ReadyPlanet.com
dot dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




พระปฐมบรมราชจักรีวงศ์ article

 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช : รัชกาลที่ ๑ ปฐมบรมราชจักรีวงศ์ และผู้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ แห่งราชอาณาจักรสยาม

หรือราชอาณาจักรไทย

................................

พระราชประวัติ (โดยย่อ)

“พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” มีพระนามเดิมว่า “ทองด้วง” เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๒๗๙ ในแผ่นดิน “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ” แห่ง “กรุงศรีอยุธยา” พระองค์เป็นบุตรคนที่ ๔ ของ “พระอักษรสุนทรศาสตร์” (ทองดี)ผู้เป็น ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาพระบรมอัฐิขึ้นเป็น “สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก” และ “สมเด็จพระราชชนนีดาวเรือง” มีพระเชษฐา พระเชษฐภคินี และพระอนุชาร่วมพระชนกชนนีรวม ๕ พระองค์ ได้แก่ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี” “พระเจ้ารามณรงค์” “ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์”  “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” และ “สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท” นอกจากนี้ พระองค์ยังมีพระอนุชาและพระขนิษฐาต่างพระชนนีอีก ๒ พระองค์ ได้แก่ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าลา กรมหลวงจักรเจษฎา”  และ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุ กรมหลวงนรินทรเทวี”

เมื่อเจริญวัยขึ้นได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กใน “สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต” (ต่อมา คือ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร) ครั้นพระชนมายุครบ ๒๑ พรรษา ก็เสด็จออกผนวชเป็นภิกษุอยู่วัดมหาทลาย ๑ พรรษา แล้วลาผนวชเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กหลวงในสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรดังเดิม เมื่อพระชนมายุได้ ๒๕ พรรษา พระองค์เสด็จออกไปรับราชการที่เมืองราชบุรีในตำแหน่ง "หลวงยกกระบัตร" ในแผ่นดิน “สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์” (พระเจ้าเอกทัศน์) และได้สมรสกับ “คุณนาค ณ บางช้าง”  (ภายหลังได้รับการสถาปนาที่ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี) ธิดาในตระกูลเศรษฐีมอญที่มีรกรากอยู่ที่ “บ้านอัมพวา” เมืองสมุทรสงคราม

ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ให้แก่ “พม่า”แล้ว “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์และย้ายราชธานีมายัง “กรุงธนบุรี” ในขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุได้ ๓๒ พรรษา และได้เข้าถวายตัวรับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตามคำชักชวนของ “พระมหามนตรี” (บุญมา) (ต่อมา ก็คือ “สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท” หรือ “พระยาเสือ” ) โดยทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น "พระราชริน (พระราชวรินทร์)" เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา และทรงย้ายนิวาสสถานมาอยู่ที่บริเวณ “วัดบางหว้าใหญ่” (วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. ๒๓๑๑ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จขึ้นไปตี “เมืองพิมาย” ซึ่งมี “กรมหมื่นเทพพิพิธ” เป็นเจ้าเมืองพิมายอยู่ พระองค์และพระมหามนตรีผู้เป็นพระอนุชา ได้รับพระราชโองการให้ยกทัพร่วมในศึกครั้งนี้ด้วย หลังจากการชนะศึกในครั้งนี้ พระองค์ทรงได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "พระยาอไภยรณฤทธิ์" จางวางพระตำรวจฝ่ายขวา เพื่อเป็นการปูนบำเหน็จที่มีความชอบในการสงครามครั้งนี้

หลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยกทัพขึ้นไปปราบ “เจ้าพระฝาง”สำเร็จแล้ว มีพระราชดำริว่า “เจ้าพระยาจักรีแขก” นั้นมิแกล้วกล้าในการสงคราม ดังนั้น จึงโปรดตั้งพระองค์ขึ้นเป็น "พระยายมราช" เสนาธิบดีกรมพระนครบาล โดยให้ว่าราชการที่ “สมุหนายก” ด้วย เมื่อเจ้าพระยาจักรีแขกถึงแก่กรรมแล้ว พระองค์จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "เจ้าพระยาจักรี" อัครมหาเสนากรมมหาดไทย พร้อมทั้งโปรดให้เป็นแม่ทัพเพื่อไปตี “กรุงกัมพูชา” โดยสามารถตี “เมืองพระตะบอง” “ เมืองโพธิสัตว์” “เมืองบริบูรณ์” และ “เมืองพุทไธเพชร” (เมืองบันทายมาศ) ได้ เมื่อสิ้นสงครามสมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดให้ “นักองค์รามาธิบดี”ไปครองเมืองพุทไธเพชรให้เป็นใหญ่ในกรุงกัมพูชา และมีพระดำรัสให้ “เจ้าพระยาจักรี”และ “พระยาโกษาธิบดี”อยู่ช่วยราชการที่เมืองพุทไธเพชรจนกว่าเหตุการณ์จะสงบราบคาบก่อน

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์ทรงเป็นแม่ทัพทำราชการสงครามกับ “พม่า” “ เขมร” “เชียงใหม่” และ “ลาว” จนมีความชอบในราชการมากมาย ดังนั้น จึงได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิฤกมหิมา ทุกนัครระอาเดช นเรศรราชสุริยวงษ์ องค์อรรคบาทมุลิกากร บวรรัตนบรินายก" และทรงได้รับพระราชทานให้ทรงเสลี่ยงงากลั้นกลดและมีเครื่องยศเสมอยศ “เจ้าต่างกรม”

เมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ได้เกิดจลาจลขึ้นใน “กรุงธนบุรี” คือ “พระยาสรรค์” ได้ตั้งตัวเป็น “กบฏ” ขณะนั้นพระองค์ท่านเป็น “สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก” ได้เสด็จกลับจากกัมพูชา มาที่ กรุงธนบุรี แล้วปราบปรามกบฏและนำ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”ไปสำเร็จโทษ เหตุเพราะมีพระสติวิปลาส จึงให้นำไปสำเร็จโทษด้วยการ "ตัดพระเศียร" สมัยกรุงธนบุรีจึงสิ้นสุดลงในที่สุด

หลังจากนั้นในวันที่  เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ หลังจากที่พระองค์ทรงปราบปรามกบฏเรียบร้อยแล้ว ทางอาณาประชาราษฎร์ได้อัญเชิญเสด็จขึ้นปราบดาภิเษกเป็น “ปฐมบรมกษัตริย์”แห่ง “ราชวงศ์จักรี” ขณะที่มีพระชนมายุได้ ๔๖ พรรษา พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีจาก “กรุงธนบุรี”ราชธานีเดิมที่อยู่ฝั่งตะวันตกของ “แม่น้ำเจ้าพระยา”มายังฝั่งตะวันออกแทน  พระองค์โปรดให้สร้างพระราชวังหลวงและโปรดเกล้า ฯ ให้อัญเชิญ “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” มาประดิษฐานยัง “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” หลังจากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉลองสมโภชพระนครเป็นเวลา ๓ วัน ครั้งเสร็จการฉลองพระนครแล้ว พระองค์พระราชทานนามพระนครแห่งใหม่ให้ต้องกับนามพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรว่า

"กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์"

หรือเรียกอย่างสังเขปว่า "กรุงเทพมหานคร"

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร (หรือกรุงรัตนโกสินทร์) เป็นราชธานี และทรงสถาปนา “ราชวงศ์จักรี” ขึ้นปกครองราชอาณาจักรไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ ภายหลังการเสด็จเสวยราชย์แล้ว พระองค์ทรงมีพระราชกรณีกิจที่สำคัญยิ่ง คือ การป้องกันราชอาณาจักรให้ปลอดภัยและทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกตกทอกมาตั้งแต่สมัย “สุโขทัย”และ “อยุธยา” การที่ไทยสามารถปกป้องการรุกรานของข้าศึกจนประสบชัยชนะทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพระองค์ในการบัญชาการรบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามกับพม่าใน พ.ศ. ๒๓๒๘ ที่เรียกว่า "สงครามเก้าทัพ" นอกจากนี้พระองค์ยังพบว่ากฎหมายบางฉบับที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาไม่มีความยุติธรรม จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการตรวจสอบกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด เสร็จแล้วให้เขียนเป็นฉบับหลวง ๓ ฉบับ ประทับตรา “ราชสีห์” “คชสีห์” และ “บัวแก้ว”ไว้ทุกฉบับ เรียกว่า "กฎหมายตราสามดวง" สำหรับใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง

พระราชกรณียกิจประการแรกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงจัดทำเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ คือการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่ ทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา แทนกรุงธนบุรี ด้วยเหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์ เนื่องจากกรุงธนบุรีตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำ ทำให้การลำเลียงอาวุธยุทธภัณฑ์ และการรักษาพระนครเป็นไปได้ยาก อีกทั้งพระราชวังเดิมมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถขยายได้ เนื่องจากติดกับ “วัดอรุณราชวราราม” และ “วัดโมฬีโลกยาราม” ส่วนทางฝั่งกรุงรัตนโกสินทร์นั้นมีความเหมาะสมกว่าตรงที่มีพื้นแผ่นดินเป็นลักษณะหัวแหลม มีแม่น้ำเป็นคูเมืองธรรมชาติ มีชัยภูมิเหมาะสม และสามารถรับศึกได้เป็นอย่างดี

การสร้างราชธานีใหม่นั้นใช้เวลาทั้งสิ้น ๓ ปี โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ ๑๐ ค่ำ เดือน ๖ ขึ้น ปีขาล จ.ศ. ๑๑๔๔ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ และโปรดเกล้าฯให้สร้าง “พระบรมมหาราชวัง” สืบทอดราชประเพณี และสร้างพระอารามหลวงในเขตพระบรมมหาราชวังตามแบบกรุงศรีอยุธยา ซึ่งการสร้างเมืองและพระบรมมหาราชวังเป็นการสืบทอดประเพณี วัฒนธรรม และศิลปะกรรมดั้งเดิมของชาติ ซึ่งปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรี นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯให้ สร้างสิ่งต่างๆ อันสำคัญต่อการสถาปนาราชธานีได้แก่ ป้อมปราการ, คลอง ถนนและสะพานต่างๆ มากมาย

          พระราชกรณียกิจในการป้องกันราชอาณาจักร

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระปรีชาสามารถในการรบและการสงครามอย่างมาก ทรงเป็นผู้นำทัพในการทำสงครามกับพม่าทั้งหมด ๗ ครั้งในรัชสมัยของพระองค์ (ไม่นับรวมก่อนหน้านั้น) ได้แก่

·         สงครามครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๒๘ “สงครามเก้าทัพ”

สงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่าง “ไทย” กับ “พม่า” โดยในครั้งนั้น “พระเจ้าปดุง”แห่ง “ราชวงศ์อลองพญา”ของพม่า มีพระประสงค์จะเพิ่มพูนพระเกียรติยศและชื่อเสียงให้ขจรขจายด้วยการกำราบ “ราชอาณาจักรสยาม”  จึงรวบรวมไพร่พลถึง ๑๔๔,๐๐๐ คน กรีธาทัพจะเข้าตีกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแบ่งเป็น ๙ ทัพใหญ่ เข้าตีจากกรอบทิศทาง ส่วนทัพของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีกำลังเพียงครึ่งหนึ่งของทหารพม่าคือมีเพียง ๗๐,๐๐๐ คนเศษเท่านั้น

ด้วยพระปรีชาสามารถในการทำสงคราม ได้ทรงให้ทัพของ “สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท” ผู้เป็นพระอนุชาธิราชเจ้า ได้ไปสกัดทัพพม่าที่บริเวณ “ทุ่งลาดหญ้า” ทำให้พม่าต้องชะงักติดอยู่บริเวณ “ช่องเขาสะเดา” ใน “ศึกสมรภูมิทุ่งลาดหญ้า” แห่ง “เมืองกาญจนบุรี” แล้วทรงสั่งให้จัดทัพแบบกองโจรออกปล้นสะดม จนทัพพม่าขัดสนเสบียงอาหาร เมื่อทัพพม่าบริเวณทุ่งลาดหญ้าแตกพ่ายไปแล้วสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทจึงยกทัพไปช่วยทางอื่น และได้รับชัยชนะตลอดทุกทัพตั้งแต่เหนือจรดใต้

·         สงครามครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๒๙ เกิด”สงครามท่าดินแดง”และ”สงครามสามสบ”

ในสงครามครั้งนี้ ทัพพม่าเตรียมเสบียงอาหารและเส้นทางเดินทัพอย่างดีที่สุด โดยแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ จากศึกสงครามเก้าทัพครั้งก่อน โดยพม่าได้ยกทัพเข้ามาทาง “ด่านพระเจดีย์สามองค์” มาตั้งค่ายอยู่ที่ท่าดินแดงและสวนสามสบ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงยกทัพหลวงเข้าตีที่ค่ายดินแดงพร้อมกับให้ทัพของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเข้าตีค่ายพม่าที่สามสบ หลังจากรบกันได้ ๓ วันค่ายพม่าก็แตกพ่ายไปทุกค่าย และพระองค์ยังได้ทำสงครามขับไล่อิทธิพลของพม่าได้โดยเด็ดขาด และตีหัวเมืองต่างๆ ขยายราชอาณาเขต ทำให้ราชอาณาจักรสยามมีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ดินแดน “ล้านนา” “ไทยใหญ่” “สิบสองปันนา” “หลวงพระบาง” “เวียงจันทร์” “เขมร” และด้านทิศใต้ไปจนถึงเมือง “กลันตัน” “ตรังกานู” “ไทรบุรี” “ปะลิส” และ “เประ”

·         สงครามครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๓๐ สงครามตีเมือง “ลำปาง” และเมือง “ป่าซาง”

หลังจากที่พม่าพ่ายแพ้แก่สยาม ก็ส่งผลทำให้เมืองขึ้นทั้งหลายของพม่า เช่น เมือง “เชียงรุ้ง”และ “เชียงตุง” เกิดกระด้างกระเดื่อง ตั้งตนเป็นอิสระ พระเจ้าปดุงจึงสั่งให้ยกทัพมาปราบปราม รวมถึงเข้าตีลำปางและป่าซาง เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทราบเรื่องจึงสั่งให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทคุมไพร่พล ๖๐,๐๐๐ นาย มาช่วยเหลือและขับไล่พม่าไปเป็นผลสำเร็จ

·         สงครามครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๓๐ สงครามตีเมือง “ทวาย”

ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์ไพร่พล ๒๐,๐๐๐ นาย ยกทัพไปตีเมืองทวาย แต่สงครามครั้งนี้ไม่มีการรบพุ่ง เพราะต่างฝ่ายต่างก็ขาดแคลนเสบียงอาหาร รี้พลก็บาดเจ็บจึงโปรดเกล้าฯ ให้ถอยทัพกลับกรุงเทพฯ

·         สงครามครั้งที่ ๕ พ.ศ. ๒๓๓๖ สงครามตีเมือง “พม่า”

ในครั้งนั้นเมือง “ทวาย” “ตะนาวศรี” และ “มะริด” ได้เข้ามาขอสวามิภักดิ์ต่อไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพไปช่วยป้องกันเมือง แต่เมื่อพระเจ้าปดุงยกทัพมาปราบปรามเมืองทั้งสามก็หันกลับเข้ากับทางพม่าอีก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ถอยทัพกลับกรุงเทพฯ

·         สงครามครั้งที่ ๖ พ.ศ. ๒๓๔๐ สงครามกับ “พม่า”ที่เมือง “เชียงใหม่”

เนื่องจากสงครามในครั้งก่อนๆ พระเจ้าปดุงไม่สามารถตีหัวเมืองล้านนาได้ จึงทรงรับสั่งไพร่พล ๕๕,๐๐๐ นาย ยกทัพมาอีกครั้งโดยแบ่งเป็น ๗ ทัพ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึง โปรดเกล้าฯ ให้ “สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท”คุมไพร่พล ๒๐,๐๐๐ นาย ขึ้นไปรวมไพร่พลกับทางเหนือเป็น ๔๐,๐๐๐ นาย ระดมตีค่ายพม่าเพียงวันเดียวเท่านั้นทัพพม่าก็แตกพ่ายยับเยิน

·         สงครามครั้งที่ ๗ พ.ศ. ๒๓๕๕ สงครามกับ “พม่า”ที่เมือง “เชียงใหม่” ครั้งที่ ๒

ในครั้งนั้นพระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละได้ยกทัพไปตีเมืองสาด หัวเมืองขึ้นของพม่า พระเจ้าปดุงจึงยกทัพลงมาตีเมืองเชียงใหม่เพื่อแก้แค้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงทราบ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งกองทัพไปช่วยเหลือ และสงครามครั้งนี้ก็จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายไทย

หลังจากสงครามในครั้งนี้ พม่าก็ไม่กล้าที่จะยกทัพมาทำสงครามกับไทยอีกเลย

 

 พระปณิธานอันประเสริฐของพระองค์

 

 “ตั้งใจจะอุปถัมภก   ยอยกพระพุทธศาสนา  

จะป้องกันขอบขัณฑสีมา  รักษาประชาชน

และมนตรี”

 

................................

ขอขอบคุณ : http://th.wikipedia.org

 




แบบอย่างที่ดีเยิ่ยม

ตำนานรักล้านนา article
เปาบุ้นจิ้น article
แก้วหน้าม้า article
พญาคันคาก article
สัจบารมี : สามก๊ก สามกษัตริย์ article
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช article
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช article
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ความจริงประเทศไทย : พญาครุฑ กับ พญานาค article
นางไข่ฟ้า-ท้าวสุพรหมโมกขา article
ภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา article
พญาครุฑช่วยชาติ article
เจ้าแม่กวนอิมอีสาน article
พึงชนะคนไม่ดีด้วยความดี
นิทานสอนใจ
การสร้างความรำรวยแบบยั่งยืน article
บทเรียน
มหาสตรี : สาวิตรี article
ความหมายของ สุ จิ ปุ ลิ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.