เข็ด ดีที่เป็นนางวันทองเป็นคนดีไม่ยอมเข้าหอ การชิงนางพิมไปก็เหมือนควักเอาดวงใจไป แล้วก็สั่งให้บ่าวไพร่ล้อมบ้านไว้ ชักดาบจะไปไล่ฟัน ฝ่ายนางลาวทองแอบอยู่ในม่าน ได้ยินเข้ากลัวขุนแผนจะไปฆ่าใครต่อใคร ก็ออกจากม่านมากั้นขุนแผนไว้ แล้วว่า บ้านเมืองมีขื่อมีแป มีอะไรก็ให้ไปทูลพระพันวษาจะดีกว่า หากไปฆ่าเองอาจเป็นภัยในภายหลังได้ แล้วการที่ฟังความข้างเดียวแล้วมาโกรธก็ไม่ถูก ทำไมขุนช้างเขาจึงไม่กลัว ทั้งที่รู้ว่าเป็นเมียผัวกันอยู่ คงเป็นเพราะแม่ยายยินยอมด้วย เขาจึงกล้า นางวันทองเห็นนางลาวทองมาขัดขวางขุนแผน แล้วพูดห้ามปราม จึงถามขุนแผนว่าเมียใคร หรือเป็นลูกลาวที่เก็บตกได้ระหว่างเดินทัพ ขุนแผนบอกว่า นางลาวทองเป็นเมียของตนเป็นชาวจอมทองพ่อแม่เขายกให้ ที่พามาก็จะให้มาไหว้ แล้วก็ให้นางลาวทองไหว้นางวันทอง ทั้งสองก็ปะทะคารมกันอย่างรุนแรง จนนางวันทองโกรธจะเข้าไปตบตีนางลาวทอง ขุนแผนจึงเข้าขัดขวาง แล้วหาว่านางวันทองไม่กลัวเกรงตน

" เอะอะแล้วสิเจ้าวันทอง

เกินหนักแล้วน้องไม่เกรงผัว

ดึงดื้อถือผิดไม่คิดตัว

ถึงมิกลัวก็จะเกรงบ้างเป็นไร

ชั่วดีพี่ก็ได้เป็นผัวเจ้า

หาได้ช่วยเรามาเป็นผัวไม่

อย่าหนักไปนักมักขัดใจ

มาตีปลาหน้าไซให้เสียปลา..."

นางวันทองก็ต่อว่า ว่าตนรู้แล้วว่าขุนแผนนั้นไม่ได้รักตนแล้ว จะฆ่าก็ฆ่าเสีย ทำไมจึงแกล้งพามาบ้านเพื่อประจานตนด้วย ว่าแล้วนางวันทองกลับขึ้นจากเรือ แล้วบอกตัดขาดกับขุนแผนแล้วว่า ถึงพระอินทร์ลงมาบอกก็อย่างหวังว่าตนจะกลับมาคืนดี ขุนแผนโกรธจึงว่านางวันทองทำแกล้งพาลว่าตนนั้นผิด เพราะกลัวตนจะขึ้นไปฟันขุนช้าง แล้วแกล้งพาลด่าว่าลาวทอง และมาทะเลาะตัดรอนตน ผัวไปยังไม่ทันพ้นประตูก็รีบคบชู้ แล้วขุนแผนก็ชักดาบจะฆ่านางวันทอง ฝ่ายนางวันทองเห็นก็ตกใจหนีขึ้นบนเรือน แล้วคร่ำครวญว่าเสียแรงที่ครองตัวไว้คอย ไม่เคยมัวหมองเลย พอได้พบผัวก็มีเรื่องขึ้นมา เมื่อเป็นอย่างนี้จะครองตัวต่อไปอีกทำไม บัดนี้ขุนแผนก็ทิ้งตนไปแล้ว คงจะหนีขุนช้างไม่ได้ อายุตนก็เพียงเท่านี้ แต่มีผัวถึงสองคน ต้องอับอายคนไปทั่ว จึงคิดผูกคอตาย ก่อนผูกคอตายอธิษฐานว่า ชาติหน้าก็ให้พบกับขุนแผน แล้วอย่าให้ขุนช้างมาเป็นมารอีกเลย แล้วก็ปีนไปถึงขื่อ ผูกคอแล้วโดดลงมา นางสายทองเข้ามาเห็นพอดีก็ตกใจ รีบเอามีดมาตัดเชือก แล้วตะโกนว่านางวันทองผูกคอตาย ฝ่ายขุนแผนโกรธนางวันทองมาก ไม่ยอมขึ้นไปดูนางวันทอง ก็เดินทางไปบ้านของนางทองประศรี นางทองประศรีเห็นขุนแผนก็ดีใจ แล้วว่าไปพานางวันทองมาทำไม ขุนแผนบอกว่าไม่ใช่วันทอง พร้อมกับเล่าเรื่องราวให้ฟัง นางทองประศรีจึงให้ยกให้ขุนช้างไปเสีย แล้วขาดกันตั้งแต่วันนี้ จากนั้นก็หันไปพูดกับนางลาวทอง ฝากผีฝากไข้

 ขุนช้างได้นางวันทอง

ฝ่ายขุนช้าง นอนเฝ้าหออยู่ถึงสิบห้าวัน กลุ้มใจมากจนนอนไม่หลับ นางศรีประจันเห็นขุนช้างไม่มีสุข ก็ไปบอกนางวันทองให้ไปเข้าหอกับขุนช้าง นางวันทองไม่ยอม นางศรีประจันจึงฉุดลากนางวันทองไปจนได้ ขุนช้างเข้าปลุกปล้ำจนได้นางพิมเป็นเมีย นางวันทองอับอายมาก จึงจำใจอยู่กับขุนช้าง แต่พอลับหลังขุนช้างก็คิดถึงแต่ขุนแผน

ขุนแผนบอกกล่าว

ขุนแผนนั้นมาอยู่กับนางลาวทองที่กาญจนบุรีได้สองคืนแล้ว ก็ให้คิดถึงนางวันทองมาก คิดได้ว่าไม่น่าจะทิ้งนางวันทองไว้กับขุนช้าง คงจะตกเป็นของขุนช้างก็ให้แค้นใจ คิดจะไปหานางวันทองที่สุพรรณบุรี หากพบนางวันทองนอนกับขุนช้าง จะฆ่าให้ตายทั้งสองคน รวมทั้งนางศรีประจัน นางเทพทอง และยายเถ้าแก่สองคนนั้นด้วย   รุ่งเช้าจึงเตรียมบ่าวไพร่ที่มีฝีมือไปยี่สิบคน แล้วเข้าไปสั่งนางลาวทองว่า จะไปตรวจตราที่ปลายด่าน ไม่นานจะกลับ แล้วจึงเดินทางไปสุพรรณบุรี พักอยู่ที่ชายป่า ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ ก็ให้ปลูกศาลแล้วจุดเทียนชัยระเบิดศาล พร้อมอ่านพระเวท ปลุกวิชา จากนั้นก็เดินขี่ม้ามาถึงบ้านนางศรีประจันประมาณเวลาสองยาม 

ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง

เมื่อลงจากม้าก็ซัดข้าวสารเศกเข้าไปในบ้าน ทำให้พระภูมิเจ้าที่และภูตพรายต่าง ๆ หลับหมด จึงเดินเข้าไปถึงหอขุนช้าง แล้วสะเดาะดาลหน้าต่าง ผู้คนในบ้านพากันหลับกันหมดสิ้น ขุนแผนปีนหน้าต่างเข้าไปในห้อง ตัดม่านออก เมื่อเปิดมุ้งเข้าไปเห็นขุนช้างนอนกอดนางวันทองอยู่ก็โกรธ เงื้อดาบจะฆ่าให้ตาย แต่ได้ยินเสียงจิ้งจกกัก จึงอดใจไว้ไม่ฆ่า แต่เอาเชือกสายม่านผูกทั้งสองไว้ด้วยกันแล้วแก้สะกด คนในบ้านก็ตื่น แล้วขุนแผนให้บ่าวเรียกนางวันทองว่า ขุนแผนมาให้เข็นบันไดออกมารับ   นางสายทองได้ยินเสียงเอะอะก็ลุกออกมา เห็นคนขี่ม้ามากมาย เห็นขุนแผน ก็ลงไปพูดจาว่า วันก่อนนางวันทองผูกคอตาย ตนได้เรียกแต่ขุนแผนก็ไม่มาดู เมื่อขุนแผนไปแล้ว นางศรีประจันก็ทุบตีนางวันทอง แล้วฉุดกระชากไปส่งให้ขุนช้างที่หอ ทำให้นางวันทองต้องเสียตัวเพราะจำใจได้สองวันแล้ว ตนจะไปบอกขุนแผนก็ไม่ได้เพราะทางไกลมาก ขุนแผนได้ฟังก็เดือดดาล บอกว่าที่เรื่องเป็นอย่างนี้ เพราะตนไม่มีทรัพย์สินมากมายเหมือนขุนช้าง จึงถูกนางศรีประจันมาพรากไป ถึงอย่างไรก็จะเอามาใส่ตระกร้าล้างน้ำก็คงไม่ได้ ไม่ต้องพูดแต่ถึงนางวันทอง หากนานไปนางสายทองคงต้องเป็นเมียขุนแผนเช่นเดียวกัน จะไปทูลพระพันวษาก็ป่วยการ ควรจะต้องฆ่าเสียให้หมดทั้งบ้าน

ขุนแผนบอกกล่าวพันโชติ

เมื่อขุนแผนขึ้นบ้านได้ก็ถามหานางศรีประจัน แล้วไปที่ห้องขุนช้างพูดเยาะเย้ย จากนั้นขุนแผนก็ให้บ่าวไปเชิญพันโชติ ซึ่งเป็นกำนันมาเป็นพยาน แล้วว่าตนกับนางวันทองแต่งงานกันกี่เดือนกี่วัน ท่านก็รู้อยู่ เมื่อไปทัพกลับมาก็ไม่เห็นเรือนหอเก่า เห็นแต่เรือนนี้เป็นของใคร ท่านรู้หรือไม่ พันโชติจึงบอกว่า ตนรู้เรื่องดี เมื่อตอนขุนแผนไปทัพ ขุนช้างได้วานยายกลอยกับยายสา มาหานางศรีประจัน บอกว่าขุนแผนตาย แล้วได้ขอนางพิม ก่อนวันยกขันหมากมา นางศรีประจันกับนางทองประศรีก็ทะเลาะกัน ด้วยนางทองประศรีทัดทานไว้เพราะยังไม่รู้ว่าขุนแผนตายหรือไม่ แต่นางศรีประจันไม่ฟัง นางทองประศรีจึงกลับไป เมื่อขุนแผนได้ฟังพันโชติเล่าเรื่องทุกอย่างแล้ว ก็รู้ว่าที่นางวันทองพูดนั้นเป็นความจริง และนางวันทองอุตส่าห์ครองตัวคอย แต่ก็มีเหตุทำให้ต้องเป็นเช่นนี้ ประกอบกับตนหุนหันพลันแล่น จึงทำให้ขุนช้างได้นางพิมไป แต่ก็ยังสงสัยในตัวนางวันทองว่า เมื่อขุนช้างได้ไปแล้ว จะเอากลับคืนมาเป็นเมียก็คงจะตะขิดตะขวงใจ แต่ก็จะปล่อยไปก็จะได้ใจ ก็จะต้องขู่ให้รู้ว่าทำผิด

"แต่ก็หวนสงสัยน้ำใจนาง

เมื่อขุนช้างสู่สมเข้าชมได้

เป็นกินน้ำเห็นปลิงทุกสิ่งไป

 จะคืนรักเข้ากระไรให้รำคาญ

ครั้นจะทูลก็กระเทือนถึงวันทอง 

 สงสารน้องจะขายหน้าอยู่คาศาล

ได้เสียตัวชั่วผิดเพราะคนพาล 

ถ้าให้ทานเห็นจะเป็นประโยชน์ไป..."

ขุนแผนต่อว่านางศรีประจัน

ขุนแผนสั่งให้พันโชติไปตามนางเทพทอง ยายกลอย และยายสา มา เมื่อมากันครบทุกคนแล้ว ขุนแผนจึงถามนางศรีประจันว่า เมื่อก่อนนั้นได้มาขอนางวันทองแล้วก็ได้ยกให้ ครั้นเมื่อไปรบทัพที่เมืองเชียงทอง ก็ยังมีเรือนหอ ทั้งได้ฝากนางวันทองไว้ ซึ่งการไปทัพครั้งนี้ก็ไม่ได้หย่าร้างกัน ทำไมจึงไปยกให้ขุนช้างอีก หรือเพราะเห็นว่าตนยากจน ส่วนขุนช้างร่ำรวย ทั้งยังรื้อหอเก่าไปถวายวัด แล้วสร้างขึ้นใหม่อีก นางศรีประจันก็บอกว่ายายกลอยกับยายสา มาบอกว่าขุนแผนตายแล้ว ทั้งยังเอากระดูกมาให้ดู แล้วก็ขอนางวันทองให้ขุนช้าง เพราะกลัวจะต้องไปเป็นหม้ายหลวง วันทองก็ไม่ยอม อยู่ถึงสิบห้าคืน จึงได้เข้าหอไปเมื่อสองวันนี้เอง ยังไม่สึกหรออะไร หากไม่รังเกียจก็เอาคืนไป ฝ่ายยายกลอยกับยายสานั่งฟังอยู่ ก็พูดขึ้นว่า พวกตนไม่ได้มาพูดเอาเอง นางเทพทองวานให้มาพูด เขาสอนมาอย่างไรก็พูดไปอย่างนั้น นางเทพทองตกใจรีบบอกว่า ที่ตนพูดอย่างนั้นเพราะขุนช้างได้บอกไว้ จึงหลงเชื่อ ฝ่ายขุนแผนเห็นทุกคนกลัวจนตัวสั่นงันงกก็กลั้นหัวเราะ แล้วกล่าวว่า เมื่อคิดจะทำก็ไม่เห็นกลัว ตอนที่นางทองประศรีมาห้ามปราม ทั้งนางเทพทองและนางศรีประจันก็ดึงดัน แล้วกลับท้าให้ไปฟ้องร้อง ทำไมตอนนี้กลับมากลัว แล้วก็เรียกให้ขุนช้างออกมา นางศรีประจันก็ตะโกนเรียก ขุนช้างก็ตอบออกมาว่า ตนถูกผูกติดกับนางพิมไว้ออกมาไม่ได้ ขุนแผนจึงเป่ามนต์สะเดาะกลอน เข้าไปเห็นทั้งขุนช้างและนางวันทองถูกผูกรวมกันอยู่ก็ตกใจรีบไปตัดเชือกให้ แล้วนางศรีประจันก็บอกขุนช้างไปว่า ขุนแผนมาแล้ว หากเขาไปกราบทูลพระพันวษาก็ฉิบหายกันหมด เมื่อกี้ขุนแผนได้ว่าหากพูดดี ๆ ก็จะไม่ฆ่าและถือว่าเป็นมิตรกัน แล้วให้ขุนช้างไปขอโทษขุนแผน แล้วอีกอย่างหนึ่งตอนนี้ขุนแผนมีเมียใหม่ ก็คงไม่คิดเสียดายนางวันทองนัก ขุนช้างไม่กล้าออกมา เพราะกลัวขุนแผนจะฆ่า จึงได้ชวนให้วันทองออกไปด้วย โดยว่าขุนแผนคงไม่โกรธจนถึงกับฆ่าฟัน เพราะคงเห็นแก่นางวันทอง แต่นางวันทองไม่ยอมออกมาด้วย

ขุนแผนต่อว่าขุนช้าง

เมื่อขุนแผนเห็นขุนช้างเข้ามากราบตน ก็เกิดความแค้นขึ้นมาอีก จึงถามว่า นางวันทองนี้เป็นเมียตน เมื่อไปทัพยังไม่กลับ ก็ไม่ได้หมายความว่าหย่าร้าง จะได้มาซื้อขายกันได้ การที่มารื้อหอแล้วมาปลูกแทนโดยอ้างว่าตายแล้ว ทั้งยังเอากระดูกห่อผ้ามา แล้วทำให้ต้นโพธิ์ตายนั้น เพื่อจะได้อยู่กับนางวันทองจะแก้ตัวว่าอย่างไร ขุนช้างกลัวมากได้แต่กอดขุนแผนไว้ แต่ไม่ยอมตอบ ขุนแผนรู้สึกขัดใจมาก ก็ร้องถามนางวันทองว่า ตนมาถึงแล้วทำไมถึงซ่อนตัวอยู่แต่ในห้อง นางวันทองไม่ยอมออกมาแต่ไม่ตอบ รีบขัดประตูใส่กลอนอย่างแน่นหนา เพราะกลัวขุนแผนจะเข้ามา

ขุนแผนต่อว่านางวันทอง

ขุนแผนถือดาบจะเข้าไปในห้อง ขุนช้างจึงเข้าดึงไว้ ขุนแผนจึงบอกว่า ให้ระวังตัวให้ดีจะมาฆ่าทั้งสองคน และที่ไม่พูดเพราะได้ตัดขาดกันไปแล้วตั้งแต่วันก่อนหรือ แต่ตัวเรายังคงคิดถึงความหลังอยู่ และไม่คิดว่านางวันทองจะตัดได้ลง แล้วพอไปแล้วก็ไปอยู่กับขุนช้างได้ โดยไม่คิดถึงความหลังเลย

"สำคัญจิตว่าจะคิดอยู่บ้างเล่า

 ไม่ทันรู้ว่าเจ้าจะสิ้นอย่าง

ตัดปลียังมีอาลัยยาง

   เจ้านี้จางจืดแล้วก็ลืมไป

เมื่อแรกเชื่อว่าเนื้อทับทิมแท้ 

  มาแปรเป็นพลอยหุงไปเสียได้

กาลวงว่าหงส์ให้ปลงใจ 

 ด้วยมิได้ดูหงอนแต่ก่อนมา

คิดว่าหงส์เราจึงหลงด้วยลายย้อม 

 ช่างแปลงปลอมท่วงทีดีหนักหนา

ดังรักถิ่นมุจลินท์ไม่คลาดคลา 

  ครั้นลับตาฝูงหงส์ก็ลงโคลน

โสมมมอมเคล้าแต่เน่าชั่ว 

 เจ้าถอดหัวเปลี่ยนได้ดังเล่นโขน "

ขุนแผนเมื่อตัดพ้อนางวันทองแล้วก็กลับไปยังกาญจนบุรี

ขุนช้างพานางวันทองไปอยู่บ้านเดิม

ฝ่ายขุนช้างเมื่อขุนแผนไปแล้ว ก็ยังอยู่กับนางศรีประจันจนเดือนกว่าก็ลาแม่ยายไปบ้าน โดยอ้างว่ามาจากบ้านนานแล้ว จะกลับไปดูช้างม้าเงินทองจะสูญหายไม่มีคนดูแล แล้วขุนช้างและนางวันทองก็กลับไปอยู่ที่บ้านขุนช้างมีความสุข   มีเจ้าขรัวสุโขทัย ได้ทำเงินในคลังหายไปสิบห้าชั่ง กลัวจะติดคุก ทำให้กลุ่มอกกลุ้มใจมาก คิดจะเอาลูกสาวชื่อ นางแก้วกิริยา ไปขายฝากไว้กับลูกของเพื่อนชื่อขุนช้าง เพื่อเอาเงินมาคืนคลังให้ครบ เมื่อปรึกษากับลูกสาวแล้ว เจ้าขรัวก็พาลูกสาวไปหาขุนช้าง เพื่อฝากนางแก้วกิริยาให้รับใช้ โดยขอยืมเงินไปสิบห้าชั่ง และจะเขียนกรมธรรม์ไว้ต่อขุนช้าง ขุนช้างบอกไม่ต้องทำกรมธรรม์ เพราะเหมือนพี่เหมือนน้องกัน เมื่อได้เงินแล้วเจ้าขรัวจึงสั่งสอนนางแก้วกิริยาให้ทำตัวให้ดี อีกสามเดือนจะกลับมารับ

ขุนช้างขุนแผนมาฝึกหัดราชการ

ฝ่ายพระพันวษาได้ถามจมื่นศรีถึงขุนแผนว่า ขุนแผนนั้นเป็นคนหนุ่มที่กล้าหาญ ตั้งแต่ตีแดนเมืองลาวได้ ก็ให้ไปอยู่ชายแดน ไม่เคยมารับราชการในวังเลย หากนานไปการงานในวังก็จะทำไม่ได้ แล้วญาติก็ไม่มี จึงขอฝากให้จมื่นดูแลฝึกหัดขุนแผนไว้ด้วย นอกจากนั้นยังมีขุนช้างได้เคยรับปากกับพ่อของขุนช้างไว้ ก็ให้ช่วยดูแลด้วย แล้วได้ให้ทหารไปตามทั้งขุนช้างและขุนแผนเข้ามาในวัง จมื่นศรีได้รับสั่งแล้ว จึงให้เจ้ากรมจัดตำรวจไปบอกกับขุนแผนที่เขาชนไก่ว่า พระพันวษาให้มาหาในวังเพื่อฝึกสอนราชการ ขุนแผนได้ลานางทองประศรี นางทองประศรีดีใจมาก บอกให้ขุนแผนอดทนฝึกราชการให้ดี ส่วนนางลาวทองจะดูแลไว้ให้ หากวันข้างหน้าได้ยศฐาบรรดาศักดิ์ ก็จะเหมือนกับแทนคุณขุนไกรผู้บิดา แล้วสั่งสอนขุนแผนถึงวุฒิสี่ประการ อันได้แก่ ชาติวุฒิ คุณวุฒิ วัยวุฒิ และปัญญาวุฒิ พร้อมทั้งสอนเรื่องราชสวัสดีสิบประการ ฝ่ายขุนแผนเมื่อรับพรของนางทองประศรีแล้ว ก็มาหานางลาวทอง แล้วบอกว่า การไปครั้งนี้ไปราชการไม่ได้ทิ้งขว้าง ว่างเมื่อใดก็จะมาหา รุ่งขึ้นขุนแผนและตำรวจวังก็เดินทางมาที่บ้านขุนช้างที่สุพรรณบุรี แจ้งให้ขุนช้างทราบว่า มีรับสั่งให้หา ด้วยบิดาเคยถวายตัวไว้ ตอนนี้จะให้ไปฝึกหัดราชการ ขุนช้างจึงสั่งเสียนางวันทอง แล้วตามขุนแผนกับตำรวจไปที่อยุธยา จมื่นศรีก็ได้ฝึกหัดราชการต่าง ๆ ให้ทั้งขุนแผนและขุนช้าง ขุนแผนนั้นเป็นคนสอนง่ายและเข้าใจง่าย ส่วนขุนช้างเข้าใจยาก มหาดเล็กตั้งฉายาขุนช้างว่า ขุนเถน เมื่อฝึกหัดจนเข้าใจแล้ว ทั้งขุนช้างและขุนแผนก็เข้าไปอยู่เวรร่วมกัน และได้เพื่อนอีกสองคนคือ ขุนเพชร กับขุนรามอินทรา ฝ่ายนางลาวทองนั้นได้อยู่กับนางทองประศรี เกิดล้มป่วยเป็นไข้หนัก นางทองประศรีหาหมอมารักษากี่คนก็ไม่หาย จึงส่งบ่าวไปแจ้งให้ขุนแผนรู้ ขุนแผนรู้ข่าวก็ดูฤกษ์ยามแล้วเห็นว่า จะไม่ถึงตาย แต่จะไม่สบายใจเท่านั้น

"......... 

ดูในฤกษ์ยามตามนาที

วันเสาร์ข้างเช้าเป็นยามจันทร์

ไข้นั้นหนักเจียนจะเป็นผี

แต่ยามจันทร์ท่านทายว่าคลายดี

ผู้มาบอกนั่งที่ก็ไม่ร้าย

ผิดทั้งหลาวเหล็กราหูจร

อยู่ข้างต้นศรว่าพลันหาย

ฤกษ์ยามตามตำราว่าไม่ตาย

แต่แก้วตาจะกระวายกระวนใจ..."

ขุนแผนฝากเวรขุนช้าง

ฝ่ายขุนแผนก็คิดจะไปเยี่ยมนางลาวทอง แต่เกิดติดเวร จึงฝากเวรกับขุนช้างไว้ ขุนช้างก็บอกว่าจะทำแทนให้ ขุนแผนได้เดินทางไปบ้านที่เขาชนไก่ ดูแลรักษานางลาวทองจนหาย และคิดว่าจะกลับไปอยุธยาในวันรุ่งขึ้น โดยไม่ได้คิดว่าจะมีเหตุเพทภัยเกิดขึ้น

ฝ่ายพระพันวษานั้น เมื่อเสด็จออกประทับที่ฝ่ายหน้า แล้วมองไม่เห็นขุนแผน จึงตรัสถามขึ้น ขุนช้างจึงคิดจะแก้แค้นขุนแผนให้ตาย เพื่อวันข้างหน้าขุนแผนจะได้ไม่แย่งนางพิมไปจากตน ก็ทูลว่าขุนแผนนั้นบ่นคิดถึงเมียทุกวัน เมื่อวานนี้ก็บอกว่าจะไปบ้าน ตนได้ทัดทานแล้วก็ไม่ฟัง กลับข่มขู่ดุด่าตน พอตอนดึกประมาณยามสามก็ปีนข้ามกำแพงวังไป คิดว่าน่าจะไปหาเมีย  

พระพันวษาให้พรากนางลาวทอง

พระพันวษาได้ยินก็โกรธ ที่ขุนแผนบังอาจปีนกำแพงวังออกไป โทษนั้นถึงตาย แต่ด้วยเคยมีความดีความชอบ ก็ให้ไปพานางลาวทองมา ส่วนตัวขุนแผนนั้นไม่ต้องให้เข้ามาในวังอีก แต่ให้คุมไพร่ตรวจตามด่านอยู่ที่กาญจนบุรี เมื่อใดมีราชการศึกจึงจะให้ไปรบ ฝ่ายนางลาวทองเมื่อหายไข้แล้ว ก็ฝันไปว่ามียักษ์เข้ามาในห้อง แล้วจับตนมัดลากไปใส่ไว้ในกรงเหล็ก ขุนแผนตามไปก็เกิดตกเหว แต่มีชายคนหนึ่งมีวิชาดี ได้อุ้มตนกับขุนแผนจากแดนยักษ์กลับมาส่งที่บ้าน เมื่อตื่นขึ้นก็เล่าความฝันให้ขุนแผนฟัง ขุนแผนรู้ว่าเป็นฝันร้ายและตนจะต้องพลักพรากจากนางลาวทองไปนาน แต่จะมีคนมาแก้ไขให้ได้พบกันอีก แต่จะบอกความจริงก็กลัวนางลาวทองจะตกใจ จึงแกล้งบอกว่า ฝันนี้ไม่ร้ายไม่ดี คงจะเป็นเพราะเป็นไข้ครั้งก่อน ธาตุคงแปรปรวนก็ได้
            
ก่อนรุ่งเช้าก็เกิดอาเพท จิ้งจกทัก แมงมุมตีอก เหมือนจะบอกเหตุร้าย เมื่อเห็นตำรวจในวังมาที่บ้าน ขุนแผนตกใจเหมือนใครควักหัวใจออกจากร่าง รีบไปหาตำรวจ แล้วถามว่ามีเหตุอะไร หรือมีศึกมาที่อยุธยา ตำรวจกับบอกข่าวแก่ขุนแผนว่า ขุนช้างกราบทูลพระพันวษาว่าขุนแผนปีนข้ามกำแพงวังมา ขุนช้างขัดขวางแล้วก็ไม่เชื่อฟัง ซึ่งจะมีโทษถึงตาย แต่ด้วยมีความชอบที่ตีเมืองเชียงทองได้ จึงเพียงแต่ห้ามเข้าเฝ้า แล้วให้นำตัวนางลาวทองไป ขุนแผนจึงเล่าให้นางลาวทองฟัง แล้วบอกว่าที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นเพราะผลกรรม ที่เราได้ทำไว้ ขอให้รักษาตัวให้ดี อย่าทำในสิ่งที่ชั่วช้า หากมีบุญอยู่บ้างนานเข้าก็จะหมดกรรมนี้แล้วก็พานาง ลาวทองไปหานางทองประศรี บอกว่าพระพันวษาให้พรากนางลาวทองไปไว้ที่ในวัง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ขุนช้างคนเดียว จากนั้นตำรวจในวังก็พานางลาวทองมาที่อยุธยา เข้าเฝ้าพระพันวษา พระพันวษาก็สั่งให้แจ้งขรัว นางไปสั่งนายประตูไว้ คอยดูนางลาวทองไม่ให้ออกไปนอกวัง และอยู่ในวังให้ปักสะดึงกรึงไหมและให้อาศัย ที่ริมคลัง

กำเนิดกุมารทอง

      ฝ่ายขุนแผนให้คิดถึงแต่นางลาวทอง  แล้วก็ให้แค้นใจขุนช้างมากที่แย่งนางวันทองไป  ทั้งยังทูลยุยงต่อ พระพันวษาว่าตนปีนกำแพงวังออกมา พระพันวษาก็หลงเชื่อและพิโรธตนโดยไม่ไต่ถามความจริง จนลาวทองต้องถูกขังอยู่ในวัง  ส่วนตนก็ถูกห้ามมิให้เข้าไปเฝ้าแต่ให้ตรวจตราอยู่แถวชายแดน ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจ ขุนแผนก็คิดจะไปลักตัวนางวันทองกลับมา  เมื่อขุนช้างติดตามมาก็จะฆ่าเสีย  หากเกรงแต่พระพันวษาจะให้ทัพตามมาและตนเองก็ไม่มีกำลังจะต่อสู้ก็จะถูกฆ่าเสีย ขุนแผนจึงคิดจะตีดาบ  หาซื้อม้า  และปลุกกุมารทองขึ้น  เพื่อจะได้สู้รบกับศัตรูได้

".....จะตีดาบซื้อม้าหากุมาร                   ให้เชี่ยวชาญวิชาได้ฝ่าศึก....."

ขุนแผนออกป่า

รุ่งเช้าขุนแผนจึงบอกตาบัว คนรับใช้ว่า ตนจะไปราชการชายแดนแล้วจึงเดินทางไปตามป่าตามเขา  ถึงบ้านกระเหรี่ยงข่า ละว้า มอญ  เพื่อหาสิ่งที่ต้องการ มีชายคนหนึ่งชื่อ นายเดช  กระดูกดำ  อาศัยอยู่ที่บ้านถ้ำเป็นช่างใหญ่มีตำแหน่งเป็น หมื่นหาญ  เป็นนักเลงหัวไม้ที่มีฝีมือคนหนึ่ง  ลักษณะรูปร่างสูงเกือบสี่ศอก  ตาโตใหญ่  หนวดโง้ง  ผมหยิก  คงกระพัน  มีวัว ควาย บ่าวไพร่มากมาย  มีเมียชื่อ นางสีจันทน์  และลูกสาวอายุสิบเจ็ดปีชื่อ บัวคลี่  หมื่นหาญเป็นคนหวงลูกสาวมาก  เจ้าเมืองกรมการบ้านบนแต่งคนมาขอก็ไม่ให้  หากมีคนแปลกหน้ามาก็ให้ทหารจับตัว  แล้วไปฆ่าทิ้ง   วันหนึ่งบัวคลี่ได้ชวนบ่าวไพร่ไปในไร่  ฝ่ายขุนแผนเดินทางมาถึงไร่ของหมื่นหาญเห็นนางบัวคลี่นั่งอยู่ที่ห้างกลางไร่  รูปร่างหน้าตาสวยงาม ก็ให้อยากได้นางเป็นเมียคงจะมีลูกหัวปีเป็นชาย  ขุนแผนจึงเข้าไปในไร่  พวกบ่าวไพร่เห็นเข้าก็ไล่ออกไป   ฝ่ายขุนแผนก็แกล้งทำเป็นกลัว  แล้วว่าตนไม่รู้ว่าเป็นที่ต้องห้ามสำหรับผู้ชาย แล้วที่นั่งอยู่นั่นเป็นลูกสาวเจ้านายบ้านเมืองไหน  บ่าวไพร่จึงบอกว่า นางชื่อ บัวคลี่ เป็นลูกสาวหมื่นหาญ  เมื่อขุนแผนรู้ว่านางชื่อ บัวคลี่ ลูกสาวหมื่นหาญที่เป็นคนมีฝีมือ  จึงน่าจะเข้าทอดสนิทกับหมื่นหาญ  โดยยอมให้ใช้สอยก็จะรักตน  แล้วก็คงจะยกนางบัวคลี่ให้ เมื่อคิดดังนั้นขุนแผนจึงเดินตัดตรงมาที่บ้านหมื่นหาญ พวกบ่าวไพร่จึงเข้าไปเล่าให้ทหารฟังว่า มีคนหลบหนีนายมา หวังจะมาพึ่งบุญเจ้านายเรา  พวกทหารก็เข้าไปบอกนายซ่อง นายซ่องก็ให้ไปเอาตัวมาพบหมื่นหาญ  เมื่อหมื่นหาญออกมาเห็นว่าขุนแผนนั้นมีสง่าราศรี  น่าจะเป็นคนที่มีสกุลรุนชาติ จึงร้องถามว่าชื่ออะไร เป็นลูกน้องใครที่ไหน  แล้วมาทำอะไรที่นี่ ขุนแผนจึงบอกว่าตนชื่อแก้ว อยู่กองข้างหกเหล่า ที่ด่านมีงานมาก เหนื่อยเข้าก็หนีมา เป็นคนไร้ญาติและยากจน จึงได้เข้ามาเพื่อขอพึ่งบุญ  แล้วก็เป่าคาถามหาละลวยไปจนหมื่นหาญงงงวย เพราะฤทธิ์เวทมนตร์  สิ้นความสงสัย และกลับรักใคร่ในตัวขุนแผนเหมือนลูกในไส้  แล้วอนุญาติให้ขุนแผนอยู่ด้วย จนกระทั่งใกล้ชิดกับครอบครัวหมื่นหาญ  นางบัวคลี่ก็เรียกว่าพี่แก้ว ส่วนเมียหมื่นหาญก็ให้ความเอ็นดูเป็นอย่างมาก

ขุนแผนช่วยชีวิตหมื่นหาญ

วันหนึ่งหมื่นหาญอยากจะไปล่ากระทิงป่า จึงให้พลายแก้วไปด้วย

"ขุนแผนรับคำเจ้าคะจะไปด้วย

หมื่นหาญฉวยเอาย่ามมายื่นให้

กับหอกคร่ำสำหรับไปเที่ยวไพร

แล้วสวมใส่เสื่อกั๊กกางเกงดำ

เต้าชนวนเขนงคาดเอวมั่น

แกหยิบปืนสุตันสันคร่ำ

กระสุนสามบาทชาติพันลำ

แบกนำหน้าตรงเข้าพงไพร"

เมื่อเข้าไปในป่าพบกระทิงวิ่งสวนมา ขุนแผนเข้าขวางแล้วต่อสู้จนวัวล้มลง หมื่นหาญจึงคิดว่า หากไม่ได้ออแก้วตนคงตายไปแล้ว  เมื่อกลับมาจึงบอกเมียว่า  ไปป่าคราวนี้เคราะห์ร้ายเกือบตาย แต่ออแก้วช่วยไว้ นับว่าเป็นบุญคุณมากควรจะได้ทดแทน บุญคุณโดยการยกนางบัวคลี่ให้เป็นเมีย

"ถ้าคนอื่นไกลมิใช่แก้ว

เห็นแววชีวิตจะฉิบหาย

คุณเขาอยู่กับเราก็มากมาย

แน่ท่านยายข้าจะว่าอย่าน้อยใจ

จำต้องเกื้อหนุนแทนคุณเขา

ออบัวคลี่ลูกเราจะยกให้....."

ฝ่ายนางสีจันทร์ ได้ฟังและด้วยตนรักขุนแผนเป็นทุนอยู่แล้ว ก็ดีใจและเห็นดีด้วย  แล้วได้เรียกขุนแผนมาถามว่า  มาอยู่ที่นี่ก็นานแล้วคิดจะกลับบ้านบ้างหรือไม่  และตอนนี้จะยกนางบัวคลี่ให้ จะชอบหรือไม่อย่างไรให้ตอบมา

ขุนแผนแต่งงานกับนางบัวคลี่

ฝ่ายพลายแก้วจึงตอบว่า  ตนนั้นลำบากยากจนมาพึ่งบุญ  หากยังให้ความเมตตาก็จะไม่คิดไปไหน   จะฝากชีวิตไว้ที่นี้  หมื่นหาญกับนางสีจันทร์ได้ยินก็ดีใจ ให้บ่าวไพร่จัดเตรียมข้าวของ แต่ด้วยแถวนี้ไม่มีวัดในวันแต่งงานก็ให้เซ่นเจ้าที่เจ้าทาง ตามอย่างโบราณแทน

"จะสวดมนต์ก็ขัดวัดไม่มี

เราเซ่นผีเซ่นสางอย่างบุราญ

ท่านยายสีจันทร์ผู้มารดา

ก็จัดแจงข้าวปลากระยาหาร

เนื้อหมูปูปลาสุราบาน 

ก็สำเร็จเสร็จการทุกสิ่งอัน"

หลังจากที่ขุนแผนแต่งงานกับนางบัวคลี่แล้ว ต่อมานางก็ตั้งครรภ์ และขุนแผนไม่เคยช่วยทำงานใดๆเลย  นั่งอยู่แต่ในบ้าน  หมื่นหาญกับนางสีจันทร์ เห็นขุนแผนกลับเป็นคนดูดาย   ก็ปรึกษากันว่าคิดผิดที่ยกลูกสาวให้ แล้วจึงเรียกขุนแผนมาถามว่า  ต่อไปจะทำอะไรเลี้ยงตัว  ขุนแผนจึงตอบว่า เรื่องเป็นโจรนั้นตนคงทำไม่ได้ แต่ถ้าหากมีเหตุเพทภัยเกิดขึ้น ตนจะรับแทนเอง  หมื่นหาญโกรธก็ว่าขุนแผนว่า ดีแต่ชอบอวดตัว ขุนแผนจึงตอบว่า พวกทหารทั้งหลายที่อยู่ยงคงกระพัน หากเขารุมแทงก็คงจะตาย  สู้คนที่มีวิชาไม่ได้ หากถูกปืนหรืออาวุธใดๆ ก็จะแคล้วคลาด  หมื่นหาญจึงเรียกทหารยี่สิบคนให้เอาปืนมาลองยิง  พลายแก้วก็ลงจากเรือน แล้วอ่านคาถา  และให้หมื่นหาญยิง   หมื่นหาญให้ทหารทั้งยี่สิบคนยิงพร้อมกัน  แต่กลับไม่ถูกขุนแผน เมื่อเห็นดังนั้น ก็ให้นึกกลัวแล้วคิดว่า เป็นคนดีมีวิชา แต่แกล้งถ่อมตน  เมื่อเป็นอย่างนี้เห็นจะอยู่ด้วยกันไม่ได้

"มาหมกคลุมซุ่มอยู่ไม่รู้แจ้ง

มันมาแกล้งถ่อมตนเหมือนคนบ้า

กูก็เป็นคนดีมีวิชา

ยังอ้ายนี่ดีกว่าน่าน้อยใจ

ดังพญาสีหราชอันกราดเกรี้ยว 

อยู่ถ้ำเดียวสองตัวเห็นไม่ได้"

ฝ่ายขุนแผนเมื่อเสียงปืนสงบลงก็ลืมตาขึ้น  เหล่าทหารเกิดความกลัวก็ก้มลงกราบแล้วขอโทษ ส่วนหมื่นหาญนั้นให้ร้อนใจมาก เรียกนางสีจันทร์มาปรึกษาว่า  นายแก้วเป็นคนมีวิชาเก่งกล้ากว่าตน ต่อไปจะต้องต่อสู้กันจนตาย

"มันก็เป็นช้างงาอันกล้าหาญ

เราก็เป็นคชสารอันสูงใหญ่

จะอยู่ป่าเดียวกันนั้นฉันใด

นานไปก็จะยับอัประมาณ"

เมื่อคิดดังนั้นแล้ว น่าจะฆ่ามันให้ตาย

"ครานั้นสีจันทร์ภรรยา

ได้ฟังว่าอกสั่นขวัญหาย

มันก็ชาติอสรพิษฤทธิ์แรงร้าย

ไม่เหมือนหมายมันจะทำเรารำคาญ

ถ้าเสียที่เหมือนตีงูให้หลังหัก 

มันคงจักพยาบาทชาติทหาร

ได้ทำแล้วให้มันตายวายปราณ 

จงตรองจิตคิดอ่านให้จงดี"

นางบัวคลี่วางยาพิษขุนแผน

ฝ่ายหมื่นหาญก็ว่า  นายแก้วเป็นคนมีวิชา จะใช้อาวุธฆ่าคงไม่ได้ ควรจะวางยาจะดีกว่าแล้วก็ให้บ่าวไปเรียก นางบัวคลี่มาหา  แล้วถามว่าพ่อกับแม่เลี้ยงลูกมาจนเติบใหญ่ ส่วนผัวเพิ่งจะมาได้กันเมื่อโตแล้ว เจ้ารักใครมากกว่ากัน นางบัวคลี่จึงตอบไปตามความจริง รักพ่อมากกว่า อันผัวนั่นรักกันเพียงใด เมื่อลงบันไดสามขั้นไปก็ขาดกัน  แต่พ่อแม่นั้นถึงลูกจะชั่วก็ตัดกันไม่ขาด  หมื่นหาญก็บอกว่า พ่อดูคนผิด ไอ้แก้วมันยากจนไม่อยากให้อยู่ด้วยกันอีกต่อไป จะหาผัวให้ใหม่ที่เป็นผู้ดีมีชาติตระกูล หากนางบัวคลี่ได้ผัวใหม่ก็จะยกทรัพย์สมบัติให้ทั้งหมด  แต่จะต้องวางยาให้ไอ้แก้วมันตายก่อน  จะเห็นเป็นอย่างไร
       
ฝ่ายนางบัวคลี่แม้ว่าจะรักขุนแผนมาก  แต่ใจเกิดความโลภและเป็นคราวที่จะต้องตายทั้งกลม จึงตอบหมื่นหาญว่า สุดแล้วแต่พ่อ  หมื่นหาญก็ผสมยาพิษประกอบด้วย ดีนกยูง ดีหนู ดีงูเห่า และสารหนู   ผสมกับน้ำมะนาว  แล้วห่อใบพลูให้ลูกสาว

"หมื่นหาญเห็นลูกพร้อมลงยอมจิต

จึงประกอบยาพิษหาช้าไม่

เป็นหลายสิ่งผสมกันเข้าทันใด

ตำหรับใหญ่ได้มาจากตาครู

ดีนกยูงดีหนูดีงูเห่า 

บดเข้าคุลีการกับสารหนู

น้ำมะนาวบีบประคนปนดีงู 

ห่อใบพลูสั่งให้ลูกสาวพลัน

ทำสำรับข้าวแกงแต่งขึ้นไว้ 

เอายานี้แทรกใส่ทุกสิ่งสรรพ์

จงระวังปกปิดให้มิดควัน 

วางเสียวันนี้แหละอย่านอนใจ"

เมื่อนางบัวคลี่จัดแจงอาหารคาวหวานไว้ให้ขุนแผน  โหงพรายเห็นก็กระซิบบอกขุนแผนว่า นางบัวคลี่คิดไม่ซื่อใส่ยาพิษในอาหารอย่าได้กิน ฝ่ายขุนแผนนั้น เมื่อได้ฟังว่า นางบัวคลี่คิดจะฆ่า ก็อยากรู้เป็นความจริงหรือไม่ ก็เอาข้าวแกงและอาหารทุกอย่างปั้นโยนขึ้นไปบนหลังคา ก็มีอีกามาโฉบไปกิน พอกินเข้าไปก็ชักตาย จึงเชื่อว่าเป็นความจริงแล้วก็คิดว่าคงจะเลี้ยงเป็นเมียอีกไม่ได้  จึงแกล้งทำเป็นไม่รู้แล้วบอกนางบัวคลี่ว่า ตนกินอีกก็ไม่ใด้จะอาเจียนจะขอนอนพัก สักครู่นางบัวคลี่เอาสำรับกับข้าวไปเก็บแล้วก็เข้าไปนวดเฟ้น  ขุนแผนก็ขอลูกในท้องนาง นางบัวคลี่พาซื่อตอบว่า  ลูกในทองนี้เกิดจากเราสองคน ทำไมจึงจะต้องขอ  ขุนแผนจึงว่าตนอยากได้ลูกเป็นกรรมสิทธิ์ ขอให้อนุญาติด้วย  นางบัวคลี่พูดอีกว่าจะวอนขอทำไม เพราะลูกนั้นเกิดมาก็เป็นลูกของขุนแผนด้วย  ขุนแผนก็ตัดพ้อว่า  ขอเท่านี้ก็ไม่ยอมให้ ฝ่ายนางบัวคลี่ให้ถึงอายุที่จะสิ้นชีวิต ก็พลั้งปากประชดไปว่า  อยากได้ก็แหวะจากท้องไป  ขุนแผนจึงบอกว่า ถือว่าเป็นคำที่บอกว่ายกให้เป็นสิทธิ์ เพราะแม่ยกให้แล้ว และจะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ  แล้วก็แกล้งเข้าเล้าโลม นางบัวคลี่ให้ตายใจ  เมื่อถึงเวลาดึกทุกคนหลับกันหมด ก็ลุกขึ้นเตรียมสิ่งของที่จะทำกุมารทองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เข้ามุ้งไปฆ่านางบัวคลี่ แล้วก็ผ่าแล่งตลอดอกจนถึงท้อง  แล้วแหวะรกออก จึงเห็นว่าเป็นลูกชาย แล้วอุ้มออกจากท้องห่อผ้าใส่ย่าม

ขุนแผนปลุกกุมารทอง

ขุนแผนเดินตัดป่าไปถึงวัดใต้ และเข้าไปในวิหารปิดประตูแน่นหนา แล้วจึงทำพิธีปลุกกุมารทองจนถึงรุ่งเช้า

"วางย่ามเปิดกลักแล้วชักชุด

ตีเหล็กไฟจุดเทียนขึ้นแดงร่า

เอาไม้ชัยพฤกษ์พระยายา

ปักเป็นขาพาดกันกุมารวาง

ยันต์นารายณ์แผลงฤทธิ์ปิดศรีษะ 

เอายันต์ราชะปะพื้นล่าง

ยันต์นารายณ์ฉีกอกปกปิดกลาง 

ลงยันต์นางพระธรณีที่พื้นดิน

เอาไม้รักปักเสาขึ้นสี่ทิศ 

ยันต์ปิดปักธงวงสายสิญจน์

ลงเพดานยันต์สังวาลอัมมรินทร์ 

ก็พร้อมสิ้นในตำราถูกท่าทาง

เอาไม้มะริดกันเกราเถากันภัย 

ก่อชุดจุดไฟใส่พื้นล่าง

ตั้งจิตสนิทดีไว้ที่ทาง

ภาวนานั่งย่างกุมารทอง"

หมื่นหาญและนางสีจันทร์เห็นลูกสาวถูกฆ่าเลือดนองอยู่ก็รู้ว่าขุนแผนชิงลูบคม  ก็เกณฑ์บ่าวไพร่ให้ไปตามจับขุนแผนมาให้ได้ พวกบ่าวไพร่ตามรอยเลือดไปถึงวิหารวัดใต้  แอบดูที่รูกุญแจเห็นขุนแผนนั่งอยู่ก็พังประตูเข้าไป   ฝ่ายขุนแผนไม่สะทกสะท้าน กลับนั่งอ่านมนต์ปลุกลูกอยู่ จนผีลูกลุกขึ้นพูดได้  ขุนแผนจึงร่ายมนต์กำบังตัวแล้วขึ้นขี่คอกุมารทอง และบอกให้กุมารทองช่วยตนให้พ้นภัยด้วย กุมารทองก็พาพ่อออกทางรูกุญแจหนีไปได้ โดยที่พวกหมื่นหาญไม่เห็นตัว เมื่อออกมาแล้วจึงได้คลายมนต์ยืนจูงผีกุมารทองอยู่  พวกทหารและบ่าวไพร่ก็จะเข้าต่อสู้กับขุนแผน  ขุนแผนก็ร้องบอกว่า ต้องการฆ่าแต่หมื่นหาญ หมื่นหาญโกรธมาก ชี้หน้าด่าว่าขุนแผนเป็นคนเนรคุณ จะไม่ยอมไว้ชีวิตอีก 

ขุนแผนโกรธบอกว่า  โทษของหมื่นหาญกลับไม่พูด ที่ได้คบคิดกับลูกวางยาพิษ  เพราะเหตุนี้จึงทำให้ต้องฆ่านางบัวคลี่  และหมื่นหาญก็จะต้องตายด้วย  แล้วก็ถือกริชตรงไปหาหมื่นหาญ หมื่นหาญเข้าต่อสู้แต่เพลี้ยงพล้ำ จึงขอชีวิต

ฝ่ายขุนแผนเห็นดังนั้นก็กล่าวสำทับว่า โทษของหมื่นหาญนั้นสมควรตาย  หากตนไม่คิดว่าเคยมีบุญคุณได้เลี้ยงดูมา ทั้งนางสีจันทร์ได้ให้เสื้อผ้าและเงินทอง นับว่าเป็นบุญคุณ ครั้งนี้จึงจะยกโทษให้ แล้วก็ขึ้นขี่คอโหงพรายกำบังกายกลับไปบ้านกาญจนบุรี หมื่นหาญนั้นเมื่อเห็นฤทธิ์ขุนแผนแล้ว ก็เห็นว่าที่ตนมีวิชาดีนั้นยังไม่ได้เสี้ยวของขุนแผนทำให้แค้นใจ  และอับอายบ่าวไพร่ที่ตนพ่ายแพ้ขุนแผน จึงบอกให้บ่าวไพร่กลับไปบ้าน แล้วช่วยกันต่อโลงใส่ศพนางบัวคลี่ไปฝัง

ขุนแผนตีดาบฟ้าฟื้น

ฝ่ายขุนแผนนั้นดีใจมากที่ได้ลูกชายมาเป็นกุมารทองที่มีฤทธิ์เดช ก็คิดจะตีดาบไว้ปราบศึก  จึงเตรียมหาเหล็กในที่ต่างๆ ตามตำราเพื่อมาตีเป็นดาบ

"จะจัดแจงตีดาบไว้ปราบศึก

ตรองตรึกหาเหล็กไว้หนักหนา

ได้เสร็จสมอารมณ์ตามตำรา

ท่านวางไว้ในมหาศาสตราคม

เอาเหล็กยอดพระเจดีย์มหาธาตุ 

ยอดปราสาททวารามาประสม

เหล็กขนันผีพรายตายทั้งกลม 

เหล็กตรึงโลงตรึงปั้นลมสลักเพชร

หอกสัมฤทธิ์กริชทองแดงพระแสงหัก 

เหล็กปฏักสลักประตูตะปูเห็ด

พร้อมเหล็กเบญจพรรณกัลเม็ด 

เหล็กบ้านพร้อมเสร็จทุกสิ่งแท้

เอาเหล็กไหลหล่อบ่อพระแสง

เหล็กกำแพงน้ำพี้ทั้งเหล็กแร่

ทองคำสัมฤทธิ์นากอแจ

เงินที่แท้ชาติเหล็กทองแดงดง

เอามาสุมคุมควบเข้าเป็นแท่ง 

เผาให้แดงตีแผ่แช่ยาผง

ไว้สามวันซัดเหล็กนั้นเล็กลง

ยังคงแต่พองามตามตำรา

ซัดเหล็กครบเสร็จถึงเจ็ดครั้ง

พอกระทั่งฤกษ์เข้าเสาร์สิบห้า

ก็ตัดไม้ปลูกศาลขึ้นเพียงตา

แล้วจัดหาสารพัดเครื่องบัตรพลี"

เมื่อถึงเวลาพิชัยฤกษ์ตอนเที่ยงก็ให้ช่างตีเหล็กเป็นดาบ มีเนื้อสีเขียวคล้ายปีกแมลงทับ ด้ามทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์มียันต์พุทธจักร แล้วเอาผมของผีพรายที่ดุร้ายประจุไว้  แล้วเอาชันกรอกทับ เมื่อเสร็จแล้วขุนแผนก็กวัดแกว่งดาบ ก็เกิดฟ้าร้องอื้ออึง ฝนตกและฟ้าผ่าลงมา ขุนแผนจึงได้ใช้นิมิตที่ฟ้าผ่านี้ตั้งชื่อดาบว่า ดาบฟ้าฟื้น

"ครั้นได้พิชัยฤกษ์ราชฤทธิ์

พระอาทิตย์เที่ยงฤกษ์ราชสีห์

ขุนแผนสูบเหล็กให้แดงดี

นายช่างตีรีดรูปให้เรียวปลาย

ที่ตรงกลางกว้างงามสามนิ้วกึ่ง 

ยาวถึงศอกกำมาหน้าลูกไก่

เผาชุบสามแดงแทงตะไบ 

บัดเดี๋ยวใจเกลี้ยงพลันเป็นมันยับ

อานดีมิได้มีขนแมวพาด 

เลื่อมปราดเนื้อเขียวดูคมหนับ

เลื่อมพรายคล้ายแสงแมลงทับ 

ปลั่งปลายวาบวับจับแสงตะวัน

ด้ามนั้นทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ 

จารึกยันต์พุทธจักรที่เหล็กกั่น

เอาผมพรายร้ายดุประจุพลัน 

แล้วเอาชันกรอกด้ามเสียบัดดล"

ขุนแผนได้ม้าสีหมอก

เมื่อได้ดาบมีฤทธิ์ดังเทพศาสตราแล้วก็เอาบูชาไว้จากนั้นก็คิดจะไปหาม้าดีดีโดยเดินทางไปทั่วทุกแห่ง
พร้อมเงินชั่งห้า ทั้ง ราชบุรี  สุพรรณบุรี และ เพชรบุรี มีชายสองคนชื่อ หลวงทรงพลกับพันภาณ ซึ่งมีพระโองการให้ไปซื้อม้า แล้วไปอยู่ที่เมืองมะริด ตะนาวศรี โดยให้หลวงศรีวรข่าน ไปซื้อม้าที่เมืองอื่น แต่ยังไม่กลับมา ต้องรอถึงฤดูลมแล่นใบ จึงจะมีเรือกลับมา เมื่อหลวงศรีวรข่านกลับมาก็นำม้าไทยและม้าเทศหกสิบตัวมาให้ ในม้าเหล่านี้มีม้าเมืองมะริดชื่อ อีเหลือง และมีลูกม้าอีกตัวชื่อสีหมอก เกิดวันเสาร์ ขึ้นเก้าค่ำ เป็นม้าดุร้ายตาดำ เมื่อเห็นเขาต้อนม้าหลวงมาก็ตามมาด้วย ผ่านมากุยบุรี ปราณบุรี จนมาถึงเพชรบุรี ก็มาพักม้าที่เชิงเขาบันไดอิฐ ม้าสีหมอกก็เที่ยวไล่กัดม้าเทศ จนทุกคนเกลียดชัง

เมื่อขุนแผนผ่านมาเห็นม้าสีหมอกที่คึกคะนองอยู่ มีลักษณะต้องตามตำรา ก็ดีใจเข้าไปหาหลวงทรงพล แล้วถามว่า ม้าตัวเล็กนี้ขายหรือไม่ หลวงทรงพลจึงว่า ม้าสีหมอกนั้นมิใช่ม้าหลวง หากจะซื้อก็จะลดราคาเหลือเพียงสิบห้าตำลึง เมื่อขุนแผนซื้อม้าสีหมอกมาแล้ว ก็เสกหญ้าด้วยคาถามหาละลวยให้ม้ากิน ทำให้ม้าสีหมอกมีใจจงรักภักดีต่อขุนแผน ขุนแผนขี่ม้าสีหมอกกลับมาบ้านเขาชนไก่ แล้วจึงไปหานางทองประศรี เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง

ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง

ตั้งแต่นางลาวทองถูกพรากไป ก็ไม่เคยสนใจผู้ใดอีก เฝ้าแต่คิดถึงนางลาวทองอยู่ทุกวัน แล้วคิดแค้นขุนช้างขึ้นมาอีก ว่าเมื่อครั้งที่ชิงนางวันทองไป ก็ไม่เคยว่ากล่าวสักคำให้ขุนช้างขุ่นเคือง แต่ยังกลับมายุยงทำให้ต้องพรากจากนางลาวทองไปอีก ถ้าไม่แก้แค้นก็จะไม่หายแค้น เหมือนดังสุภาษิตที่ว่า “ใครคดก็ให้ต่อต้านด้วยความแข็ง หากใครซื่อก็ให้ซื่อตอบจนวันตาย” พรุ่งนี้จะไปสุพรรณบุรี ไปลักพานางวันทองมา รุ่งขึ้นขุนแผนได้ไปบอกลานางทองประศรี จะไปแก้เผ็ดขุนช้าง โดยจะลักพานางวันทองไป หากขุนช้างตามมาก็จะฆ่าให้ตาย นางทองประศรีจึงบอกว่าตนไม่เห็นด้วย เพราะรังเกียจนางวันทอง ด้วยเป็นคนรูปงามแต่ใจทราม

"วันทองหมองแม้นเหมือนแขวนเพชร

แตกเม็ดกระจายสิ้นเป็นสองสาม

จะผูกเรือนก็ไม่รับกับเรือนงาม

แม่จึงห้ามหวงเจ้าเพราะเจ็บใจ"

ขุนแผนก็ตอบนางทองประศรีว่า  ที่แม่ว่านั้นก็เป็นความจริง แต่เมื่อวันที่ได้ไปถึงสุพรรณหลังกลับจากทัพมานั้น นางวันทองได้เล่าความจริงให้ฟัง  แต่ตนกลับโกรธแล้วหุนหันมาไม่ยอมฟัง  จนนางวันทองเสียใจผูกคอตาย  แต่อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ก็ยังนึกถึงความหลังอยู่  เมื่อนางลาวทองอยู่ก็ไม่ได้นึกถึงนางวันทองเลย  และขุนช้างกลับมาพรากไปเสีย ก็อยากลองดีดูสักครั้ง ขอให้นางทองประศรีอวยพรให้ด้วย นางทองประศรีฟังแล้ว เห็นว่าทัดทานขุนแผนไม่ได้ก็อวยชัยให้พร เมื่อเสร็จกิจแล้วให้กลับบ้าน ขุนแผนรับพรแล้วก็ขึ้นไปแต่งตัวบนหอพระนารายณ์  แล้วเป่ามนต์มหาละลวยในน้ำมันจันทน์ แล้วทาตัวให้คนเห็นรักใคร่

"ขึ้นหอพระนารายณ์ระงับจิต

เอาเทียนติดธูปถวายทั้งซ้ายขวา

ลงหินฝนจันทน์น้ำมันทา

ใครเห็นกายาให้ยวนใจ

สอดใส่สนับเพลาม่วงดวงวิหค

นุ่งยกแย่งทองผ่องใส

รอยจีบกลีบกระหวัดรัดละไม

เสื้อสั้นชั้นในล้วนเลขยันต์

เสื้อนอกดอกช่อฉลุทอง

ตระพองทับเจียรบาดคาดมั่น

แหวนถักพระพิรอดสอดพัน

สังวาลคั่นเครื่องสลับกับผมพราย

จับประเจียดประจุประจงโพก

ได้มหาสิทธิโชคสำคัญหมาย"

ขุนแผนเรียกโหงพรายไปด้วย แล้วขี่ม้าสีหมอกไปยังบ้านขุนช้าง เมื่อไปถึงใกล้บ้านขุนช้างก็ตัดไม้ปลูกศาลขึ้น ทำพิธีเชิญเทวดามาเป็นพยานว่า จะมาทำลายล้างขุนช้าง เพราะขุนช้างแย่งชิงเมียมา หากที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งโกหกขอให้ทำการใดไม่สำเร็จ  เมื่อทำพิธีเสร็จก็ขี่ม้ามาบ้านขุนช้างก็เห็นมีเขื่อนคูรอบบ้าน และผู้คนนั่งตามไฟเฝ้าระวังอยู่  และมีผีพรายห้านางเฝ้ารอบบ้าน  

เมื่อเห็นโหงพรายของขุนแผนก็เข้าต่อสู้กัน  ขุนแผนถือดาบฟ้าฟื้น แล้วซัดข้าวสารที่ย้อมด้วยว่านอาคมสาดเข้าไป นางพรายทั้งห้ารู้ว่าขุนแผนเป็นคนมีวิชา จึงแปลงกายเป็นคนเข้าไปถาม ขุนแผนก็รู้ว่าพรายแปลง ก็ไม่กลัวบอกว่า ตนคือผัวนางวันทอง ขุนช้างได้ลักพามาเป็นเมีย ขอให้นางช่วยเปิดประตูให้ด้วย นางพรายจึงว่า ขุนช้างเลี้ยงดูพวกตนมา ควรจะทดแทนบุญคุณไม่ควรจะเนรคุณ ขุนแผนจึงซัดข้าวสารไปอีก เหล่านางพรายก็หนีไป

ขุนแผนได้นางแก้วกิริยา

ขุนแผนก็ขี่สีหมอกข้ามคูไปจนถึงเรือนของขุนช้าง แล้วจึงไปที่ชานของบ้าน ซึ่งปลูกดอกไม้ไว้สวยงาม เมื่อถึงห้องก็สะเดาะกลอนเข้าไปพบนางแก้วกิริยานอนหลับอยู่ ก็รู้ว่าไม่ใช่ห้องของนางวันทอง  คิดว่าเป็นเมียน้อยของขุนช้าง ก็เข้าไปร่ายมหาละลวยแล้วคลายมนต์สะกดจนนางแก้วกิริยาตื่นขึ้น เห็นขุนแผนก็ตกใจถามว่า ท่านเป็นใครรูปร่างหน้าตาก็คงจะไม่เป็นโจร ขุนแผนได้ยินนางแก้วกิริยาถาม จึงตอบว่า ตัวพี่เป็นทหารของพระพันวษาชื่อขุนแผน มาตามหานางวันทองซึ่งเคยเป็นเมีย แล้วถูกขุนช้างที่เป็นเพื่อนลักเอามาเป็นเมีย แล้วถามนางว่า นางเป็นใคร จึงมาอยู่ที่บ้านขุนช้าง
  
ฝ่ายนางแก้วกิริยาเมื่อรู้ว่าเป็นขุนแผน และเห็นว่ามีรูปร่างหน้าตาดี จึงนึกว่า เหตุใดนางวันทองไม่อยากอยู่ด้วย และคิดว่าหากไม่บอกความจริง ขุนแผนอาจทำร้ายได้ จึงแกล้งพูดว่า อย่ามาทำเป็นแกล้งยอ เพราะตนคงจะไปแข่งกับนางวันทองไม่ได้ และตนเป็นเพียงบ่าว ที่พ่อมาขายฝากไว้ด้วยต้องการเงินสิบห้าชั่ง

"เต่าเตี้ยดอกอย่าต่อให้ตีนสูง

มิใช่ยูงจะมาย้อมให้เห็นขัน

หิ่งห้อยฤาจะแข่งแสงพระจันทร์

อย่าปั้นน้ำให้หลงตะลึงเงา"

ขุนแผนได้ฟังก็สงสาร แล้วก็แก้ห่อเงินมอบให้ พร้อมกับเล้าโลมจนได้นางแก้วกิริยาเป็นเมีย แล้วขุนแผนก็ถอดแหวนเพชรให้นางแก้วกิริยาไว้ดูต่างหน้า และถามถึงห้องของนางวันทอง เมื่อนางแก้วกิริยาบอกแล้วขุนแผนก็เดินถือดาบฟ้าฟื้นขึ้นไปที่หอกลาง เมื่อถึงก็สะเดาะกลอนเข้าไปในห้อง เห็นม่านที่ปักด้วยไหมสวยงามถึงสามชั้น ก็รู้ว่าเป็นฝีมือของนางวันทอง  

ขุนแผนชมเรือนขุนช้าง

"ม่านนี้ฝีมือวันทองทำ

จำได้ไม่ผิดในตาพี่

เส้นไหมแม้นเขียนแนบเนียนดี

สิ้นฝีมือแล้วแต่นางเดียว

เจ้าปักเป็นป่าพนาเวศ

ขอบเขตเขาคลุ้มชอุ่มเขียว

รุกขชาติดาดใบระบัดเรียว

พริ้งเพรียวดอกดกระดะดวง

ปักเป็นยุราลงรำร่อน

ฝ่ายฟ้อนอยู่บนยอดภูเขาหลวง

แผ่หางกางปีกเป็นพุ่มพวง

ชะนีหน่วงเหนี่ยวไม้ชม้อยตา

ปักเป็นหิมพานต์ตระหง่านงาม

อร่ามรูปพระสุเมรุภูผา

วินันตกหัศกันเป็นหลั่นมา

การวิกอิสินธรยุคนธร

อากาศคงคาชลาสินธุ์

มุจลินท์ห้าแถวแนวสลอน

ไกรลาสสะอาดเอี่ยมอรชร

ฝูงกินนรคนธรรพ์วิทยา"

   

"ถึงม่านชั้นสามดูงามพริ้ม

ฝีมือพิมเจ้าทำพี่จำได้

ยืนพิศม่านน้องต้องติดใจ

ฉลาดนักปักไว้เป็นคาวี"

 

เมื่อยืนดูม่านก็ยิ่งแค้นใจ  ขุนแผนก็ฟันม่านจนขาด แล้วเข้าไปตลบมุ้งขึ้น เห็นขุนช้างนอนกอดนางวันทองอยู่ ก็เงื้อดาบจะฟันทั้งสองคน กุมารทองปัดดาบแล้วกราบขอโทษขุนแผน และบอกว่าอย่าทำให้ถึงตายเอาแค่เจ็บ และอายเท่านั้นจะดีกว่า ขุนแผนคลายความโกรธลงแล้วคลายมนต์ นางวันทองตื่นขึ้นตกใจกลัว(แต่ไม่ลืมตา) คิดว่าขุนแผนเป็นขุนช้าง แล้วเล่าความฝันให้ฟัง ขุนแผนจึงทำนายฝันให้ฟัง นางวันทองฟังเสียงก็ยังจำไม่ได้ จึงเอามือลูบคลำ รู้ว่าไม่ใช่ขุนช้างเพราะมีรูปร่างผอมบางก็ตกใจ ขุนแผนแค้นใจจึงต่อว่า ตนนั้นจำวันทองได้เสมอ แต่ทำไมนางจำตนไม่ได้ คงจะลืมเรื่องราวทีไร่ฝ้ายแล้วกระมัง ได้ผัวดีมีเงินมากมายก็เลยลืมผัวเก่า

"เจ้าลืมนอนซ่อนพุ่มกระทุ่มต่ำ

เด็ดใบบอนช้อนน้ำที่ไร่ฝ้าย

พี่เคี้ยวหมากเจ้าอยากพี่ยังคาย

แขนซ้ายคอดแล้วเพราะหนุนนอน

เจ้ามาได้ผัวดีมีทรัพย์มาก

มาลืมเรือนเพื่อนยากแต่เก่าก่อน

หลงเชิงขุนช้างช่างชะอ้อน

กอดท่อนซุงสักสำคัญคน"

นางวันทองเมื่อได้ฟังคำตัดฟ้อเรื่องไร่ฝ้าย ก็จำได้ว่าเป็นขุนแผน ก็หันไปปลุกขุนช้างแล้วว่า มัวแต่นอนอยู่ ไม่กลัวพระกาฬจากเมืองกาญจนบุรีหรือ ขุนแผนก็กล่าวหาว่านางตระบัดสัตย์ นางวันทองให้มีความเจ็บแค้นใจมากจึงว่า ตนยังจำความหลังทั้งหมดได้ ที่ขุนแผนเรียกนางลาวทองมาตบตน และแขวนหนังสือด่าไว้ว่าเหมือนกากี ที่ตนต้องเสียตัวให้ขุนช้างก็เพราะขุนแผนไม่เคยใยดีด้วย ที่มานี่เพราะนางลาวทองไปแล้วหรืออย่างไร จึงกลับมาหาเมียเก่า

"นี่ลาวทองจากห้องไปแล้วฤๅ

จึงถึงดื้อเดือดมาเวลาค่ำ

ไม่ตามใจขัดใจจึงเพ้อพำ

นี่อดน้ำแล้วสิเลี้ยวมากินตม"

ขุนแผนพานางวันทองหนี

ขุนแผนจึงว่า ที่มาวันนี้จะมารับกลับไป นางวันทองก็ฉุดขุนช้างไว้ ขุนแผนก็เป่ามหาละลวยไปที่นางวันทอง นางวันทองก็หายแค้นลงเพราะต้องอาคม และบอกว่าจะไปด้วย แล้วจึงเข้าห้องไปเก็บเสื้อผ้า

"ว่าพลางลุกย่างเข้าในห้อง

หาของค้นลูกกุญแจไข

เปิดหีบหอมฟุ้งจรุงใจ

ล้วนใหม่ใหม่ไหมด้ายมีหลายพรรณ

หยิบหยิบแล้วก็จีบประจงพับ

หับหีบไขต่อขมีขมัน

ผ้าหอมย้อมสีระยับมัน

น้ำมันจันทน์ประทิ่นกลิ่นขจร

เช็ดหน้าผ้าไหมฝรั่งห่อ

ไขต่อหีบทองเถือกสลอน

เพชรนิลมรกตอรชร

พิรอดร่อนเรือนเพชรพะพรายตา"

เมื่อเก็บเสื้อผ้าแล้วก็เดินมาที่เตียงขุนช้าง และมนต์สะกดเสื่อมลง นางก็ให้เสียใจก้มลงกอดเท้าขุนช้าง  แล้วบอกว่าตนคงหมดบุญเท่านี้ที่จะอยู่ด้วย และที่ไปกับขุนแผนนั้นก็เพราะถูกขู่เข็ญมิได้นอกใจ แล้วนางวันทองก็เขียนหนังสือเหน็บไว้ให้ขุนช้างที่ฝาเรือน  แล้วกลับมากอดขุนช้างและร้องไห้จนเป็นลมสลบไป

นางวันทองสั่งเรือน

ฝ่ายขุนแผนเห็นนางวันทองเข้าไปนาน ก็จึงเดินเข้ามาพบว่านางร้องไห้จนสลบไป ก็เสกน้ำลูบหน้า จนนางวันทองฟื้นขึ้น แล้วขุนแผนก็จูงมือนางวันทองออกมา  เมื่อนางวันทองผ่านหน้าห้องนางแก้วกิริยาก็เศร้าใจ  แล้วนางวันทองก็ดูสิ่งต่างๆรอบตัว  แล้วยิ่งเสียใจอาลัยรัก

"ถึงกลางนอกชานละลานจิต

ตะลึงคิดลังเลดูเคหา......

มะขามโพรงโค้งคู้เป็นข้อศอก

ฝักกรอกแห้งเกราะกะเทาะล่อน

จันทน์หอมจันทน์คณาจะลาจร

มะลิซ้อนซ่อนชู้อยู่จงดี

ลำดวนเอ๋ยจะด่วนไปก่อนแล้ว

เกดแก้วพิกุลยี่สุ่นสี

จะโรยร้างห่างสิ้นกลิ่นมาลี

จำปีเอ๋ยกี่ปีจะมาพบ"

เมื่อมาถึงที่ผูกม้าสีหมอกไว้ ขุนแผนก็ให้นางวันทองขอขมา แล้วขุนแผนก็พานางวันทองขี่ม้าสีหมอกออกไปทางประตูตาจอม จนเดินทางมาถึงวัดตะลุ่มโปงนางวันทองจึงค่อยคลายเศร้า จนถึงลำน้ำบ้านพลับ  เรียกเรือจ้างให้ช่วยนำเรือมารับเพื่อข้ามน้ำ

ชมนกชมไม้

ขุนแผนพานางวันทอง และสีหมอกลงเรือข้ามฟากมา  จากนั้นก็เดินทางเรื่อยมาจนถึงเขาพระ  จนล่วงเข้าในป่าซึ่งมีสัตว์ต่างๆและพรรณไม้มากมาย

ฝูงลิงไต่กิ่งลางลิงไขว่

ลางลิงแล่นไล่กันวุ่นวิ่ง

ลางลิงชิงค่างขึ้นลางลิง

กาหลงลงกิ่งกาหลงลง

เพกากาเกาะทุกก้านกิ่ง

กรรณิกากาชิงกันชมหลง

มัดกากากวนล้วนกาดง

กาฝากกาลงทำรังกา

เสือมองย่องแอบต้นตาเสือ

ร่มหูกวางกวางเฝือฝูงกวางป่า

อ้อยช้างช้างน้าวเป็นราวมา

  

สาลิกาจับกิ่งพิกุลกิน....."

   

 

"ขุนแผนปรีดิ์เปรมเกษมจิตต์

นั่งแนบแอบชิดแล้วชมขวัญ

จะสีหลังให้เจ้าเราผลัดกัน

วันทองหันหน้าค้อนด้วยงอนใจ

เจ้านั่งเรียงเคียงไหล่ใกล้ขุนแผน

นางเหยียดยื่นแขนออกมาให้

ขุนแผนแขนสอดไปทันใด

เคล้นไคล้ทรวงนางแต่เบาเบา...."

ขุนช้างตามนางวันทอง

ฝ่ายขุนช้างเมื่อสิ้นมนต์สะกดก็ตื่นขึ้น แล้วมองไม่เห็นนางวันทอง ก็ตะโกนเรียก แล้วรีบลุกขึ้นมาที่หอกลางเห็นม่านขาด  ก็รู้ว่าขุนแผนมาลักพานางวันทองไป จึงกอดม่านร้องไห้ พร้อมกับด่าบ่าวไพร่ว่า ผู้ร้ายขึ้นบ้านไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันหมด แล้วเที่ยววิ่งตามหานางวันทอง พบหนังสือเหน็บอยู่ข้างฝา ซึ่งนางวันทองเล่าว่าขุนแผนสะกดคน แล้วขึ้นเรือนมาลักพาตัวไป ให้ติดตามไป จึงเรียกศรพระยามาว่า ขุนแผนบุกขึ้นมาจนถึงห้องและลักพาตัวนางวันทองไป ศรพระยาได้ฟังขุนช้างด่าก็ว่า ตนนั้นอยู่เรือนอื่น ขุนช้างอยู่เรือนนี้ถูกกล้อนผมยังไม่ตื่นเลย นางวันทองนั้นเขาคงไม่รักขุนช้างจึงได้หนีไป จะไปเสียดายทำไม ขุนช้างก็ตอบด้วยความแค้นว่า ไม่เสียดายนางวันทองแต่เสียดายเงินทองที่ถูกลักเอาไป แล้วขุนช้างก็มาหานางเทพทอง เพื่อลาไปตามนางวันทอง นางเทพทองว่า นางวันทองหนีตามผู้ชายไป จะไปรักไปตามทำไม  ผู้หญิงดีดีในสุพรรณบุรีมีมากมายจะไปสู่ขอมาให้ ขุนช้างจึงว่า นางวันทองนั้นไม่ชั่วหรอก ที่ต้องไปเพราะขุนแผนจะฆ่าจึงต้องยินยอม ซึ่งนางได้เขียนหนังสือบอกไว้ เมื่อนางเทพทองห้ามปรามไม่ได้ ก็อวยพรให้ขุนช้างได้ติดตามพบนางวันทอง และให้ขุนแผนพ่ายแพ้แก่ขุนช้าง

ขุนช้างเตรียมพล
เมื่อรับพรจากนางเทพทองแล้ว ให้ศรพระยาเตรียมบ่าวไพร่พร้อมอาวุธ ติดตามนางวันทองไปในป่า

"จัดแจงแต่งตัวนุ่งยก

เข็มขัดรัดอกแล้วโจงหาง

ผูกตัวเข้าเป็นพรวนล้วนเครื่องราง

พระปรอทขอดหว่างมงคลวง

ลูกไข่ดันทองแดงกำแพงเพชร

ไข่เป็ดเป็นหินขมิ้นผง

ตระกุดโทนของท่านอาจารย์คง

แล้วอมองค์พระคะวัมล้ำจังงัง

ลงยันต์ราชะปะท้ายทอย

ยังหยอมแหยมหยอกหยอยเหมือนหอยสังข์

จับถือของ้าวก้าวเก้กัง

ขึ้นนั่งคอช้างพลายกางพลัน"

เมื่อออกมานอกเมืองสุพรรณ บังเอิญพบพรานป่าเห็นผู้ร้ายขี่ม้าลักพาเมียตนไป จึงให้พรานป่ารีบนำทางไป  ฝ่ายโหงพรายและกุมารทองเห็นมีกำลังยกมาก็รีบไปบอกขุนแผน  ที่นอนหลับอยู่ใต้ต้นไทรกับนางวันทอง 

เมื่อรู้เรื่องขุนแผนก็ปลุกนางวันทองว่าให้เตรียมตัวดูศึกชู้กับผัว  นางวันทองจึงว่าที่มานี่ก็ตัดอาลัยขุนช้างมาหวังฝากชีวิตไว้ จะขอตายอยู่ที่นี่ไม่กลับไป ขุนแผนฟังแล้วก็ดีใจและร่ายมนต์วิเศษกำบังนางวันทองไว้ไม่ให้ใครเห็น จากนั้นก็ขึ้นม้าสีหมอก แล้วสั่งให้พรายไปถอนหญ้าแพรกมา แล้วเสกเป็นคนมากมายแต่ให้ซ่อนตัวไว้ก่อน เมื่อขุนแผนเรียกจึงค่อยออกไปช่วยรบ

"จึงสั่งพรายให้ถอนหญ้าแพรกส่ง

ปลงอารมณ์โอมอ่านพระคาถา

กลายเป็นคนพลันมิทันตา

ศาสตราง้าวทวนก็ถ้วนตน"

ขุนแผนรบขุนช้าง

ขุนแผนออกไปต่อสู้กับขุนช้าง  ขุนช้างพ่ายแพ้ตกคอช้างหนีไปนั่งแอบอยู่ในดงหนาม ศรพระยาให้บ่าวไพร่หาขุนช้าง ส่วนขุนแผนนั้นเมื่อชนะขุนช้างก็ไม่ได้ติดตามไป เพราะห่วงนางวันทอง ใกล้รุ่งสางก็ชวน  นางวันทองออกเดินทาง โดยว่าเราจะอยู่ที่นี่นานไม่ได้  เพราะขุนช้างอาจไปทูลพระพันวษาให้ยกกองทัพมาจับ ควรจะไปในป่า ฝ่ายกุมารทองก็นำขุนแผนและนางวันทองเดินทางข้ามเข้าป่ามาถึงเขตไร่ของบ้านละว้า ขุนแผนได้พานางวันทอง เข้าไปในไร่จนมาถึงบ้านละว้า  ยายละว้าให้จัดที่นอนแล้วเอาเผือกมันมาให้กิน  ส่วนขุนแผนก็เอาสร้อยตุ้มหู กำไล แหวนพิรอดให้สาวชาวละว้า  และสั่งให้กุมารทองคอยดูทัพว่ามีติดตามมาหรือไม่

ขุนช้างกลับบ้าน

ฝ่ายขุนช้างเจ็บแค้นใจมาก คิดจะไปทูลพระพันวษาให้สั่งกองทัพมาจับขุนแผน  แล้วสั่งศรพะยาให้ผูกช้างและให้บ่าวไพร่รับเดินทางกลับ  เมื่อมาถึงเรือนแล้วก็ให้คิดถึงนางวันทองมาก นางศรีประจันรู้ข่าวว่าขุนช้างแพ้กลับมา ก็มาเยี่ยมขุนช้างเล่าให้ฟังว่า ขุนแผนกลับพานางวันทอง และเครื่องเงินทอง  เสื่อผ้าไป ตนได้ตามไปพบที่ต้นไทรในป่าได้ต่อสู้กัน เกือบจะจับขุนแผนได้ ช้างเกิดตื่นวิ่งเข้าป่า ขุนแผนหนีไปได้ แต่นางศรีประจันไม่เชื่อ เพราะรู้ว่าขุนแผนเป็นคนเก่งและชำนาญการรบ

ขุนช้างเข้าเฝ้าพระพันวสา

ฝ่ายขุนช้างบอกนางศรีประจันว่า ตนแค้นขุนแผนมากจะตามไปฆ่าขุนแผนให้ได้ แต่จะไปทูลขอทัพใหญ่กับพระพันวษาเสียก่อน แล้วขุนช้างก็สั่งให้ศรพระยาผูกช้างเดินทางไปอยุธยา เมื่อถึงศาลาในวัง ขุนช้างบอกว่า ขุนแผนได้ซ่องสุมพรรคพวกโจรไว้มากมายพอจะจับขุนแผน ขุนแผนกลับหนีเข้าป่าไป  จึงกลับมาเฝ้าพระพันวษาขอกลับกองทัพไปช่วย

ขุนช้างฟ้องว่าขุนแผนเป็นกบฎ

เวลาบ่ายพระพันวษาก็เสด็จออก ขุนนางเห็นขุนช้างหมอบอยู่จึงถามว่าใครตีมา ขุนช้างตกใจพูดเลอะเทอะ กลัวพระพันวษาจนจับความไม่ได้  พระพันวษาให้จมื่นศรีถามให้  ขุนช้างหายตกใจจึงเล่าเรื่องแล้วโกหกปะปนลงไปด้วยว่า ขุนแผนจับนางวันทองและขนข้าวของเงินทองไป  ตนก็ให้บ่าวไพร่ออกตามหาไป แต่ขุนแผนมีลูกน้องเป็นโจรหลายร้อยคน ได้ออกมาฆ่าฟันบ่าวไพร่  แล้วขุนแผนก็มาจับตนไว้ และเฆี่ยนด้วยหวายหนามจนได้รับบาดเจ็บ  พร้อมกับได้พูดจาท้าทายว่า หากพระพันวษามาด้วย ก็จะขอชนช้างให้รู้แพ้ชนะ จะได้ชิงเอาศรีอยุธยา และจะได้ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ต่อไป  ทั้งขุนแผนได้ปลูกตำหนักไว้ในป่า มีค่ายป้อมมากมายหากทิ้งไว้จะเกิดกลียุคได้

พระพันวษาให้กองทัพตามขุนแผน

ฝ่ายสมเด็จพระพันวษาฟังเรื่องราวและตรึกตรองดูแล้วก็ว่า  เรื่องนี้เท็จจริงอย่างไรไม่รู้ หากจะฟังความข้างเดียวคงไม่ถูกต้อง เมื่อคิดแล้วก็ตรัสสั่งให้ จมื่นศรีจมื่นไวยเป็นแม่ทัพยกทัพห้าพันไปดูให้แน่ชัดว่า มีตำหนักของขุนแผนจริงหรือไม่ หากเมื่อพบขุนแผนจงบอกให้เข้ามาเฝ้าเพื่อชำระความ อย่าได้กลัวว่าจะจับมาฆ่าตี หากไม่มาก็จงฆ่าแลัวตัดหัวเสียบไว้ในป่า จมื่นศรีและจมื่นไวยรับคำสั่งแล้ว เมื่อได้ฤกษ์เช้าวันรุ่งขึ้น ก็บอกให้ทุกคนรวมทั้งขุนช้าง ไปพร้อมกันที่ วัดไชยชุมพล ก่อนสี่โมงเช้าวันพรุ่งนี้ มีขุนนางชื่อ ขุนเพชรอินทรา และขุนรามอินทราก็จะต้องไปทัพในคราวนี้ด้วย เมื่อกลับมาให้เมียเตรียมเสบียงอาหาร บ่าวไพร่เตรียมช้างม้า พอค่ำก็เข้านอน เมียขุนเพชรอินทราฝันว่า ถูกฟันตัวขาดเป็นสองท่อน แล้วผ่าอกควักหัวใจขว้างทิ้ง ก็ตกใจตื่นบอกให้ผัวทำนายฝันให้ ขุนเพชรรู้ว่าฝันร้าย แต่แกล้งบอกว่านอนมากก็ฝันมาก ส่วนเมียขุนรามอินทรานั้น ฝันว่าฟันหักสามซี่ ตกใจตื่นให้ผัวทำนายฝัน ขุนรามอินทราก็แกล้งบอกว่า ที่ฝันอย่างนี้เพราะ   เป็นห้วงที่จะไปทัพไกล รุ่งขึ้นเมื่อได้ฤกษ์ จมื่นศรีและจมื่นไวย ก็คุมทัพเดินทางมาถึงสามโก้ในตอนเย็น ก็ให้พักทัพหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นเมื่อเดินทัพมาถึงท่าต้นไทรไม่พบขุนแผน ก็ให้เดินทัพต่อไปถึงจระเข้สามพันก็ให้พักพลอยู่ที่นั่น แล้วให้ไพร่พลดูลาดเลา ขุนช้างและศรพระยาจึงลงจากช้างขึ้นไปบนต้นไม้ ก็เห็นสีหมอกกินหญ้า ส่วนขุนแผนและนางวันทองนอนกอดกันอยู่ ทำให้ขุนช้างโกรธมาก ฝ่ายโหงพรายเห็นคนมาวุ่นวายอยู่แถวนั้น ก็ไปหลอกหลอนจนขุนช้างตกใจตกลงมาจากต้นไม้ รีบวิ่งมาบอกจมื่นศรีว่าพบขุนแผนกับนางวันทองแล้ว

จมื่นศรีให้ล้อมขุนแผน

จมื่นไวยกับจมื่นศรี ได้ฟังก็สั่งให้ไพร่พลล้อมไว้ไกล ๆ แต่อย่าพึ่งบุกเข้าไปใกล้ จากนั้นก็ตีฆ้องแล้วยิงปืนดังสนั่นโหงพรายก็มาบอกขุนแผนว่า มีทัพมาล้อมไว้ ฝ่ายนางวันทอง เห็นทัพที่มีไพร่พลมากมายก็ตกใจ กอดขุนแผนร้องไห้แล้วว่า กองทัพที่มาล้อมมีไพร่พลมากมาย ขุนแผนจะไปรบกับเขาได้หรือ คงจะถูกฆ่าตายเป็นแน่ หากจะหลบหนีไปกับม้าสีหมอกก็จะไปได้อย่างไร ทั้งยังต้องมาห่วงใยตนอีก ขุนแผนจึงบอกกับนางวันทองว่า ต่อให้มีมากกว่านี้อีกสิบเท่าก็ไม่กลัว จะพานางวันทองไปหลบซ่อนในป่าเสียก่อน แล้วก็อ่านพระเวทนะจังงัง พานางขึ้นนั่งบนหลังม้าสีหมอก และขี่ม้าผ่านหน้าไพร่พลของกองทัพไปโดยมีภูตพรายห้อมล้อมเต็มไปหมด ทหารก็ยืนกันเฉย เมื่อผ่านมาเห็นขุนช้าง ขุนแผนก็ชี้ให้นางวันทองดูแล้วกับบอกว่า ตนนั้นอยู่กับนางวันทองเพียงสองคน จะต่อสู่กับไพร่พลมากมายนี้ได้อย่างไร แต่เนื่องจากเพราะรักนางวันทองจึงยอมตาย แล้วขุนแผนก็จูบนางวันทองเย้ยขุนช้างเล่น

เมื่อมาถึงใต้ต้นไทร ก็พานางวันทองลงจากม้า แล้วบอกให้นางคอยอยู่ที่นี่ ตนจะออกไปดูขุนช้างก่อนจะเอาอย่างไร หากทำดีก็จะให้มีชีวิตรอดกลับไป หากอยากจะรบก็จะฆ่าให้ตาย เมื่อเสร็จศึกแล้วจะกลับมารับ จากนั้นก็อ่านพระเวทผูกใจนางวันทองไว้ แล้วเสกทรายโปรยเป็นกำแพง และถอนหญ้ามามัดเป็นหุ่น แล้วเอาน้ำมนตร์ประพรมจนกลายเป็นคนมีอาวุธครบมือ

" สิ้นทัพแล้วจะกลับมารับเจ้า

ครู่เดียวมันก็เข้าในป่าหาย

ว่าแล้วอ่านมนตร์สนธยาย

ร่ายพระเวทผูกจิตวันทองพลัน

จึงเอาทรายปรายโปรยโรยล้อม

เป็นกำแพงเพชรป้อมเขื่อนขันธ์

ถอนหญ้ามามัดเป็นหุ่นพลัน

ถ้วนพันวางเรียงเคียงกันไป

แล้วเสกบริกรรมสำทับ

เกิดเป็นไฟวับวับดังจะไหม้

เอาน้ำมนตร์ประหุ่นลงทันใด

ไฟดับหุ่นหายกลายเป็นคน

มีอาวุธครบมือถือประจำ

แต่งตัวกำยำอย่างพหล

ต่างเคารพนบนอบยอบตน

ขุนแผนสั่งขุนพลไปทันที"

หลังจากพวกไพร่พลทัพทั้งหน้าหลังต้องนะจังงังไปพักใหญ่ก็ได้สติ ก็ไต่ถามกัน

ขุนแผนพูดโต้ตอบกับจมื่นศรี

จมื่นศรีกับจมื่นไวยก็ขี่ช้างมา เมื่อมาใกล้ขุนแผนก็บอกขุนแผนว่า มีรับสั่งให้ยกทัพมา จมื่นศรีกับจมื่นไวยตอบว่า พระพันวษาให้เรายกทัพมาไต่สวนเรื่องที่ลักตัวนางวันทองเมียขุนช้างมา แล้วยังคบคิดกับพวกโจรป่าหวังจะตั้งตัวเป็นใหญ่ ทั้งยังปลูกตำหนักป่า มีค่ายป้อมมากมาย และได้ฆ่าบ่าวไพร่ขุนช้างตายเป็นร้อยนับว่าเป็นกบฏ ทั้งยังท้าทายให้สมเด็จพระพันวษาออกมาชนช้างด้วย สำหรับเรื่องฆ่าฟันบ่าวไพร่ของขุนช้างทรงไม่เอาโทษ แต่ให้รับขุนแผนกับนางวันทองไปแก้ข้อกล่าวหา เรื่องลักพาตัวนางวันทองมา ขุนแผนตอบจมื่นศรีว่า  เรื่องนางวันทองนั้นมันมีเรื่องยาวมาแต่ครั้งก่อน ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ก็เพราะผู้หญิงคนเดียว ขุนช้างยกไพร่พลมาเข้าล้อมจะไม่สู้ก็ตาย เป็นชายก็ไม่ควรหนี จึงได้เข้าต่อสู้จนบ่าวไพร่แตกหนีไปในป่าไม่ได้ไล่ฟัน แต่ขุนช้างกลับไปทูลว่า เราฆ่าฟันบ่าวไพร่ ที่มีรับสั่งให้มารับตัวกลับไปนั้น หากมีอาญาก็ไม่มีใครช่วยได้ ขอให้ท่านจงยกทัพกลับไปก่อน เมื่อหายกริ้วแล้วก็จะตามเข้าไปเฝ้า ฝ่ายจมื่นศรีกับจมื่นไวย ได้ฟังขุนแผนก็บอกว่า ขุนแผนนั้นเป็นคนดีมีวิชาคงจะเข้าใจ หากพระพันวษารู้ว่า พบแล้วไม่พาตัวกลับไปก็จะพิโรธ ความเก่าของขุนแผนก็ยังมีผิดติดตัวอยู่ พระองค์อาจจะเห็นเข้าข้างขุนช้างได้ ควรจะรีบเข้าไปเฝ้าเพื่อแก้ไขมลทินให้หมด หากดื้อดึงก็จะใช้กำลังจับไป ขุนแผนได้ฟังก็คิดว่า หากขัดขืนก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ จึงเบี่ยงบ่ายว่าตนนั้นกลัวพระอาญา หากจมื่นศรีกับจมื่นไวยไม่กรุณา คิดแต่จะใช้กำลังจับตนไปก็จนใจ

จมื่นศรีสั่งจับขุนแผน

จมื่นศรีกับจมื่นไวยได้ฟังก็ให้ไพร่พลล้อมจับเป็น ขุนแผนก็อ่านมนต์และตวาดอำนาจครุฑ ผู้คนก็หยุดยืนนิ่งอยู่ แล้วขุนแผนก็ชักสีหมอกไว้ไม่เข้ารบ เพราะเกรงจะเป็นคนทรยศ ฝ่ายขุนเพชรกับขุนราม ซึ่งเป็นทัพปีกซ้ายและปีกขวาคิดว่าขุนแผนจะคิดขบถยึดเมือง จึงขับช้างเข้ามาเป็นปีกกา ล้อมขุนแผน กล่าวประนามขุนแผนด้วยประการต่าง ๆ และลามปามไปถึงขุนไกรกับนางทองประศรี พ่อแม่ของขุนแผน แล้วก็ขับช้างเข้าไปหาขุนแผน

กองทัพแตกหนีขุนแผน

ขุนแผนได้ฟังก็แค้นใจมากจึงร่ายเวทเรียกหุ่นออกมาจากดงรัง หลังจากสู้รบกัน ขุนแผนฆ่าขุนเพชรกับขุนรามตาย ทัพของจมื่นศรีกับจมื่นไวยแตกพ่ายเข้าป่า จากนั้นขุนแผนก็ขี่ม้าสีหมอกกลับไปหานางวันทอง แล้วบอกว่าได้ฆ่าขุนเพชร กับขุนรามตาย 

".....ขุนรามแทงกรอกด้วยหอกใหญ่

ถูกไหล่ไม่ถนัดสบัดหัน

ขุนแผนถาโถมเข้าโรมรัน

ฟันขุนรามตกช้างลงกลางดิน

โดดจากหลังม้าฟาดบ่าฉับ

ล้มพับฟันซ้ำคมำดิ้น

ขุนรามสิ้นใจเลือดไหลริน

สิ้นคนหนึ่งแล้วไอ้ตัวการ....."

ส่วนขุนช้างนั้นไม่ได้ฆ่าเพราะเกรงใจนางวันทอง ฝ่ายกองทัพที่หลบหนีมาก็ไปคอยกันอยู่ที่สามโก้ คนที่กลับมาครบคงเหลืออยู่เพียงห้าร้อยคน แล้วจึงเดินทางกลับไปอยุธยา

จมื่นศรีเข้าเฝ้า

รุ่งขึ้น จมื่นศรีกับจมื่นไวยและขุนช้างไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระพันวษา เมื่อสมเด็จพระพันวษาเสด็จออกไม่เห็น ขุนเพชรและขุนรามก็ตรัสถาม รวมทั้งเรื่องขุนแผนด้วย จมื่นศรีกับจมื่นไวยก็ทูลว่าได้ยกทัพถึงตำบลต้นไม้ไทร พบขุนแผนและนางวันทองพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไทร ไม่เห็นมีพลับพลาและค่ายอย่างที่ขุนช้างทูล แล้วก็ไม่มีโจรป่าอีกด้วย เมื่อไปถึงก็จัดทัพล้อมไว้ ขุนแผนได้พานางวันทองขึ้นม้าหนีออกไป เมื่อตามไปก็ไม่เห็นนางวันทอง พบแต่ขุนแผนก็บอกแต่ขุนแผนว่า พระองค์มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าเพื่อตัดสินความเรื่องนางวันทอง ขุนแผนได้ตอบว่า นางวันทองเป็นเมียขุนแผน โดยได้แต่งงานปลูกหออยู่ด้วยกัน จนกระทั่งขุนแผนต้องถูกทัพไปรบที่เชียงทอง ขุนช้างกลับลวงว่าขุนแผนตาย จนนางศรีประจันยกนางวันทองเป็นเมียขุนช้าง เมื่อขุนแผนตามมาเอาเมียคืนไป ขุนช้างก็ยกบ่าวไพร่ตามไปพบที่ใต้ต้นไทรแล้วให้บ่าวไพร่ฆ่าฟัน ขุนแผนก็ต้องตอบโต้ ส่วนขุนเพชรกับขุนรามนั้น ไปกล่าวหยาบหยาม ลำเลิกว่าขุนแผนลักพานางวันทองและคิดเป็นกบฏ และลำเลิกถึงโคตรเง่าของขุนแผน แล้วขี่ช้างเข้าจะตัดหัวขุนแผน ขุนแผนสู้หนีถึงสามครั้ง ก็ยังถูกขุนเพชรและขุนรามตามไล่ล่าฆ่าอีก จึงเข้าต่อสู้แล้วฆ่าขุนเพชรกับขุนรามตาย ไพร่พลก็หนีกกระจัดกระจาย และตายไปถึงสี่พันห้าร้อยกว่าคน

พระพันวษาให้กักด่านขุนแผน

สมเด็จพระพันวษา ได้ฟังเรื่องราวก็โกรธมาก แล้วว่าทัพไปตั้งมากมายสู้ขุนแผนคนเดียวไม่ได้ เลี้ยงไว้เสียข้าวสุก แล้วให้ฝ่ายกลาโหมและฝ่ายมหาดไทย ให้มีหนังสือไปทั่วทุกจังหวัดทั้งในหัวเมืองเอก โท ตรี และจัตวา ว่าหากใครเห็นขุนแผนให้จับตัวมาเป็นเป็น แล้วบอกรูปพรรณสัณฐานของขุนแผนให้ทุกคนรู้ด้วย ฝ่ายขุนแผนก็อาศัยอยู่กับนางวันทองที่ในป่า คืนหนึ่งนางวันทองฝันว่า เอื้อมมือไปในอากาศ หยิบดวงอาทิตย์มากินแล้วกลืนลงไป และมีชายคนหนึ่งมาควักตาข้างขวาทิ้งไป แต่เอาดวงอื่นมายื่นให้แต่ก็ยังมืดมัวกว่าเก่า ให้ขุนแผนทำนายฝันให้ ขุนแผนฟังแล้วเห็นว่า ความฝันมีทั้งดีและร้าย ที่เอาดวงอาทิตย์มากินจะได้ลูกชายที่มีฤทธ์ และเป็นที่พึ่งพาในภายภาคหน้า ส่วนที่ฝันว่าถูกควักตานั้น จะมีความลำบากมากในวันข้างหน้า แต่เรื่องร้ายนี้ขุนแผนกลัวนางวันทองจะกลุ้มใจ จึงบอกแต่ว่าฝันดี

ขุนแผนลุแก่โทษ

ฝ่ายนางวันทองรู้ว่าตนท้องก็คิดว่า หากอยู่บ้านก็จะมีความสุข แต่หากอยู่ในป่าก็จะมีความลำบาก จึงร้องให้ เมื่อขุนแผนเห็นนางวันทองร้องไห้ก็แปลกใจที่นางท้องแล้วทำไมต้องร้องไห้ แต่ก็ปลอบนางว่า เราจะอยู่ที่นี่กันอีกไม่นาน แต่ต้องไปหลบอยู่ตามภูเขาไม่ให้ใครมาพบ จนกว่าสมเด็จพระพันวษาจะหายพิโรธ แล้วก็เรียกภูตพรายมาบอกและพานางขี่ม้าสีหมอกออกจากป่าไป  จนล่วงไปหลายเดือนครรภ์นางวันทองแก่ถึงเจ็ดเดือน  ขุนแผนก็เกิดความสงสารลูกในท้องของนางวันทองมาก นางวันทองเห็นขุนแผนหม่นหมอง จึงถามว่า ร้องไห้ทำไมหรือไม่อยากอยู่กับนางแล้ว ขุนแผนบอกว่าไม่เคยคิดจะไปจากนาง เพราะตนรักนางเหมือนดวงใจ เคยรักมาอย่างไรก็ยังคงรักอยู่ แต่ที่ร้องไห้นั่นก็เพราะคับแค้นใจมากที่เห็นท้องของนางวันทองแก่มาก คงจะคลอดลูกในไม่ช้า แต่ต้องมาอยู่ในป่า ห่างบ้านไม่มีหยูกยา ที่นอนหมอนมุ้ง ต้องกรำแดดกรำฝนก็คิดสงสารลูก

ขุนแผนพาวันทองไปหาพระพิจิตร

เมื่อคลายเศร้าโศกแล้ว ขุนแผนก็คิดได้ว่า มีข่าวว่า พระพิจิตรบุษบาเป็นคนใจดี ใครขัดสนก็ไปขอพึ่งพาได้ดังนั้นจะไปพึ่งพา หากจะถูกส่งไปอยุธยาก็ไม่เป็นไร  เพราะตนยังมีความดีอยู่มาก  แล้วก็พานางวันทองไปเมืองพิจิตร

"สิบวันดั้นพนมพนาวา           ชักม้าเข้าพิจิตรบุรี
พอถึงวัดจันทร์ตะวันพลบ       แวะเคารพรูปพระชินสีห์"

ฝ่ายพระพิจิตรอยู่กับลูกเมียที่บ้าน  เมียของพระพิจิตรนั้นกำลังท้องได้ห้าเดือนขุนแผนก็กำบังตัวและนางวันทอง มาจนถึงประตูบ้านแล้วคลายพระเวท คลานเข้าไปหาพระพิจิตร เมื่อถึงตัวพระพิจิตรก็ร่ายพระเวทไป  ส่วนพระพิจิตรเห็นหญิงชายเข้ามาไหว้ ก็ถามว่าจะไปไหนกัน บ้านช่องอยู่ที่ไหน แล้วทั้งสองคนเป็นอะไรกัน ฝ่ายขุนแแผนกับนางวันทองก็กราบลง แล้วขุนแผนก็บอกว่าตัวชื่อขุนแผน ส่วนหญิงนั้นเป็นนางวันทอง แล้วเล่าเรื่องราวให้ฟังตั้งแต่ต้นจนปลาย ฝ่ายพระพิจิตร ได้ฟังผัวเมียเล่าเรื่องราวและประกอบกับทั้งพระเวท ทำให้นึกรักคนทั้งสองเหมือนลูก แล้วพาขึ้นไปบนจวนสั่งบ่าวไพร่ให้หาอาหารมาต้อนรับ แล้วให้พักที่เรือนที่ต่อออกมาจากเรือนเดิมอย่างเป็นสุข

นางแก้วกิริยาไถ่ตัวจากขุนช้าง

ฝ่ายนางแก้วกิริยาเมื่อได้เงินจากขุนแผนมาสิบห้าชั่ง ก็ได้เอาไปไถ่ตนเองจากขุนช้างแล้วเดินทางไปอยู่กรุงศรีอยุธยากับเพื่อนบ้าน นางเป็นหญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามและกริยามารยาทงดงามชายใดเห็นก็รักก็ชอบ  แต่นางไม่สนใจเพราะตนมีผัวอยู่แล้ว  และได้ทำมาหากินโดยขายผลไม้ หมาก พลู บุหรี่ อยู่ที่ในกรุงศรีอยุธยานั่นเอง

ขุนแผนขอให้พระพิจิตรบอกส่งกรุงศรี

ฝ่ายขุนแผนได้มาอยู่จวนพระพิจิตรอย่างสุขสบาย วันหนึ่งก็คิดขึ้นว่าแม้ว่าพระพิจิตรจะรักใคร่ตนเหมือนลูก  แต่นานเข้าความเก่าก็จะเปิดเผยขึ้น เพราะพระพันวษายังทรงพิโรธอยู่คงกำชับให้กรมการหรือทางด่านคอยสืบหา  เพื่อจับไปในวัง ด้วยมีโทษฆ่าคนตายมากมาย ซึ่งทำให้พระพิจิตรเดือดร้อนไปด้วย  จึงปรึกษานางวันทองว่าหากอยู่ที่พิจิตรต่อไป ก็จะเกิดอันตรายในภายหน้าได้ ตนจะไปบอกให้พระพิจิตรส่งตัวลงไปอยุธยาเพื่อแก้ข้อกล่าวหาของขุนช้าง และการที่เข้าไปเองนี้จะทำให้โทษเบาลงก็ได้ ที่ทำลงทั้งหมดนี้ก็เพราะรักนางวันทองจึงเอาชีวิตเข้าแลก หากจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่กรรมที่ทำมา นางวันทองได้ฟังขุนแผนพูดก็ร้องไห้ แล้วว่าพวกเรานั้นมีความผิดโทษถึงประหาร พวกแตกทัพกลับไปคงทูล ว่าพวกเราเป็นกบฏ หากจำเป็นจะต้องลงไปอยุธยาก็คงจะต้องตาย ตนเองก็ไม่กลัวในข้อนี้ กลัวอยู่อย่างเดียวคือ จะจับส่งให้อยู่กับขุนช้าง ขุนแผนได้ฟังก็ปลอบนางวันทองว่า หากจะส่งนางวันทองไปให้ขุนช้าง ตนก็ตามไปฆ่าไม่ให้ขุนช้างได้นางวันทองไป แล้วจึงชวนนางวันทองเข้าไปหาพระพิจิตร ขุนแผนได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง แล้วว่าที่พระพิจิตรได้ปิดบังโดยมีตนอาศัยอยู่ในบ้าน หากพระพันวษาทรงรู้เข้าก็จะเกิดอันตรายได้ ฉะนั้นขอให้พระพิจิตรพาไปส่งที่อยุธยา เมื่อพระพิจิตรได้ฟังก็บอกกับขุนแผนว่า เดิมจะขอตัวไว้ช่วยราชการสงคราม แต่ขุนแผนนั้นมีคดีติดตัว ก็จะหาว่าตนเข้ากับคนผิด แต่จะส่งขุนแผนไปอยุธยาก็สงสาร อย่างไรก็ตามหากส่งไปพระพันวษาคงต้องทรงไต่ถามความจริงก่อนที่จะลงโทษ และเมื่อพระองค์รู้ความจริงคงไม่พิโรธ แต่ข้อรับสั่งนั้นบอกกำชับให้จับทั้งขุนแผนและนางวันทองส่งไปอยุธยา พบเมื่อไรให้จับจองจำไว้เมื่อนั้น แต่เมื่อขุนแผนกับนางวันทองตกลงใจดังนี้ ตนก็จะเขียนคำให้การที่เป็นความจริง โดยมิให้ทั้งสองคนมัวหมอง เมื่อเสร็จเรื่องแล้วก็ขอให้ทั้งสองคน ขึ้นมาอยู่ที่พิจิตร แล้วพระพิจิตรก็ให้ผู้คุมทำหนังสือแจ้งความต่อหน้าขุนนางที่ศาลากลาง