ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
bulletคำบูชาหลวงปู่โลกอุดร
bulletวัตถุประสงค์ของการตั้งพระพุทธศาสนา
bulletที่ตั้งของบริษัท สุ จิ ปุ ลิ จำกัด
dot
Newsletter

dot
bulletการอุทิศบุญกุศล โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletอนาคตประเทศไทย โดย หลวงปู่ฤาษีลิงดำ
bulletการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
bulletปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
bullet๕ ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ
bulletชื่อและอักษรย่อพระไตรปิฎก ฉบับของมจร.
bulletกรรมฐานเปิดโลก โดยหลวงปู่คง จตฺตมโล
bulletหลวงปู่สรวงเมตตารักษาโรคเอดส์
bulletกัลยาณมิตร
bulletอริยทรัพย์
bulletอุดมมงคล๓๘ ประการ
bulletบทเรียน : คนอกตัญญู
bulletมณีโจรชาดก
bulletพระนางพิมพา : นางแก้วคู่บุญบารมีพระพุทธเจ้า
bulletการไม่คบคนพาล : เป็นอุดมมงคลของชีวิต
bulletกรรมของ "พระรถเมรี"
bulletมัทนะพาธา : ตำนานดอกกุหลาบ
bulletพระสุธน-มโนราห์
bulletพญาครุฑ : ปกป้องชาติ ศาสน์ และกษัตริย์
bulletตัวอย่าง : ตายจากคนเดิมไปเกิดเป็นคนใหม่
bulletหนี้กรรมข้ามชาติ : ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
bulletตำนาน : สิงหไตรภพ
bulletกุสชาดก
bulletนิทาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : พิกุลทอง
bulletกรรมของ "นางอุสา-ท้าวบารส"
bulletตำนาน : พญาคันคาก รบกับ พระยาแถน
bulletพระคาถา : ชินบัญชร
bulletตำนานรักอมตะ : เขาสามศพ(เขาสามมุก)
bulletตำนานรักอมตะ ; ผาแดง-นางไอ่
bulletตายแล้วเกิดใหม่
bullet"๑๘" : ศาสตร์จักรพรรดิ
bulletกุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย
bulletสุตตธนุชาดก
bulletวรวงสชาดก
bulletวนาวนชาดก
bulletพากุลชาดก
bulletกรรมของ "พระนล-พระนางทมยันตี"
bulletมหาสตรี : สาวิตรี
bulletกรรมของ “พระลอ-พระลักษณวดี-พระเพื่อน-พระแพง”
bulletตำนาน "พระนางจามเทวี"
bulletพระพี่นางสุพรรณกัลยา
bulletกรรมของ"จันทะโครพ"
bulletปาจิตตกุมารชาดก : ตำนานเมืองพิมาย
bulletพาราณสิราชชาดก
bulletจันทกินนรชาดก : ความรักของพระนางพิมพา
bulletสุวรรณหังสชาดก : โลภมากลาภหาย
bulletฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์
bullet๑๖ คำทำนายของพระพุทธเจ้า
bulletตำนานเพลงสาธุการ
bulletฉางเอ๋อ : ตำนานพระจันทร์คู่โลก
bulletสสปัณฑิตชาดก : กระต่ายผู้สละชีวิต
bulletนิทานชาดก : กลโกงพ่อค้า
bulletนิทานชาดก : ตายเพราะไม่เรียน
bulletสมุทรโฆสชาดก : สมุทโฆษคำฉันท์
bulletสุวรรณสังข์ชาดก : สังข์ทอง
bulletพระยากง-พระยาพาน-ยายหอม : พระปฐมเจดีย์ และพระประโทนเจดีย์
bulletสมุททชาดก
bulletเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก : ตำนานการสร้างหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง
bulletเจ้าแม่กวนอิม : เทพเจ้าแห่งความเมตตา
bulletเวรย่อมระงับด้วยการไม่ผูก(จอง)เวร
bulletชีวกโกมารภัจ : แพทย์ผู้ทำการรักษาพระพุทธเจ้า
bulletมหากาพย์ : พระอภัยมณี
bulletตำนาน : หลวิชัย-คาวี
bulletนิทาน : กาฬเกด
bulletนิทาน : ท้าวหงส์หิน
bulletตำนานรักอมตะ : นางฟ้าหยาด-ท้าวจันทราช
bulletอิเหนา
bulletตำนานอมตะ : นางไข่ฟ้า - ท้าวสุพรหมโมกขา
bulletท้าวคัชนาม
bulletพระโคบุตร
bulletพรหมจักรกุมารชาดก
bulletไกรทอง
bulletขูลู - นางอั๊ว
bulletขุนแผนแสนสะท้าน
bulletสุดยอดวีรกรรมของพระองค์ดำ ณ ทุ่งมหาราช
bullet"พญาครุฑ" กับ "พญานาค"
bulletวิญญาณบรรพบุรุษช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
bulletตำนาน : สงกรานต์
bulletช้างต้นมงคลชัย ไปอยู่ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี




สุวรรณสิรสาชาดก article

 สุวรรณสิรสาชาดก : ความอัศจรรย์ของพระโพธิสัตว์

 

**********************

               

(ก)                     บทนำ

“สุวรรณสิรสาชาดก” เป็นเรื่องใน “ปัญญาสชาดก” หรือชาดกนอกนิบาต มูลเหตุที่มาของชาดกนี้ ก็เนื่องจากว่า ในสมัยพุทธกาล เหล่าสาวกของสมเด็จพระบรมศาสดา ได้ชื่นชมและยกย่องพระพุทธองค์ว่า เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนักในการตอบแทนพระคุณพุทธบิดาและพุทธมารดา และยังได้การทำยมกปาฏิหาริย์อีกด้วย พระบรมศาสดาได้ตรัสว่า ตถาคตได้ตอบแทนพระคุณบิดาและมารดาอย่างอัศจรรย์ไม่ใช่เฉพาะในชาตินี้เท่านั้น พระพุทธองค์ก็ได้ตอบแทนพระคุณมารดาอย่างน่าอัศจรรย์ในอดีตชาติ ที่ทรงบำเพ็ญบุญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ เหล่าสาวกทั้งหลายจึงทูลให้แสดงเรื่องราวในครั้งอดีตให้ฟัง ที่แสดงถึงความอัศจรรย์ในการบำเพ็ญบุญบารมีของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเรื่องนี้ได้ให้ข้อคิดและธรรมที่ดีแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะมนุษยชาติทั้งหลาย ในเรื่องเกี่ยวกับ “ความกตัญญูกตเวทิตา” “สติปัญญา” และ “บุพเพสันนิวาส” ที่พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญบุญบารมีมาในครั้งอดีต ในการเกิดเป็นลูกคนยากจนอนาถา และมีร่างกายพิการ คือ เกิดมามีแต่หัว (ศรีษะ) เท่านั้น แต่ด้วยสติปัญญา ความกตัญญูกตเวทิตาอันแรงกล้า สัจจะบารมี และอธิษฐานบารมี  ทำให้ประสบกับความสุข และมีความสำเร็จในชีวิตได้อย่างเหลือเชื่อน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

 

(ก)                        เนื้อเรื่อง (โดยย่อ)

ในอดีตกาลล่วงมานานแล้ว มีพระราชาองค์หนึ่งมีพระนามว่า “ท้าวพรหมทัต”  ได้ครองราชย์ในเมืองพาราณสี มีมเหสีชื่อว่า”พระนางพิมพา” และยังมีครอบครัวของคนยากจนเข็ญใจครอบครัวหนึ่งที่มีชื่อว่า “จัณฑาลบัณฑิต” เหมือนกันทั้งคู่ อาศัยอยู่ในบ้านจัณฑาลภายนอกพระนคร ครั้นนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าได้เกิดเป็นเทพบุตรเสวยสมบัติอยู่ในดาวดึงสพิภพ ครั้นถึงกาลสิ้นอายุขัย จึงได้จุติมาปฏิสนธิในครรภ์ของนางจัณฑาลบัณฑิต เมื่อเวลาที่พระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จลงถือปฏิสนธินางจัณฑาลบัณฑิตได้ฝันไปว่า กบตัวหนึ่งเหาะขึ้นไปบนอากาศกลืนกินดวงจันทร์แล้วลงมาลูบคลำสะดือของนาง นางจัณฑาลบัณฑิตตื่นขึ้นตกใจกลัว กายสั่นระรัว คิดว่า ฝันนั้นจะให้ผลอย่างไร เราจะไปถามหมอดูว่าดีหรือร้าย จึงออกจากเรือนเดินทางไปตามทาง พบชายเกะกะท่าทางพึลึกคนหนึ่งอยู่กลางทาง ชายผู้นั้นถามว่า เจ้าฝันว่าอย่างไร นางก็เล่าความฝันนั้นให้ฟังทั้งหมด ชายผู้นั้นได้ฟังแล้วจึงทายฝันนั้นว่า นางจะได้บุตรที่ไม่มีร่างกายมีแต่ศรีษะ (หัว) เป็นผู้มีบุญญาธิการและมีสติปัญญามาก จะเป็นที่พึ่งของเจ้าได้ แต่นางก็ยังไม่ปักใจเชื่อ จึงได้เดินทางไปหาพราหมณ์ที่เป็นหมอดูให้ทำนายฝันให้อีก  พราหมณ์หมอดูก็ได้ทำนายเหมือนกันกับชายคนนั้นเหมือนกัน นางจึงลากลับบ้าน

เมื่อนางตั้งครรภ์ได้ห้าเดือน สามีของนางก็ได้เสียชีวิตลง พอครบถ้วนทศมาสสิบเดือนนางก็คลอดบุตรออกมา ซึ่งในตอนก่อนที่จะคลอด ความปริวิตกเกิดมีแก่พระโพธิสัตว์ว่า ถ้าเราจะออกมาจากท้องมารดาเหมือนทารกคนอื่น มารดาของเราเป็นคนอนาถา จะลำบากเพราะต้องต้มน้ำร้อนให้อาบ ต้องหาน้ำเย็นมาให้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องซ่อนกายของเราเสีย ให้ปรากฏเห็นเฉพาะศรีษะ (หัว) เท่านั้นออกมาจากท้องของมารดา ครั้นคิดได้ดังนั้นก็ตั้งจิตอธิษฐาน ด้วยบุญกุศลที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่อดีตชาติก็ดี  ด้วยอธิษฐานบารมี และสัจจะบารมีนี้ก็ดี ขอให้กายของข้าพเจ้าจงเข้าไปปรากฏอยู่ในหัวเถิด ในขณะที่อธิษฐาน สรีระร่างกายอันงดงามดุจสีทองปรากฏอยู่ในท้องมารดาก็หายเข้าไปอยู่ในหัว (ศรีษะ) อันงามสีทอง จริงอยู่ อันว่าความประสงค์ของพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมสำเร็จได้ตามที่มีความปรารถนา

          เมื่อพระโพธิสัตว์อธิษฐานให้กายเข้าไปอยู่ในศรีษะเรียบร้อยแล้ว ก็ดลอดออกมาจากครรภ์ของมารดา นางเห็นลูกของนางมีแต่ศรีษะ (หัว) ก็รู้สึกอับอายและละอายแก่มหาชนและคนที่คุ้นเคยกัน จึงซ่อนเลี้ยงลูกที่มีแต่หัวไว้แต่ในห้อง เพื่อไม่ให้ใครเห็น พอเวลาเช้า นางกินข้าวเสร็จแล้ว อาบน้ำให้ลูกและให้ลูกกินนมแล้ว ก็วางศรีษะไว้ในห้องหนึ่ง ปล่อยโคปล่อยกระบือไปกินหญ้า แล้วก็ตามออกไปเลี้ยงดู ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ออกจากห้อง แล้วก็กวาดเรือน หุงต้ม เตรียมข้าวปลาอาหารไว้คอยท่ามารดา เมื่อทำเสร็จแล้วก็ซ่อนกายกลับเข้าไปอยู่ในหัวอย่างเก่า พอมารดากลับมาในตอนเย็นก็พบกับความประหลาดใจ ใครหนอ มาทำอาหารและปัดกวาดตกแต่งบ้านให้เรา แล้วก็ได้นำศรีษะของลูกมาวางบนตัก นางก็นั่งทานข้าว ถามว่าใครหนอที่ได้จัดแจงสิ่งเหล่านี้ไว้ให้แม่ พระโพธิสัตว์ตอบว่า ลูกทำให้เอง จึงชมเชยพระโพธิสัตว์ นางพูดเล่นกับบุตรแล้วก็หลับไปทั้งสองคน

ครั้นรุ่งเช้า พระโพธิสัตว์ได้บอกมารดาว่า ข้าแต่แม่ท่าน ลูกได้เห็นความทุกข์ยากลำบากที่แม่ได้รับ ลูกขออาสาไปเลี้ยงโคกระบือให้แม่ตั้งแต่เช้า แม่อยู่บ้านพักผ่อนเถิด  ครั้นแม่ได้ยินดังนั้นก็ประหลาดใจ จึงถามว่า ลูกรักเจ้าไม่มีกาย มีแต่หัวจะไปเลี้ยงโคและกระบือได้อย่างไรกัน จึงได้ตอบแม่ว่า ถ้าแม่ยอม ก็จงนำหัวลูกวางในถาดแล้ววางไว้ที่โคนไม้เถิด พอนางทำอย่างนั้น ถาดได้กลายเป็นทองคำด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์

พอพระโพธิสัตว์อายุได้ ๗ ขวบ คืนวันหนึ่งเมื่อตื่นนอนจึงคิดว่า เราเกิดมาในตระกูลยากจนเข็ญใจ มารดาก็อนาถาเยียวยารักษาชีวิตได้อย่างฝืดเคือง ทำนาก็ลำบาก เราจะทำการค้ามาเลี้ยงแม่ แล้วบอกแก่มารดา ฝ่ายมารดาได้ถามลูกว่าลูกจะทำการค้าอย่างไร คราวนั้นมีพ่อค้าห้าร้อยพูดกันว่าจะแต่งเรือไปค้าขายที่เมืองสุวรรณภูมิ พระโพธิสัตว์ได้ข่าวจึงได้ถามมารดาว่า แม่ในบ้านของเรามีหลักทรัพย์อะไรอยู่บ้าง มารดาตอบว่าไม่มี จึงได้บอกแม่ว่า วันนี้ให้แม่ไปหานายบ้านแล้วยืมทอง ๕๐๐ บาท มาให้ลูก ลูกจะนำไปทำทุนค้าขาย มารดาพูดว่า ลูกจะไปค้าขายอย่างไรได้ เราเป็นคนจนอนาถาไร้ญาติ จะไปยืมทองเขาได้อย่างไร ทำอย่างไรเจ้าของทองเขาจึงจะเชื่อเรา พระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า แม่ไปยืมเถิดนายบ้านเห็นหน้าแม่แล้วจะให้ยืมเอง นางจึงไปหานายบ้าน นายบ้านเห็นแล้วด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์ ก็เกิดเมตตาทักทายว่า เจ้ามาหาเราทำไม นางจึงบอกว่า ลูกฉันให้ฉันมายืมทอง ๕๐๐ บาท เพื่อไปค้าขาย เมื่อได้กำไรแล้วจะเอามาคืน พอนางพูดออกปากคำเดียวนายบ้านก็หยิบทอง ๕๐๐ บาท ส่งให้นาง นางรับมาแล้วก็รีบกลับเรือนไปหาลูก นางเล่าให้ลูกฟังว่า นายบ้านเขาอุดหนุนเรามาก พระโพธิสัตว์ตั้งความกตัญญูไว้เบื้องหน้าสรรเสริญนายบ้าน แล้วบอกกับแม่ว่าลูกจะไปค้าขายกับพวกพ่อค้าทางเรือ มารดาไม่อยากให้ลูกไป จึงปรามว่า ลูก เจ้าเกิดมาในชาตินี้มีร่างกายไม่สมบูรณ์ ไม่มีกายไม่มีนิ้ว ไม่มีมือ ไม่มีเท้า มีแต่หัวเท่านั้นจะไปค้าขายได้อย่างไรกัน มหาสมุทรก็กว้างใหญ่ไพศาลไม่มีขอบเขต ไม่มีสิทธิ์ที่จะข้ามได้ มีแต่อันตรายมากมาย เจ้าอย่าไปเลย ครั้นวันที่ ๗ พวกพ่อค้าห้าร้อยก็พากันเตรียมสินค้าลงเรือ พระโพธิสัตว์จึงอ้อนวอนมารดาว่า แม่จงพาลูกไปหาพวกพ่อค้า เอาลูกกับทองมอบให้เขาเถิด มารดาไม่สามารถห้ามปรามลูกได้ ก็พาลูกไปพบพวกพ่อค้าทั้งหลาย ด้วยอานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์ ก็เกิดความดีใจมาก จึงถามว่าแม่มาแต่ไหน แม่มาธุระอะไร นางจึงบอกว่า ลูกอยากจะไปทำการค้าขายกับพวกท่านทั้งหลายด้วย พ่อค้าถามว่า ลูกท่านอายุเท่าไหร่ นางบอกว่า ๗ ปี จึงทักท้วงกันว่า ลูกของท่านยังเด็กอยู่ นางก็อ้อนวอนพวกพ่อค้าไปถึงสองสามครั้ง เมื่อพวกพ่อค้าถามว่า ลูกของท่านชื่อว่าอะไร นางจึงบอกว่า ลูกของฉันไม่มีกาย มีแต่หัว จึงให้ชื่อว่า “สุวรรณสิรสา” พวกพ่อค้าเห็นดังนั้นก็หัวเราะเย้ยหยันกัน แล้วถามว่า ไม่มีกายมีแต่หัว จะไปค้าขายอย่างไรได้ นางได้ฟังดังนั้น ก็ยืนร้องให้อยู่ พวกพ่อค้าเห็นนางเสียใจร้องให้ก็เกิดความกรุณาสงสาร จึงตกลงให้ลูกของนางไปด้วย นางกลับมาแล้วจึงพาลูกรักกับถุงทองและของกินลงไปมอบให้แก่นายเรือ พวกพ่อค้าเห็นพระโพธิสัตว์มีแต่หัวงามดุจทองก็เลื่อมใสดีใจมาก พระโพธิสัตว์ก็อำลาแม่ นางสอนพระโพธิสัตว์ว่า ลูกอย่าประมาทเลย จงสวัสดีมีชัยได้ลาภมากและมีความสุขเถิด พระโพธิสัตว์รับพรแล้วก็ลงไปในเรือ เรือแล่นไปในทะเลได้ ๗ วัน ก็ถึงเกาะทราย พระโพธิสัตว์แลเห็นทรายงามดังสีทองก็จะขออยู่ที่นี้เลย จึงบอกกับนายเรือว่า ผมจะอยู่ที่เกาะแห่งนี้ ท่านจงพาผมไปไว้ที่เกาะแห่งนี้เถิด พวกพ่อค้าจึงบอกว่า พ่อค้าที่ไหนกันจะไปที่นั่น แล้วเจ้าจะอยู่คนเดียวได้อย่างไรเล่า นายสำเภาห้ามปรามว่า เจ้าไม่มีกายมีแต่หัวเท่านั้น ใครจะทำเรือนให้เจ้าอยู่ ใครจะหาข้าวให้เจ้ากิน เจ้าจะต้องรับทุกขเวทนาตากแดกตากลมเป็นอันมาก แต่พระโพธิสัตว์ก็ยืนยันที่จะอยู่ที่นี่ให้ได้ นายสำเภาว่าถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเจ้า จึงพาสุวรรณสิรสากับถุงทองไปวางไว้ ณ ที่เกาะนั้น พร้อมกับพืชพันธุ์ต่างๆ แล้วก็พากันทำที่อยู่ให้พระโพธิสัตว์ วางไว้แล้วก็พากันกลับไปที่เรือของตน  พอพ่อค้าออกไปแล้ว พระโพธิสัตว์ก็ออกจากหัวของพระองค์ แล้วก็เอาพันธุ์พืชเหล่านั้นเพาะลงในที่ต่างกันบนเกาะทรายนั้น ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์ พืชเหล่านั้นก็เจริญงอกงามมีผลดก

ครั้งนั้น ยังมีธิดาของพญานาค ๒ นาง ชื่อ “นางปัญจปาปี” และ “นางปทาริกา” ที่อำลาพระบิดาและพระมารดาออกมาจากนาคพิภพ ขึ้นมาเที่ยวเล่นบนเกาะทรายนั้น นางนาคทั้งสองเห็นพืชผักดกงดงามทั้งฟัก แฟง แตง น้ำเต้า ก็เข้าเก็บหักเล่นตามสบายใจ เมื่อพระมหาโพธิสัตว์เห็นนางนาคทั้งสองทำดังนั้นแล้ว จึงเข้าไปถามว่า เจ้าทั้งสองมาหักทำลายพืชพันธุ์ของเราทำไม นางทั้งสองได้ยินดังนั้นก็ตกใจกลัว  จึงตอบว่า ข้าไม่รู้ว่าเป็นของเจ้าจึงได้หักทำลาย เพราะแต่ก่อนข้ามาที่นี่ก็ไม่เคยเห็นเจ้า พึ่งจะมาเห็นในวันนี้ เจ้าเป็นพระอินทร์ หรือพระพรหม พระโพธิสัตว์คิดว่า ถ้าเราตอบว่าเป็นพระอินทร์ เป็นเทวดา เป็นท้าวมหาพรหมนางก็จะเชื่อ แต่ความจริงเป็นคำที่เลิศและประเสริฐที่สุด จึงได้กล่าวว่า ข้าเป็นลูกของนางจัณฑาลอยู่บ้านจัณฑาลคาม มาเห็นเกาะนี้แล้วสบายใจจึงได้มาพักอยู่ นางนาคได้ฟังแล้วจึงกล่าวว่า ท่านอย่าโกรธข้าเลย ข้าจะให้เงินทองตอบแทน พอพระโพธิสัตว์อนุญาตแล้วนางนาคทั้งสองก็ลากลับไปนาคพิภพ แล้วนางทั้งสองจึงได้เล่าให้พญานาคผู้เป็นบิดาฟัง พญานาคได้ฟังดังนั้น  จึงพูดว่า ถ้าเจ้าทั้งสองจะไม่ให้อะไรตอบแทนเขา เจ้าจะต้องได้รับโทษหนัก  จะต้องไปเกิดเป็นทาสเขา เหตุนั้นเจ้าทั้งสองจงเอาแก้ว ๗ ประการ แลเงินทอง ๑๗๘ โกฏิไปให้เขาเสีย ครั้นธิดาทั้งสองได้รับอนุญาตจากพระบิดาและพระมารดาแล้ว จึงนำสิ่งของที่เตรียมมาเล่านั้นเข้าไปหาสุวรรณสิรสากุมาร แล้วทักทายว่า พี่มาที่นี่ทำไม มาด้วยเหตุอะไร มาอยู่คนเดียวหรือพาคนอื่นมาด้วย พระโพธิสัตว์จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้นางทั้งสองฟัง เมื่อนางทั้งสองได้ฟังทั้งหมดแล้วก็ลากลับนาคพิภพ

          ครั้นพวกพ่อค้าทั้งหลายพากันไปถึงเมืองหนึ่งในสุวรรณภูมิประเทศ ก็ได้จำหน่ายสินค้าหมดแล้ว เรือก็แล่นกลับมาถึงเกาะที่พระโพธิสัตว์อยู่ นายสำเภาคิดว่า พระโพธิสัตว์เจ้าสุวรรณสิรสากุมารเห็นทีจะตายเสียแล้วเพราะตากแดดตากลม และอดอาหารโดยไม่ต้องสงสัย จึงขึ้นไปบนเกาะ ได้พบเห็นพืชผักสีเขียวชอุ่ม ขณะนั้นพระโพธิสัตว์เห็นเรือก็หายกายเข้าไปอยู่ในศรีษะ พอเรือมาถึงเกาะนั้น นายสำเภาก็ลุกจากอาสนะลงจากเรือ เพื่อจะไปหาพระโพธิสัตว์ จึงชวนพรรคพวกพ่อค้าทั้งหลายไปหาพระโพธิสัตว์ด้วยกัน เมื่อพบเจอพระโพธิสัตว์ยังอยู่ดีสบายก็แปลกใจ และได้ถามพระโพธิสัตว์ว่า เจ้าสุวรรณสิรสากุมาร เจ้าไม่มีภัย ไม่มีอะไรเบียดเบียน อยู่สุขสบายในที่นี้ ด้วยวิธีหาเช้ากินค่ำหรืออย่างไร ใครปฏิบัติเจ้า ใครหาข้าวให้กิน ใครหาน้ำท่าฟืนไฟให้เจ้าใช้ สุวรรณสิรสากุมารจึงตอบว่า ข้าแต่นายสำเภา ข้าพเจ้าอยู่คนเดียวปราศจากโรค ภัย อุปัทวะ สุขสบาย เลี้ยงตนได้ด้วยบุญ แล้วถามพวกพ่อค้าว่า ท่านทั้งหลายขายสินค้าหมดแล้วหรือ นายสำเภาตอบว่า ขายหมดแล้ว บัดนี้จะกลับบ้านเมืองของเรา เจ้าจะกลับไปพร้อมด้วยหรือไม่ พระโพธิสัตว์ตอบว่า ข้าพเจ้าคิดถึงแม่ อยากจะกลับไปพร้อมกับท่านทั้งหลาย กรุณาสั่งพวกพ่อค้าให้ขนทรัพย์สมบัติเหล่านี้ไปด้วย นายสำเภาจึงถามว่า เจ้าได้ทรัพย์สมบัติเหล่านี้มาจากไหน พระโพธิสัตว์ตอบว่านางนาคขนมาให้ จึงสั่งพวกพ่อค้าทั้งหลายให้ช่วยกันขนเงินทองแก้วแหวนทั้งปวงลงเรือ และพากุมารลงเรือไปด้วย พระโพธิสัตว์บอกว่าฟัก แฟง แตง น้ำเต้าเหล่านี้ข้าปลูกไว้เอง  ขอให้ท่านทั้งหลายเก็บเอาไปเถิด พวกพ่อค้าทั้งหลายพากันเก็บเอาและขนลงเรือมาด้วย พอเรือแล่นมาถึงท่าน้ำบ้านของพระโพธิสัตว์ สุวรรณสิรสากุมารก็ได้พูดกับนายสำเภาว่า ขอท่านได้โปรดเมตตาสั่งพวกพ่อค้าของท่านให้ช่วยไปบอกมารดาของกระผมด้วยและช่วยขนแก้วแหวนเงินทองลงให้ด้วย นายสำเภาก็เมตตาและกรุณาทำตาม นางจัณฑาลบัณฑิตมารดาของพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจมาก ออกมาต้อนรับ และพาพระโพธิสัตว์กลับเข้าเรือน แล้วถามว่า เจ้าไปได้เงินทองมากมายเหล่านี้มาจากไหน พระโพธิสัตว์ตอบว่า นางนาคเอามาให้ นางจึงถามว่าเจ้าได้มาด้วยอานิสงส์อะไร  แล้วพระโพธิสัตว์ก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้นางฟัง พอนางได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วก็ได้นำทอง ๕๐๐ บาท ไปคืนให้แก่นายบ้าน

          ครั้นพระโพธิสัตว์มีอายุได้ ๑๖ ปี ก็เกิดปรารถนาจะได้พระราชธิดาของพระเจ้าพรหมทัตมาเป็นภรรยา พระราชาพรหมทัตและพระนางพิมพา ซึ่งมีพระธิดาที่มีพระศิริโฉมงดงามมากทั้ง ๓ พระองค์ มีชื่อว่า “สุวรรณเทวี” “สุวรรณจันทาเทวี” และ “สุวรรณคันธาเทวี” ซึ่งมีพระชนมายุ ๑๖ ๑๕ และ ๑๔ ปีตามลำดับ พระโพธิสัตว์นอนหลับก่อนเที่ยงคืนแล้วตื่นขึ้นมา จึงตรึกตรองว่า ทำอย่างไรจึงจะได้นางกุมารีที่มีบุญมาก อุดมด้วยรูป บริบูรณ์ด้วยรูปลักษณะ ๖๔ ประการ ประดับด้วยเบญจกัลยาณีมาเป็นคู่ครอง พอตรึกตรองแล้ว ครั้นรุ่งเช้า ก็บอกกับมารดาถึงความปรารถนานั้น พระมารดากล่าวว่าเราเป็นคนอนาถา จะไปหากุมารีที่มีบุญมาจากไหน และลูกเองก็มีแต่หัวไม่มีกาย จะทำอะไรกับภรรยาได้ พระโพธิสัตว์ตอบว่า ได้ยินข่าวว่าบรรดาพระธิดาของพระเจ้าพรหมทัตทั้ง ๓ พระองค์ มีนางสุวรรณคันธาเทวีน้องคนสุดท้อง ทรงมีรูปงาม น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยเบญจกัลยาณี ลูกอยากได้นางมาเป็นภรรยา ให้มารดาจงไปหาข้าราชการ เสนาบดีเป็นต้น แล้วไหว้วานให้เขาไปเป็นเถ้าแก่ทำการสู่ขอให้ ถ้าลูกได้นางก็จะมีชีวิตอยู่ หากไม่ได้นางลูกก็จะตาย มารดาเห็นอากัปกริยาของลูกชายก็ไม่สบายใจ จึงกล่าวว่า แม่จะพยายาม นางจึงดั้นด้นเขาไปในเมืองพาราณสี เข้าไปในพระนคร เข้าไปอ้อนวอนอำมาตย์ในวัง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เพราะเกรงกลัวพระราชอำนาจ นางจึงไปหาเสนาบดี แต่ก็ถูกปฏิเสธเช่นเดียวกัน นางจึงบากหน้าไปหาเสนาบดีอีกคนหนึ่ง ซึ่งท่านนี้ก็รับปากว่าจะไปทูลสู่ขอกับพระราชาให้

          เมื่อพระราชาได้ฟังก็ทรงกริ้วยิ่งนัก นางจัณฑาลทุคคตะเข็ญใจ บังอาจมาสู่ขอพระธิดาให้กับลูกชายของตน มันมีฤทธิ์ มีอำนาจ มีอานุภาพ มีบุญบารมีมาจากไหนกัน เราจะลองทดลองดู ถ้าไม่มีบุญก็จะฆ่าให้ตายเสีย ถ้ามีบุญจริงก็จะยกให้ จึงตรัสว่า ถ้าสุวรรณสิรสากุมารมีบุญ มีฤทธิ์ สามารถสร้างสะพานเงินสะพานทองตั้งแต่บ้านเรือนของตนจนมาถึงพระราชนิเวศน์ของเราได้ ก็จะยกธิดาให้ โพธิสัตว์ได้ทราบมาดังนั้นก็ดีใจ นอนคิดนึกตรึกตรองว่า ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว ก็จึงตั้งอธิษฐานบารมีว่า เราสร้างสมคุณงามความดีและบุญบารมีเพื่อจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าโดยสัจจะนี้ ขอให้สะพานเงินและสะพานทองจงเกิดมีตั้งแต่บ้านของเราจนถึงปราสาทของพระเจ้าแผ่นดินด้วพระยเถิด ด้วยอานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์ ก็ร้อนถึงภพขององค์อัมรินทร์ท้าวสักกะเทวราชผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์ ท้าวเธอจึงสั่งให้ “ท่านวิษณุกรรม” ทำการเนรมิตสะพานเงินและสะพานทองให้แล้วเสร็จก่อนรุ่งเช้า

          ครั้นรุ่งเช้า พระเจ้าพรหมทัตก็ทอดพระเนตรเห็นสะพานเงินและสะพานทอง แล้วก็ตรัสว่า สุวรรณสิรสากุมารนั้นมีบุญหนักหนา แล้วก็ได้ตรัสถามพระธิดาทั้งสามว่า ใครยินดีจะอภิเษกกับสุวรรณสิรสากุมารบ้าง เราจะจัดพิธีอภิเษกสมรสให้ มีเพียงพระธิดาองค์สุดท้องที่ยินดีและเต็มใจแต่งงานกับพระโพธิสัตว์  และแล้วพิธีอภิเษกสมรสก็ได้ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติระหว่างพระธิดาสุวรรณคันธาเทวี กับ สุวรรณสิรสากุมารพระโพธิสัตว์

          ครั้นวันรุ่งขึ้น พระเจ้าพรหมทัตเสด็จประทับ ณ ท้องพระโรง ครั้งนั้นมีเสนาบดีชื่อ “นันทะ” เข้าไปเฝ้าแล้วกราบทูลให้ขับไล่สุวรรณสิรสากุมารออกไปจากพระราชวัง เพราะไม่มีกายมีแต่หัว ทำให้ราชสำนักเสื่อมเสีย พระเจ้าพรหมทัตเห็นดีด้วย ทันใดนั้นเอง ก็ร้อนถึงท้าวสักกะเทวราช จำเป็นจะต้องเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ประทับยืนบนอากาศแล้วตรัสท้าแข่งตีคลีกันบนอากาศ และถามปัญหากับท้าวพรหมทัต ๔ ข้อ คือ (๑)ไม่แก่ไม่ตายเป็นหนุ่มอยู่เสมอได้แก่อะไร (๒) คนที่เรียกว่าพระราชานั้นเพราะอะไร (๓) ที่เรียกว่ารถนั้นได้แก่สิ่งอะไร (๔) สิ่งอะไรที่รุ่งเรืองอยู่ในโลกนี้และโลกอื่น แล้วพระอินทร์จึงตรัสแก่ท้าวพรหมทัตว่า เราให้เวลาท่าน ๗ วัน วันที่ ๗ เราจะกลับมา ถ้าเจ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้ เราจะตีหัวเจ้าด้วยฆ้อนเหล็กอันลุกเป็นไฟนี้ แล้วก็หายตัวไป

          พระราชาทรงครุ่นคิดหาคำตอบแต่ก็หาไม่ได้ เมื่อประชุมขุนนางในราชสำนักทั้งหมดก็ตอบกันไม่ได้ ใกล้จะครบกำหนด ๗ วัน ก็ยังไม่มีใครตอบได้ ฝ่ายพระนางพิมพามเหสีจึงได้ตรัสว่า  สุวรรณสิรสากุมารเป็นคนที่มีบุญมาก เห็นทีจะฉลาดสามารถแก้ปัญหานี้ได้ แล้วก็ให้ไปตามพระโพธิสัตว์มาเข้าเฝ้า พอได้ฟังปัญหาทั้ง ๔ ข้อแล้ว พระโพธิสัตว์ก็เปล่งวาจาว่า ดูก่อนชาวพระนครทั้งหลาย เรามีนามว่าสุวรรณสิรสา จะทำการอุปการะต่อพระสัสสุราช (พ่อตา) เราจะขึ้นไปในอากาศจะแก้ปัญหาและเล่นตีคลีกับท้าวสักกะเทวราช ท่านทั้งหลายจงดูและรับรู้ไว้เถิด ดังนี้แล้ว จึงสั่งให้นางสุวรรณคันธาเทวีผู้เป็นภรรยาถือถาดทองใส่ศรีษะกลับมาสู่ปราสาทแล้วก็ถอดรูปกายออกจากหัว แล้วก็เหาะขึ้นไปในอากาศ ไปเฝ้าท้าวสักกะเทวราช แล้วกราบทูลว่า ท่านต้องการจะถามอะไร ก็จงถามมาเถิด ท้าวสักกะเทวราชจึงถามปัญหาข้อที่ ๑  พระโพธิสัตว์ตอบว่า ตัณหาและราคะเป็นมูล ย่อมถึงแล้วซึ่งความไม่แก่ กิเลสมีโลภะเป็นต้นก็ไม่รู้จักเสื่อม อนึ่งความตระหนี่ก็ไม่รู้จักตาย ท้าวสักกะเทวราชได้ฟังดังนั้นก็ทรงปรบมือให้ พระโพธิสัตว์ตอบปัญหาข้อที่ ๒ ว่า ผู้ใดที่โลกสมมุติแล้วว่าเป็นพระราชา ก็ทรงถือเอาโดยวิเศษด้วยสังคหวัตถุ ๔ และราชธรรม ๑๐ ประการ แล้วอธิบายพระเจ้าแผ่นดินใดย่อมทำให้มหาชนยินดีด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ คือบำรุงด้วยการบำรุงกสิกรรม ด้วยการเลี้ยงคนตามคุณวุฒิ ด้วยการให้กู้ยืมพระราชทรัพย์คิดดอกเบี้ยพอควรเอาไปลงทุนหากำไรได้ พระเจ้าแผ่นดินนั้นเรียกว่าพระราชา อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดย่อมทำมหาชนให้ยินดีในราชธรรม ๑๐ ประการ คือ บำเพ็ญทานเป็นปกติ ด้วยทรงดำรงอยู่ในศีล ด้วยบริจาคช่วยเหลือในการใหญ่ๆ ด้วยความซื่อตรง ด้วยความอ่อนโยน ด้วยคอยกำจัดความชั่วในพระองค์ ด้วยทรงพิโรธน้อย ด้วยไม่ผิดราชประเพณี  พระเจ้าแผ่นดินนั้นเรียกว่าพระราชา แล้วตอบปัญหาข้อที่ ๓ อันว่า เรือนรถที่มีกง มีล้อ มีเพลา ประกอบด้วยดุม งอน และเชือกเข้าด้วยกันจึงเรียกว่ารถ ถ้ามีอย่างเดียว เช่น กง เป็นต้น จะเรียกรถไม่ได้ แต่เรือนรถที่ประชุมพร้อมกันด้วยสัมภาระครบ จึงเรียกว่า รถ โดยอธิบายว่า  เหมือนกายสัตว์ทั้งหลายประชุมด้วยอาการ ๓๒ เป็นอย่างยิ่งจึงเรียกว่า กายรถ แล้วจึงตอบปัญหาข้อที่ ๔ ชนพวกใดเกิดแล้วในตระกูลอันมั่งมี และให้ทานด้วยศรัทธา รักษาศีล เจริญภาวนา ละเสียซึ่งเวรทั้งห้า ชนเหล่านั้นเรียกว่ารุ่งเรืองทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เมื่อพระโพธิสัตว์ตอบปัญหาทั้ง ๔ ข้อจบแล้ว เทวดาทั้งหลายก็โปรยปรายทิพย์รัตน์บุปผาสักการบูชาสาธุการกัน แล้วท้าวสักกะก็โยนลูกคลีตีไปในอากาศ แล้วตีโต้กันไปกันมา เล่นกันอยู่สักครู่หนึ่ง ก็ยอมแพ้แล้วก็หายตัวไป

          พระมหาโพธิสัตว์เจ้าก็เหาะลงมาจากอากาศ เข้าไปนั่งใกล้ท้าวพรหมทัต พระเจ้าพรหมทัตเห็นสุวรรรสิรสากุมารมีรูปร่างที่งดงามมีรูปกายผ่องใสดังเนื้อทอง ก็ทรงเลื่อมใสดีพระทัยมาก แล้วทรงประกาศแต่งตั้งสุวรรรคันธาราชเทวีขึ้นเป็นอัครมเหสีซึ่งเป็นใหญ่กว่านางสนมและนักฟ้อนนางรำทั้งหลายของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ก็ได้พระนามใหม่ว่า “สุวรรณสิรสาบรมกษัตริย์” ปรากฏพระนามลือไปทั่วสกลชมพูทวีปตั้งแต่บัดนั้นมา พระโพธิสัตว์ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ และทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ พระองค์ให้มีการตั้งศาลาโรงทาน ๖ แห่งรอบพระนคร เพื่อพระราชทานแก่ยาจก วณิพก คนกำพร้า และคนอนาถาทั้งหลาย ทรงบำเพ็ญบุญทั้งหลายมีทาน เป็นต้น สิ้นพระชนม์แล้วได้ไปเกิดในดุสิตเทวโลก

(ค)                     สรุป

(๑)            ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี

(๒)            คนดีผีคุ้ม เทวดาคุ้ม คนคุ้ม ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม้ไหม้

(๓)            บุพเพสันนิวาส เนื้อคู่กันแล้วไม่แคล้วกันหรอก

(๔)            สติปัญญา ทำให้ประสบผลสำเร็จในการงาน และล่วงพ้นทุกข์ไปได้

(๕)            อันความปรารถนาของพระโพธิสัตว์ ย่อมสมปรารถนา

..................................

 

สุ จิ ปุ ลิ

๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๙

               

 

                                  

ขอขอบคุณ : http://th.m.wikisource.org/wiki/สุวรรณสิรสาชาดก




วิปัสนากรรมฐาน

กรรมฐาน อาวุธทางปัญญา article
๑๕ วัดต้นแบบปฏิบัติธรรมสติปัฏฐาน ๔
จำปาสี่ต้น
พระเอกนางเอก article
ปลาบู่ทอง article
ตัวอย่างวิญญาณของพ่อช่วยลูกชายให้ปลอดภัย
วิปัสสนากรรมฐาน article
กรรมของ "พระรถ-เมรี"
พาราณสิราชชาดก article
สังข์ทอง - รจนา article
ท้าวจตุโลกบาล article
ตำนานการบูรณะพระปฐมเจดีย์ และการสร้างพระประโทนเจดีย์ article
ทิณวงศ์ชาดก
สิงหไกรภพ article
กุดสะราชชาดก : สังข์ศิลป์ชัย article
พระโคบุตร article
มณีพิชัย
คู่บุญบารมี article
พระนล นางทมยันตี article
กรรมข้ามภพชาติ article
ความลับสวรรค์ article
ความลับสวรรค์ article
อำนาจกรรม article
ฉัททันตชาดก : กรรมของพญาช้างฉัททันต์ article
นิทานชาดก : อ้ายร้อยกาบลาน article
ฤาษีหลอกกินเหี้ย article
บาปกรรม และนรกมีจริง article
พระอริยะเจ้า : ที่พึ่งของเวไนยสัตว์ article
สติปัฏฐาน 4 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.