ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"

“พญาครุฑ” กับ “พญานาค”

        (ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยประเทศไทย)

        ***************************************

ก. ที่มาและมูลเหตุจูงใจ

เป็นเวลาสิบกว่าปีที่ผู้เขียนเฝ้าเพียรพยายามหาคำตอบว่า “เหตุไฉนประเทศไทย คนไทย ถึงแตกแยก เดือดร้อน และวุ่นวายทั้งๆที่เป็นเมืองพระพุทธศาสนาแท้ๆ และยังมีพระโพธิสัตว์ผู้ที่ เป็นประมุขประธานประเทศ ซึ่งปกครองประชาชนโดยธรรมอย่างสงบสุขร่มเย็นตลอดมามากกว่า ๖๐ ปี แล้วก็ตาม

            จากการศึกษาวิเคราะห์ วิจัยโดยเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกและท่านอื่นๆช่วยกันวิจัยอีกด้วย ที่สำคัญมากก็คือ การได้เรียนปรึกษาพระอริยะเจ้าผู้หยั่งรู้อดีตและอนาคต ซึ่งส่วนใหญ่ท่านก็ไม่บอก(เป็นความลับสวรรค์ รู้แล้วอาจมีอันเป็นไปทั้งแก่ผู้บอกและผู้ฟัง?) แต่ก็ได้แนะแนวทางในการศึกษาและค้นคว้าต่อไป เพื่อให้ได้คำตอบที่แคบลงมา...

            ซึ่งสรุปลงตรงคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า “ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมาจากเหตุ เมื่อมีเหตุจึงมีผล “ และอีกอย่างก็คือ “กฎแห่งกรรม” ซึ่งให้ผลอย่างเที่ยงตรงและเป็นสัจธรรมเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาใดๆเลย(เป็น “อกาลิโก”นั้นเอง) และเป็นที่น่าสังเกตว่า “หากจองเวรจองกรรมต่อกัน ไม่เลิกราและอโหสิกรรมให้กันและกันแล้ว เหตุการณ์นั้นก็จะเกิดขึ้นวนเวียนไปในสังสารวัฏนี้ อย่างมิรู้จบรู้สิ้นนั้นเอง” ดังคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร”นั้นเอง

ทำไม?คนไทยต้องทะเลาะและแตกแยกกัน?

ย้อนกลับไปในอดีตซึ่งนานมากนัก ในยุคที่มนุษย์ในโลกใบนี้ และเทพพรหมต่างๆซึ่งยังมีกิเลสเบาบาง สามารถมีฤทธิ์ มีอภิญญา สามารถรู้เห็น และเข้าใจ สามารถส่งภาษาระหว่างกันและกันได้นั้น ดัง

ตำนาน : พญาครุฑ กับ พญานาค

ที่ได้ทะเลาะและต่อสู้กัน จนเป็นตำนานอันลือลั่นและศึกษาต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ และต่อไปจนกาลปวสานนั้นเอง

 

ข. สรุป(โดยย่อๆ)

 

โดย เหล่า “พญานาค”ทั้งหลายที่มีจำนวนมายตั้ง ๑,๐๐๐ ตน(ลูกของนางกัททรุ) และมีอิทธิฤทธิ์มากมายนั้น ได้ต่อสู้กับ “พญาครุฑ” เพื่อครองความเป็นใหญ่เหนือพญาครุฑและมารดา(นางวินตา)ให้ตกเป็นทาสรับใช้ และยังได้แสดงความเหิมเกริม และอหังการ์ในเผ่าพันธุ์ของตนนั้นเอง

แต่ “พญาครุฑ” ซึ่งมีเพียง ๒ ตน(พี่ชายและน้องชาย)ต้องต่อสู้เพื่ออิสรภาพของมารดา(นางวินตา)ที่แพ้การทายปัญหาเพราะโดนโกง(จริงๆแล้วนางชนะเพราะทายปัญหาได้ถูกต้อง) จากการทายปัญหาระหว่างภรรยาของ “พระกัสยปะเทพบิดร”(สามีของนางวินตาและนางกัททรุ ผู้เป็นบิดาของนาคและครุฑในครั้งนั้น)

เรื่องมีอยู่ว่า “พระกัสยปะเทพบิดร” ซึ่งบำเพ็ญตนคล้ายฤาษี(ในสมัยโน้น) มีภรรยาหลายคน โดยมีภรรยาหลวงคือ “นางวินตา” และมีภรรยาอีกคนคือ “นางกัททรุ” โดยภรรยาทั้งหลายคอยรับใช้และปรนนิบัติสามีด้วยกัน อยู่ต่อมาหลายปีก็ยังไม่มีลูก ก็เลยทำพิธีบวงสรวงเทพพรหมให้ได้มีบุตร โดยนางกัททรุได้ขอให้มีบุตร ๑๐๐๐ ตน และให้มีอิทธิฤทธิ์ด้วย หลังจากนั้นนางก็คลอดลูกออกมาเป็นพญานาค ๑๐๐๐ ตน ล้วนมีฤทธิ์เดชทั้งสิ้น และก็ได้ช่วยงานมารดาและบิดาได้อย่างมากมายและครอบคลุมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง

ฝ่ายนางวินตาก็เร่งสร้างบุญกุศล และรักษาศีล ตลอดจนบำเพ็ญภาวนา แล้วก็ได้ขอพรให้มีบุตรที่มีบุญญาธิการมาก โดยนางขอเพียงคนเดียว จะได้มีไว้เป็นเพื่อนแม่และคอยช่วยเหลือแม่ในบางโอกาสแค่นั้นก็พอ ต่อมาไม่นานนางก็คลอดลูกออกมาเป็นไข่ ๒ ฟอง ซึ่งนางก็ทนุถนอมเฝ้าดูประคบประหงมอยู่นานหลายปีมาก แต่ก็ไม่ยอมฟักออกมาเป็นตัวสักที นางก็ร้อนใจกระวนกระวาย ก็เลยตัดสินใจทุบไข่ฟองหนึ่งให้แตกออกมา โดยไข่ฟองนั้นกลายเป็นเทพบุตรตนหนึ่ง ซึ่งก็คือ “พระอรุณ” โดยเขาก็โกรธแม่ที่ทุบเขาให้เกิดมาโดยที่ยังไม่พร้อมจึงไม่ค่อยแข็งแรงมีร่างกายส่วนบนสมบูรณ์แต่ส่วนล่างไม่ค่อยสมบูรณ์นัก จึงสาปแม่ให้เป็นทาสรับใช้คนอื่น แต่ก็ได้บอกแม่ไว้ว่าให้เลี้ยงดูไข่อีกฟองที่เหลือให้ดีๆ และไม่ต้องกังวลและใจร้อนใดๆ เมื่อถึงเวลาก็จะแตกออกมาเอง และเขาจะช่วยเหลือแม่เอง แล้วเทพอรุณก็จากลาแม่ไปเป็น “สารถี”ขับราชรถให้กับ “สุริยเทพ”(พระอาทิตย์)ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

นางวินตาก็เลยอยู่เดียวดาย เมื่อใดที่นางเห็นแม่และลูกคนอื่นๆสนุกสนานรื่นเริงช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ก็ให้รู้สึกน้อยใจ เหงาหงอย และเศร้าใจยิ่งนัก แต่นางก็เฝ้าคอย ประคบประหงมและเฝ้ารอลูกของนางอีกตนที่จะคลอดออกมาเมื่อไหร่นางก็ไม่รู้? ฝ่ายนางกัททรุและลูกๆได้แสดงความอหังการ์และข่มเหงนางอยู่บ่อยๆ และในกาลครั้งหนึ่งก็ได้ทายปัญหากันระหว่างนางทั้งสอง ซึ่งหากใครแพ้(ตอบไม่ถูก)ก็จะต้องตกเป็นทาสรับใช้ของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยคำถามมีอยู่ว่า “ในคราวที่เทพกับอสูรทำพิธีเกษียรสมุทรนั้น ได้เกิดของวิเศษ ๑๔ อย่าง หนึ่งในนั้นก็คือ “ม้าอุอุจเจศรวัส”ว่ามีหางสีอะไร? นางวินตาตอบว่า “สีขาว” ส่วนนางกัททรุตอบว่า “สีดำ” ซึ่งจริงๆแล้วเป็นสีขาว เมื่อนางกัททรุและลูกๆเห็นว่าแม่ของตนจะแพ้และจะต้องตกเป็นทาสของเขา ก็เลยใช้อิทธิฤทธิ์ของเหล่าลูกๆที่เป็นพญานาคให้เข้าไปแปลงเป็นเส้นขนของหางม้านั้นให้กลายเป็นสีดำจนหมด นางวินตาก็เลยแพ้ในการทายปัญหานี้ จึงต้องตกเป็นทาสรับใช้นางกัททรุและลูกๆเหล่าพญานาคของนางด้วยความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน และยังถูกกลั่นแกล้งต่างๆนาๆ จากนางกัททรุและเหล่าลูกๆของนางอย่างทุกข์ทรมานและอย่างเจ็บซ้ำน้ำใจยิ่งนัก

ครั้นเมื่อถึงเวลาไข่อีกฟองลูกของนางวินตาก็แตกออกมาจากไข่ กลายเป็น “เทพบุตร”มีรูปร่างครึ่งคนครึ่งนก โดยในคราวที่เกิดมานั้น ได้เกิดความสั่นสะเทือนไปทั้งสามภพจนทุกคนต่างตกใจว่าเกิดจากอะไร? เมื่อเทพบุตรกึ่งนกลืมตาอันกลมโตก็เกิดแสงสว่างและประกายประหลาดไปทั่วทั้งจักรวาล เมื่อสยายปีกทั้งสองข้างอย่างใหญ่แผ่ไปทั่วทุกสารทิศ เทพบุตรนั้นมีพละกำลังมากมหาศาล พวกเหล่านาคต่างตกตะลึงและหวาดหวั่นในอำนาจและบุญบารมียิ่งนัก นางวินตาดีใจมากและมีความสุขยิ่งนัก นางพาลูกชายกึ่งมนุษย์กึ่งนกทำงานต่างๆนาๆเพื่อรับใช้นางวินตาและลูกๆของนางเหล่าพญานาคนั้นเอง แม้ว่านางจะถูกกลั่นแกล้งและให้ทำงานหนักละสกปรกต่างๆนาๆจากการกลั่นแกล้งของเหล่าพญานาคตั้ง๑๐๐๐ ตนก็ตาม ถึงแม้จะสกปรกและหนักหนาแค่ไหนก็ทำได้และทำสำเร็จเพราะลูกของนางช่วยเหลือนั้นเอง เทพบุตรกึ่งนกกึ่งมนุษย์ก้มหน้าก้มตาช่วยเหลือแม่ทำงานทุกอย่างเพราะรักและสงสารมารดานั้นเอง ทั้งที่โดนกลั่นแกล้งและเยาะเย้ยถากถางจากนางกัททรุและเหล่าพญานาคทั้งหลายก็ตาม ซึ่งหากเทพกึ่งนกจะทำลายพวกเขาเหล่านั้นแม้เพียงนิดเดียวก็คงแหลกลาญไปในพริบตา แต่นางวินตาก็สอนลุกให้เป็นคนดี มีความอดทน และรักษาสัจจะที่ทายปัญหาแพ้(แต่จริงๆแล้วนางชนะ แต่แพ้เพราะกลโกงของเหล่าพญานาคนั้นเอง)

ด้วยความกล้าหาญและทราบความจริงทุกอย่างด้วยการสืบค้นของตัวเองแล้ว เทพบุตรกึ่งนกก็ได้เข้าไปขออิสรภาพจากนางกัททรุและเหล่าพญานาคทั้งหลาย โดยขอให้แม่ของตนเป็นอิสรภาพ ซึ่งนางกัททรุและเหล่าลูกๆของพญานาคที่มีนางวินตาและลูกของนางคอยช่วยเหลือก็สุขสบายดีจนเคยตัวแล้วนั้น ก็ไม่ยินยอมแต่อย่างใด แต่เทพบุตรกึ่งนกก็สงสารแม่อยากให้แม่สุขสบายและเป็นอิสระ จะให้ตนทำอะไรให้ก็ยอม นางกัททรุและเหล่าพญานาคอยากจะแกล้งและอยากได้สิ่งที่วิเศษที่เทพบุตรกึ่งนกจะทำให้นั้น ก็เลยแกล้งโดยการบอกว่า “ถ้าไปเอาน้ำอมฤตจากสวรรค์มาให้พวกตนได้ดื่มกินเพื่อความเป็นอมตะได้ นางและลูกๆก็จะให้อิสรภาพแก่แม่ของเทพบุตรกึ่งนกแน่นอน” โดยหวังว่าจะให้เทพกึ่งนกไปถูกฆ่าตายจากเหล่าเทพเทวดา และจากมหาเทพที่เฝ้ารักษาน้ำอมฤตอย่างดีและแน่นหนานั้นเอง แต่ถึงไม่ตาย ตัวเองและลูกๆก็ได้กินน้ำอมฤตและก็มีชีวิตเป็นอมตะ ถึงแม้นางวินตาและลูกชายเป็นอิสระก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร? ซึ่งมีแต่ได้กลับได้นั้นเอง นี่คือแผนการอันชั่วช้าและสามานย์ของแม่และลูกๆนั้นเอง แล้วเทพบุตรกึ่งนกก็ดีใจและรับปากทันที!

            (อ่านรายละเอียดใน ตำนาน : พญาครุฑ)

            “พญาครุฑ”( แปลว่า ผู้แบกภาระอันยิ่งใหญ่) สามารถกระทำภารกิจอันยิ่งใหญ่และยากลำบากนี้ ได้สำเร็จจนลือลั่นและกล่าวขานกันไปทั่วทั้งสามภพ และทั่วทั้งจักรวาลเลยทีเดียว ซึ่งแม้แต่ “พระอินทร์”หรือ “ท้าวสักกเทวราช”ผู้เป็นหัวหน้าแห่งสวรรค์ก็ยังพ่ายแพ้ และที่สำคัญ “พระนารายณ์”ผู้เป็น “มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่๑ ใน ๓ ของจักรวาล และสังสารวัฏนี้”(พระพรหม พระนารายณ์ และพระอิศวร)ผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษาและปกป้องโลกและจักรวาลตลอดจนทุกภพภูมิในสังสารวัฏนี้ ก็สู้ไม่ได้คือเสมอกันนั้นเอง

แล้วพญาครุฑก็นำน้ำอมฤตมาให้นางกัททรุและเหล่าพญานาค ๑๐๐๐ ตนนั้นได้อย่างปลอดภัย ถึงแม้จะเผชิญอุปสรรคและอันตรายมากมายเกินผู้หนึ่งผู้ใดจะสามารถกระทำการนี้ได้ก็ตาม แล้วนางวินตาผู้เป็นมารดาของพญาครุฑก็ได้รับอิสรภาพอย่างสง่างาม นางก็มีความสุขมาก มีความภาคภูมิใจ มีเกียรติ มีความสง่างาม และได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รักษาสัจจะอย่างยิ่ง ที่สำคัญนางได้มีลูกชายผู้เป็น “อภิชาติบุตร”ผู้เกิดมาช่วยเหลือนางอย่างแท้จริง และยังสามารถช่วยเหลือชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์(ผู้ที่ถือว่าเป็นพระนารายณ์อวตารมาเป็นประมุขประธาน เพื่อทำการปกครองเหล่ามนุษย์ให้มีความสุข และอยู่ในศีลในธรรมนั้นเอง)ให้คงอยู่สืบไปตราบนานเท่านานนั้นเอง

พญาครุฑได้นำหม้อน้ำอมฤตมามอบให้แก่นางกัททรุและเหล่าพญานาคลูกๆของนางทั้ง๑๐๐๐ ตน เพื่อแลกกับความเป็น "ไท" หรือ "ไทย"หรือ "อิสรภาพ"ไม่ใช่ "ทาส"นั้นเอง โดยวางไว้ที่หญ้าคา(หญ้าศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของพราหมณ์อินเดียโบราณมาจนถึงปัจจุบันนี้ และคนไทยเราก็นิยมใช้หญ้าคาพรมน้ำพระพุทธมนต์นั้นเอง) นางกัททรุและเหล่าพญานาคดีใจนักหนาที่จะได้กินน้ำอมฤตเพื่อความเป็นอมตะนิรันดร แต่ก่อนจะกินต้องพากันอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดใน "แม่น้ำคงคา"ซะก่อน ระหว่างนั้นพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์ได้ติดตามมาเพื่อนำหม้อน้ำอมฤตกลับไปไว้เป็นสมบัติของสรวงสวรรค์ตามเดิม เมื่อได้โอกาสที่เหล่าพญานาคเผลอก็ได้นำหม้อน้ำอมฤตเหาะกลับคืนสู่สรวงสวรรค์ทันที เหล่าพญานาคเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบขึ้นฝั่งมาที่ตั้งหม้อน้ำอมฤตด้วยความเจ็บใจและเสียดายยิ่งนัก ทั้งนี้พระอินทร์ได้ทำน้ำอมฤตหกลงบนหญ้าคาบ้างเป็นหยดเล็กน้อย พญานาคเห็นดังนั้นก็พากันเลียกิน ด้วยความไม่ระมัดระวังทำให้หญ้าคาที่คมนั้นได้บาดลิ้นของเหล่าพญานาค ทำให้ลิ้นบาดแยกเป็น "สองแชก"มาตั้งแต่บัดนั้น

นางกัททรุและเหล่าพญานาคด้วยความเสียดายและโกรธแค้นพญาครุฑและพระอินทร์หัวหน้าสวรรค์ และยังพาลไม่ชอบชาวสวรรค์ทั้งหลายแม้แต่พระนารายณ์ผู้เป็นมหาเทพด้วยก็ตาม จึงได้คอยตามจองล้างจองผลาญอยู่ตลอดมา และเมื่อได้โอกาสก็จะแสดงบทผู้ร้ายต่อพญาครุฑและเหล่าเทพบุตรและเทพธิดาทันที ดังที่ปรากฏมาแล้วในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตด้วย ทั้งๆที่พญาครุฑไม่ได้ทำผิดอะไรก็ตาม แต่ก็ยังตามกลั่นแกล้ง เบียดเบียน และหาทางทะเลาะและแย่งชิงสมบัติตลอดจนของรักของหวงของพญาครุฑและเหล่าเทพอยู่บ่อยๆ เช่น แย่งชิงและพลัดพรากนางไอ่ภรรยาของผาแดงจนตายจมลงสู่พื้นดินสู่เมืองบาดาล และทำให้บ้านเมืองล่มจมเกิดเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ คือ "หนองหาน"ทั้งที่สกลนคร และที่กุมภวาปี อุดรธานี อีกทั้งนำพระพุทธรูป"พระสุก"จมลงสู่แม่น้ำโขงไปไว้เมืองบาดาล ไม่เว้นแม้แต่การทำลายเผาบ้านเผาเมืองของพญาครุฑและเหล่าเทพก็ตาม เป็นต้น

 

 

ค. กล่าวโดยสรุป

จากเหตุการณ์ดังนั้น จึงสร้างความโกรธแค้น และเคียดแค้น และจองล้างจองผลาญจากนางกัททรุและเหล่าพญานาคซึ่งเป็นลูกของนางทั้ง ๑๐๐๐ ตน ไม่ว่าจะพบกันในภพชาติไหนๆ ไปเกิดเป็นอะไร?ก็ตาม ก็ต้องต่อสู้ ทะเลาะ แตกแยก และข่มเหงรังแกกัน ไม่ว่าทางใดหรือวิธีการใดๆก็ตาม อันเป็นไปตามกฏแห่งกรรม และเป็นวิถีของ “พญาครุฑ” กับ “พญานาค” ดังที่ทุกสรรพสัตว์ในสังสารวัฏนี้ ต่างก็รับรู้และเข้าใจกันเป็นอย่างดีแล้วนั้นเอง จนเป็นที่เข้าใจได้อย่างดีว่า เป็น “คู่กัด” หรือเป็น “ขาว”กับ”ดำ” หรือเป็น “ดี” กับ “ชั่ว”นั้นเอง อันถือว่าเป็นของมีอยู่คู่กันตราบชั่วฟ้าดินสลายนั้นเอง โดย “ พญาครุฑ”จึงได้จับกินเหล่า “พญานาค”ทั้งหลายเป็นอาหาร ดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ แม้แต่นกก็ยังกินงู แต่งูก็แอบขโมยกินไข่นกและลูกนกในรังหรือตัวอ่อนของพวกนกต่างๆที่ยังไม่แข็งแรงและเติบโตเต็มที่ เป็นต้น

และยังสามารถสรุปเป็นสำนวนสั้นๆง่ายว่าๆ “พญานาคเป็นเจ้าแห่งนาวา”(หรือ “น้ำ”นั้นเอง) ส่วน “พญาครุฑเป็นเจ้าแห่งเวหา”(หรือ “ท้องฟ้า”นั้นเอง) และเมื่อเจอกันบนพื้นดินในโลกมนุษย์ ทั้งสองฝ่ายต่างก็รุก -รับ และผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ พลิกไปพลิกมา อย่างตื่นเต้น และหวาดเสียวอยู่ตลอดเวลา เหมือนๆกับเหตุการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมาและกำลังดำเนินไปอยู่ในขณะนี้นั้นเอง

โดยพระนารายณ์ได้ขอร้องให้พญาครุฑ ยกเว้น การจับกินพญานาค ๒ ตน ซึ่งเป็นผู้ที่เป็นคนดีและใฝ่ในศีลและปฏิบัติธรรม นั้นก็คือ “พญาเศสะนาคราช” หรือ “พญาอนันตนาคราช”ผู้เป็นบัลลังก์และที่บรรทมของพระนารายณ์นั้นเอง ส่วนพญานาคอีกตนก็คือ “พญาสุวรรณนาคราช”( “พระยาขอม”บิดาของ “นางไอ่คำ”) ผู้เป็นสหายของ “พญาศรีสุทโธนาคราช”(พญานาคผู้เป็นบิดาของ “พังคีนาคราช”นั้นเอง) ดังรายละเอียดในตำนานรักอมตะ “ผาแดง - นางไอ่”อันเป็นตำนานที่สะเทือนใจยิ่งนัก ที่บ้านเมืองของมนุษย์ได้ล่มจมลงไปในพื้นดิน คือ “หนองหาน สกลนคร” และ “หนองหานกุมภวาปี อุดรธานี”ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้นั่นเอง อันเป็นตำนานลือลั่นและกล่าวขานตลอดจนมีหลักฐานให้เห็นและให้ลูกหลานได้ศึกษากันมาจนถึงทุกวันนี้นั้นเอง

...โดยทุกอย่างจบลงที่ว่า “ธรรมะ ย่อมชนะ อธรรม” ไม่ว่ากาลไหนๆก็ตาม...

.........................................................................

หมายเหตุ :

๑. “พญาครุฑ”คือสัญลักษณ์แห่ง “ราชอาณาจักรไทย” หรือ “ราชอาณาจักรสยาม” และเป็นสัญลักษณ์ของ “พระมหากษัตริย์ไทย” ที่ทั่วทั้งไตรภพต่างรับรู้กันดี และที่นี่คือ “ศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาของโลกมนุษย์”

๒. พญาครุฑตนนี้เป็นคนละตนกันกับพญาครุฑที่เป็นสามี(ชู้)กับ “นางกากี” ก็เนื่องจากว่า เป็นคนละยุคคนละสมัยกัน และห่างกันลิบลับ(ด้านบุญบารมี และความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะด้านศีลธรรม)

๓. หน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดอีกอันหนึ่งของพญาครุฑ ก็คือ “การทำนุบำรุง รักษา และเผยแพร่พระพุทธศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(พระสมณโคดมพระพุทธเจ้า)ให้คงอยู่ในโลกมนุษย์จนครบ ๕๐๐๐ ปี”นั้นเอง

                               

                                จาก ลูกหลานพญาครุฑ/ศิษย์ตถาคต

                                              ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๕







Copyright © 2010 All Rights Reserved.